เจ้าเมืองภาคอีสาน : ตำแหน่ง
ดินแดนอีสานในอดีต ได้มีผู้คนในสมัยก่อนประวัติ
ศาสตร์ดั้งอยู่เป็นชุมชนโบราณอยู่มาก่อน เช่น การค้นพบชุมชน
โบราณในแถบลุ่มแม่น้ำโขง ชุมชนโบราณที่บ้านเชียง ชุมชน
โบราณแอ่งสกลนคร และชุมชนโบราณในแอ่งโคราช เป็นต้น
เมื่ออาณาจักรล้านช้างมีอิทธิพลมากขึ้นในแถบลุ่มแม่น้ำ
โขง ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๙ เป็นต้นมา ผู้คนเริ่มอพยพมา
ตั้งถิ่นฐานในดินแดนภาคอีสานในแถบลุ่มแม่น้ำโขงมากขึ้น
ตามลำดับ จนในที่สุดกลายเป็นชุมชนภาคอีสานในปัจจุบัน
ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นเรียกหัวเมืองภาค
อีสานตอนบนว่า "หัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออก" และเรียก
หัวเมืองภาคอีสานตอนล่างว่า "หัวเมืองเขมรป่าดง" คือบริเวณ
จังหวัดศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ กำเนิดของเมืองต่างๆ
อาจแยกได้เป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้ คือ
๑. กลุ่มโคราชหรือนครราชสีมา สืบเนื่องมาจาก
เมืองโคราชโบราณ ต่อมาจนกลายเป็นเมืองใหญ่มีฐานะเท่า
กับเมืองพระยามหานครเป็นหน้าด่านด้านตะวันออกของ
กรุงศรีอยุธยาตอนปลาย และแยกออกเป็นเมืองนครราชสีมา
พิมาย นางรอง
๒. กลุ่มชาติพันธุ์เขมร เริ่มตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
ตอนปลาย พวกเขมรและส่วยได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมือง
สุรินทร์ สังขะ บุรีรัมย์ ขุขันธ์ เป็นต้น
๓. กลุ่มเชื้อสายอาณาจักรล้านช้าง เริ่มตั้งแต่พุทธ-
ศตวรรษที่ ๒๒-๒๓ เมื่อเกิดจลาจลแย่งชิงราชสมบัติใน
นครเวียงจันทน์ กลุ่มพระดา พระวอ และกลุ่มของพระครู
โพนเสม็ดอพยพหนีราชภัยมาตั้งถิ่นฐานในภาคอีสาน เช่น เมือง
อุบลราชธานี เมืองยโสธร สุวรรณภูมิ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม
กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ขอนแก่น หนองคาย นครพนม หัวเมือง
เหล่านี้มีฐานะเป็นเมืองขึ้นส่งส่วยบรรณาการต่อราชธานีและ
ปกครองตามธรรมเนียมเดิม คือระบบอาญาสี่
๔. กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เช่น เขมร ส่วย ผู้ใทย ข่า
กะโซ่ กะเลิง แสก ย้อ โย้ย กุลา เป็นต้น
๑. การปกครองของภาคอีสาน
ตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์
การปกครองของหัวเมืองในภาคอีสานของรัฐบาลไทย
สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ก่อนสมัยรัชกาลที่ ๕ มีสองแบบ คือ
๑. ปกครองแบบหัวเมืองชั้นนอก ได้แก่ เมืองนคร
ราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ขุขันธ์ สังขะ มีเจ้าเมือง
หรือผู้ว่าราชการเมือง ปลัดเมือง ยกกระบัตรเมือง และผู้ช่วย
ราชการเมือง เสมือนหัวเมืองในภาคกลาง ส่งส่วยขึ้นกับ
กรุงเทพมหานคร
๒. ปกครองแบบเมืองขึ้น ได้แก่ หัวเมืองที่สืบเชื้อสาย
มาจากอาณาจักรล้านช้าง ใช้การปกครองตามธรรมเนียมของ
ล้านช้างเดิม คือ มีเจ้าเมือง อุปฮาด ราชวงศ์ ราชบุตร พร้อม
ด้วยกรมการเมืองอีก คือ เมืองแสน เมืองจันทร์ เมืองช้าย
เมืองขวา เมืองกลาง ชาเนตร ชานนท์ ชาบัณฑิต นาเหนือ
นาใต้ เมืองคุก เมืองฮาม ฯลฯ เช่น เมืองอุบลราชธานี
เมืองยโสธร เมืองร้อยเอ็ด เมืองมหาสารคาม เมืองกาฬสินธุ์
เมืองขอนแก่น เมืองสกลนคร เมืองหนองคาย เมืองมุกดาหาร
เต้น ส่งส่วยหรือราชบรรณาการต่อกรุงเทพฯ ทุกปี
๑.๑ การแบ่งอำนาจของข้าหลวง
หัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออกและเขมรป่าดง ซึ่งเป็น
ดินแดนของภาคอีสานในปัจจุบัน ถือว่าเป็นหัวเมืองชั้นนอก
ปลายพระราชอาณาเขต ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นตั้งแต่
สมัยรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๔ โดยปกติแล้วทางกรุงเทพฯ
จะปล่อยให้เจ้าเมืองและกรมการเมืองมีอำนาจปกครอง และ
บังคับบัญชากันเองเป็นส่วนใหญ่ จะแต่งตั้งข้าหลวงออกมา
ตรวจตราแนะนำเป็นครั้งคราวตามเหตุการณ์ของบ้านเมือง
หรือบางครั้งก็แต่งตั้งข้าหลวงออกมาเพื่อเร่งรัดเงินทอง
ของส่วยที่ขาดค้าง หรือส่งกองทัพออกมาช่วยปราบปรามข้าศึก
ศัตรูที่เกิดขึ้น และตัดสินคดีความเรื่องใหญ่เป็นครั้งคราว
ตามเหตุการณ์
ครั้นต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อเห็นว่าฝรั่งเศส
ได้ยึดครองประเทศญวนและเขมรเป็นอาณานิคมแล้ว ทาง
กรุงเทพฯ จึงเริ่มแต่งตั้งข้าหลวงออกมาประจำต่างพระเนตร
พระกรรณตามหัวเมืองชายแดนปลายพระราชอาณาเขต แต่
ก็ยังมิได้กำหนดหน้าที่และแบ่งแยกการปกครองของข้าหลวง
อย่างจริงจัง เช่น ให้ พระยามหาอำมาตยาธิบดี (หรุ่น ศรีเพ็ญ)
สมุหนายกฝ่ายเหนือ ออกมาเป็นข้าหลวงใหญ่ ตั้งอยู่ ณ
นครจำปาศักดิ์ ใน พ.ศ.๒๔๒๕ ให้ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม เป็นแม่ทัพยกมาปราบปรามฮ่อ
ใน พ.ศ.๒๔๒๘ และตั้งอยู่ที่เมืองหนองคายต่อเพื่อจัดราชการ
อยู่ถึงปี พ.ศ.๒๔๒๙ จึงแต่งตั้งให้พระยาสุริยเดชวิเศษฤทธิ์
(กาจ สิงหเสนี) ปลัดเมืองนครราชสีมา ที่มาในกองทัพ
อยู่รักษาราชการต่อ เป็นข้าหลวงประจำอยู่หัวเมืองลาวพวน
ต่อมาอีก แต่ก็ยังมิได้กำหนดขอบเขตของข้าหลวงว่ามีอำนาจ
หน้าที่ถึงหัวเมืองใดบ้าง
พ.ศ.๒๔๓๒ เกิดกรณีพิพาทเรื่องอำนาจของข้าหลวง
ขึ้น เมื่อพระพิทักษ์เขตขันธ์ เจ้าเมืองหนองหาน ขอประมูล
สีผึ้งในแขวงเมืองหนองหาน ซึ่งมีเขตแดนติดต่อกับเมือง
สกลนคร เมืองหนองหานได้แต่งท้าวฝ้ายตาแสงกรมการเมือง
ออกไปดีผึ้งที่ดงผาแอ่น ดงบ่อทอง ต่อเขตเมืองสกลนคร
พระยาประจันตประเทศธานี (โง่นคำ พรหมสาขา) เจ้าเมือง
สกลนคร สั่งให้กรมการเมืองสกลนครไปฟ้องต่อพระยา
มหาอำมาตย์ข้าหลวงใหญ่ที่เมืองนครจำปาศักดิ์ ส่วนเจ้าเมือง
หนองหานก็ไปฟ้องต่อพระยาสุริยเดชฯ ข้าหลวงที่เมือง
หนองคาย จึงเป็นมูลเหตุให้แบ่งอำนาจการปกครองและการ
บังคับบัญชาของข้าหลวงในปี พ.ศ.๒๔๓๓
(จากเอกสาร ม ๑๒. เล่ม ๑๑/๓ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)
หัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออก แบ่งออกเป็น ๔ กอง คือ
๑) หัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออก ตั้งอยู่ ณ เมือง
นครจำปาศักดิ์ มีพระยามหาอำมาตย์ (หรุ่น ศรีเพ็ญ) เป็น
ข้าหลวงใหญ่ มีอำนาจปกครองเมืองนครจำปาศักดิ์ เชียงแตง
แสนปาง ศรีทันดร สาลวัน อัตปือ คำทองใหญ่ สุรินทร์
สังขะ ขุขันธ์ เดชอุดม รวมเมืองใหญ่ ๑๑ เมือง เมืองขึ้น
อีก ๒๑ เมือง รวม ๓๒ เมือง
๒) หัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนือ มีพระยา
ราชเสนา (ทัด ไกรฤกษ์) เป็นข้าหลวงใหญ่ ตั้งอยู่
อุบลราชธานี มีอำนาจบังคับบัญชาเมืองอุบลราชธานี กาฬสินธุ์
สุวรรณภูมิ ยโสธร เขมราฐ ศรีสะเกษ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด
ภูแล่นช้าง กมลาสัย สองคอนดอนดง เมืองพิน (สองเมืองนี้
ปัจจุบันอยู่ในดินแดนลาว) รวมเมืองใหญ่ ๑๐ เมือง และ
เมืองขึ้นอีก ๒๙ เมือง รวมเป็น ๓๙ เมือง
ณ เมือง
๓) หัวเมืองลาวฝ่ายเหนือ มีพระยาสุริยเดชวิเศษฤทธิ์
(กาจ สิงหเสนี) ตั้งอยู่ ณ เมืองหนองคาย เป็นข้าหลวงใหญ่
มีอำนาจบังคับบัญชาเมืองหนองคาย โพนพิสัย ไชยบุรี ท่าอุเทน
นครพนม สกลนคร มุกดาหาร กมุทาสัย (หนองบัวลำภู)
หนองหาน ขอนแก่น หล่มสัก คำเกิด คำม่วน เชียงขวาง
(สี่เมืองหลังนี้ปัจจุบันอยู่ในดินแดนลาว)
รวมเมืองใหญ่ ๑๓ เมือง เมืองขึ้นอีก ๓๖ เมือง รวมเป็น
บริคัณฑนิคม ๔๙ เมือง
๔) หัวเมืองลาวกลาง มีพระพิเรนทรเทพ (ทองคำ
สีหอุไร) ภายหลังเลื่อนเป็นพระยาสีหราชฤทธิไกร เป็น
ข้าหลวงใหญ่ตั้งอยู่ ณ เมืองนครราชสีมา มีอำนาจบังคับบัญชา
เมืองใหญ่ ๓ เมือง คือ เมืองนครราชสีมา เมืองชนบท
เมืองภูเขียว และเมืองขึ้นเมืองเหล่านี้อีก ๑๒ เมือง รวม
๑๕ เมือง สำหรับเมืองชัยภูมิ เมืองนางรอง เมืองบุรีรัมย์
ขึ้นเมืองนครราชสีมา
(จากเอกสาร ร.๕ ม๒. ๑๒ข. หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)
๑.๒ ข้าหลวงต่างพระองค์สำเร็จราชการ
ครั้นถึง พ.ศ.๒๔๓๔ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งข้าหลวงต่างพระองค์สำเร็จราชการหัวเมืองในภาค
อีสาน คือ
๑) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร
เป็นข้าหลวงต่างพระองค์ สำเร็จราชการหัวเมืองลาวกาว ตั้งอยู่
ณ เมืองอุบลราชธานี (เรียกกันว่า ข้าหลวงใหญ่ หรือ อธิบดี
ข้าหลวง) ระหว่าง พ.ศ.๒๕๓๔-๒๔๓๖ ก็โปรดเกล้าฯ ให้กลับ
กรุงเทพฯ และโปรดเกล้าฯให้กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์
จากเมืองนครราชสีมาไปเป็นข้าหลวงสำเร็จราชการหัวเมือง
ลาวกาว
๒) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม
เป็นข้าหลวงต่างพระองค์ สำเร็จราชการหัวเมืองลาวพวน
ตั้งอยู่ ณ เมืองหนองคาย
๓) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์
เป็นข้าหลวงต่างพระองค์สำเร็จราชการ (ข้าหลวงใหญ่ หรือ
อธิบดีข้าหลวง) หัวเมืองลาวพุงดำ (หลวงพระบาง สิบสอง
จุไทย หัวพันทั้งห้าทั้งหก และประเทศลาวตอนเหนือ) ตั้ง
กองบัญชาการที่เมืองหลวงพระบางกองหนึ่ง ส่วนข้าหลวงใหญ่
ตั้งที่บัญชาการอยู่ที่เมืองนครราชสีมา
๒. การปกครองอีสานระบบเทศาภิบาล
เมื่อ พ.ศ.๒๔๓๖ (ร.ศ.๑๑๒) ประเทศไทยต้องเสีย
ดินแดนทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส (ดินแดนซึ่งเป็น
ส.ป.ป.ลาวในปัจจุบัน) จึงได้ปฏิรูปการปกครองหัวเมือง ซึ่ง
เรียกในสมัยต่อมาว่าระบบเทศาภิบาล จัดแบ่งเป็นมณฑลได้
๓ มณฑล คือ
๑. มณฑลลาวกาว กองบัญชาการมณฑลตั้งอยู่ที่
เมืองอุบลราชธานี มีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิ
ประสงค์ เป็นข้าหลวงต่างพระองค์สำเร็จราชการมณฑล
มีอำนาจปกครองเมืองนครจำปาศักดิ์ อุบลราชธานี ขุขันธ์
สังขะ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ยโสธร กาฬสินธุ์ กมลาสัย
เขมราฐ เดชอุดม ร้อยเอ็ด มหาสารคาม และเมืองขึ้น
เมืองเหล่านี้อีก
๒. มณฑลลาวพวน กองบัญชาการตั้งอยู่ที่บ้าน
หมากแข้ง มีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม
เป็นข้าหลวงต่างพระองค์สำเร็จราชการมณฑล มีอำนาจ
ปกครองเมืองหนองคาย หล่มสัก ไชยบุรี ท่าอุเทน นครพนม
มุกดาหาร หนองหาน สกลนคร กมุทาสัย (หนองบัวลำภู)
โพนพิสัย ขอนแก่น
๓. มณฑลลาวกลาง กองบัญชาการตั้งอยู่ ณ เมือง
นครราชสีมา มีพระยาสิงหเสนี (สะอาด สิงหเสนี) เป็น
ข้าหลวงใหญ่สำเร็จราชการมณฑล มีอำนาจปกครองเมือง
นครราชสีมา ชัยภูมิ นางรอง บุรีรัมย์
๒.๑ เปลี่ยนนามมณฑลในภาคอีสาน
พ.ศ.๒๕๔๒ ประกาศให้เปลี่ยนมณฑลลาวกาวเป็น
มณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ มณฑลลาวพวนเป็นมณฑล
ฝ่ายเหนือ มณฑลลาวกลางเป็นมณฑลนครราชสีมา ตาม
ประกาศลงวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๒
(จากราชกิจจานุเบกษา ร.ศ.๑๑๘)
พ.ศ.๒๔๔๓ ประกาศให้เปลี่ยนนามมณฑลตะวันออก
เฉียงเหนือเป็นมณฑลอีสาน มณฑลฝ่ายเหนือเป็นมณฑลอุดร
ตามประกาศลงวันที่ ๒๓ มกราคม ร.ศ.๑๑๙
(ราชกิจจานุเบกษา ร.ศ.๑๑๙)
พ.ศ.๒๕๕๔ ได้แบ่งมณฑลอีสานออกเป็น ๒ มณฑล
คือ มณฑลอุบล มี ๓ เมือง คือ เมืองอุบลราชธานี เมือง
ขุขันธ์ (ศรีสะเกษ) และเมืองสุรินทร์ มณฑลร้อยเอ็ด มี ๓
เมือง คือ เมืองร้อยเอ็ด เมืองมหาสารคาม เมืองกาฬสินธุ์
(เอกสาร ร.5 มต. ๒/๗ ร.ศ.๑๓๐ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)
๒.๒ ข้อบังคับการปกครองท้องที่ ร.ศ.๑๑๗
ข้อบังคับการปกครองท้องที่ ร.ศ.๑๑๗ (พ.ศ.๒๕๔๑)
ประกาศใช้ทั่วราชอาณาจักร ยกเลิกตำแหน่งเจ้าเมือง อุปฮาด
ราชวงศ์ ราชบุตร ให้หัวเมืองใช้ระเบียบการปกครองท้องที่
ระบบเดียวกับข้าราชการส่วนกลาง คือ ตำแหน่งผู้ว่าราชการ
เมือง ปลัดเมือง ยกกระบัตรเมือง มหาดไทยเมือง โยธา
เมือง นครบาลเมือง คลังเมือง ให้เหมือนกันหมดทุกเมือง
ทั่วราชอาณาจักร
๒.๓ รวม ๓ มณฑลตั้งเป็นภาคอีสาน
คำว่า "ภาคอีสาน" เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๕ ใน
สมัยรัชกาลที่ ๖ เนื่องจากได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
ให้ตั้งดำแหน่งประจำภาคขึ้นอีกดำแหน่งหนึ่ง โดยให้รวม
มณฑลตั้งแต่สองมณฑลขึ้นไปรวมเข้าเป็นภาค คือ ภาคพายัพ
(เหนือ) ภาคทักษิณ (ใต้) และภาคอีสาน มีอุปราชประจำภาค
ซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ รับราชการฝ่ายพลเรือนต่างพระเนตร
พระกรรณมีอำนาจเหนือข้าราชการพลเรือนทุกตำแหน่งบรรดา
ที่ประจำรับราชการอยู่ในภาคหนึ่ง ๆ แห่งพระราชอาณาจักร
ขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ มีหน้าที่บังคับบัญชาตรวจตรา
แนะนำข้าราชการให้เป็นไปตามกระแสพระบรมราชโองการและ
พระราชกำหนดกฎหมาย ทั้งดำริทำนุบำรุงพระราชอาณาจักร
ในภาคนั้นๆ ให้เจริญขึ้น มีอำนาจเหนือสมุหเทศาภิบาลมณฑล
ต่าง ๆ และผู้ว่าราชการจังหวัดในภาคนั้นๆ โดยได้ตั้งภาค
พายัพขึ้นเป็นภาคแรก การปกครองประเทศไทยในหัวเมือง
จึงแบ่งเป็น (๑) ภาค (๒) มณฑล (๓) จังหวัด และ (๔)
อำเภอ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชนิกูลวิบูลภักดี
(อวบ เปาวโรหิต) ซึ่งภายหลังได้เลื่อนขึ้นเป็นเจ้าพระยา
มุขมนตรี ดำรงตำแหน่ง "อุปราชภาคอีสาน" มีอำนาจในการ
ปกครองมณฑลอุบล มณฑลร้อยเอ็ด และมณฑลอุดร
เข้าเป็นภาคอีสานตั้งแต่วันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๕
(จากราชกิจจานุเบกษา พ.ศ.๒๔๖๕)
๓. ทำเนียบตำแหน่งเจ้าเมืองและกรมการเมือง
๓.๑ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ ๑
ถึงรัชกาลที่ ๕)
ตั้งแต่ พ.ศ.๒๓๒๕-๒๔๔๑ (ก่อนจัดตั้งเป็นระบบ
เทศาภิบาล)
๑) เมืองนครราชสีมา
ผู้สำเร็จราชการ : พระยากำแหงสงครามรามราชภักดี
ปลัดเมือง : พระยาสุริยเดชวิเศษฤทธิ์ทศทิศวิชัย
ยกกระบัตร : พระพรหมภักดี
ยกกระบัตรฝ่ายพระราชวังบวร : พระวรราชประสิทธิ
ฤทธิสงคราม
ถ่ายภาพร่วมกัน
ผู้ช่วยราชการ : พระยาบรมราชบรรหารราญฤทธิรงค์
พระยาโบราณราชมนตรี
พระภักดีนุชิต
พระศรีวิเศษ
พระปรีชาอักษร
หลวงอภัยสงคราม
หลวงศรีสิทธิสงคราม
หลวงกำแหงฤทธิรงค์
จางวางส่วยทอง : พระเหมสมาหาร
นายอำเภอฝ่ายจีน : พระยาเจริญราชกิจ
พระภิรมย์โภคา
ผู้ว่าราชการเมืองขึ้นเมืองนครราชสีมา
เมืองบ่าเหน็จณรงค์ : พระฤทธิฤๅชัย
เมืองนครจันทึก : พระนครจันทึก
เมืองพิมาย : พระภักดีณรงค์
เมืองปักธงชัย : พระวงศาอรรคราช
เมืองนางรอง : พระภักดีศรีนรินทร์
เมืองจัตุรัส : พระนรินทร์สงคราม
เมืองบุรีรัมย์ : พระนครภักดีนครานุรักษ์
เมืองชัยภูมิ : พระภักดีชุมพล
เมืองรัตนบุรี : พระศรีนครชัย
(อำเภอรัตนบุรี ภายหลังโออนไปขึ้น จังหวัดสุรินทร์)
เมืองพุทไธสง : พระเสนาสงคราม
(อำเภอพุทไธสง ภายหลังโอนไปขึ้น จังหวัดบุรีรัมย์)
เมืองประโคนชัย : พระภักดีศรีสุริยวงศ์
เมืองภูเขียว : พระไกรสิงหนาท (เจ้าเมือง)
มีอุปฮาด ราชวงศ์ และราชบุตร
เมืองเกษตรสมบูรณ์ : พระเสนาภิรมย์
๒) เมืองสุรินทร์
ผู้ว่าราชการเมือง : พระยาสุรินทร์ภักดีศรีผไทสมันต์
ปลัดเมือง : พระชัยณรงค์ภักดี
ยกกระบัตร : พระวิชัยบวรวุฒิ
ผู้ช่วยราชการ : พระนรินทร์ราชวงศา
พระวิเศษราชา
ผู้ว่าราชการเมืองขึ้นเมืองสุรินทร์
เมืองสุรพินทรนิคม : พระสุรินทร์นิคมนุรักษ์
เมืองชุมพลบุรี : พระฤทธิรณฤทธิ์
๓) เมืองขุขันธ์
จางวางกำกับราชการ : พระยาบำรุงบูรณะประจันต์
ผู้ว่าราชการเมือง : พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน
ปลัดเมือง : พระพิชัยสุนทรสงคราม
ยกกระบัตร : พระแก้วมนตรี
ผู้ช่วยราชการ : พระพิชัยราชวงศา
พระจำนงค์ภักดี
พระอภัยพิทักษ์ภักดี
พระบริรักษ์ภักดี
ผู้ว่าราชการเมืองขึ้นเมืองขุขันธ์
เมืองมโนไพร : พระมโนจำนงค์
(ปัจจุบันอยู่ในเขตเขมร)
เมืองอุทุมพรพิสัย : พระอุทุมพรเทศารักษ์
๔) เมืองสังขะ
ผู้ว่าราชการเมือง : พระยาสังฆบุรีศรีนครอัจจะ
ปลัดเมือง : พระพิชัยสงคราม
ยกกระบัตร : พระแก้วมนตรี
ผู้ช่วยราชการ : พระอนันตภักดี
พระศรีสุราช
พระชัยสุริยวงศ์
พระสุนทรพิทักษ์
พระสุนทรนุรักษ์
ผู้ว่าราชการเมืองขึ้นเมืองสังขะ
เมืองจงกัล : พระทิพยชลสินธุ์อินทรนฤมิต
(ปัจจุบันอยู่ในเขตเขมร)
เมืองกันทรารมย์ : พระกันทรารักษ์
เมืองศีขรภูมิพิสัย : พระศีขรภูมานุรักษ์
๕) เมืองศรีสะเกษ
ผู้ว่าราชการเมือง : พระยาวิเศษภักดี
ปลัดเมือง : พระภักดีโยธา
ยกกระบัตร : พระพรหมภักดี
ผู้ช่วยราชการ : พระพิชัยราชวงศา
พระสุนทรนุรักษ์
ผู้ว่าราชการเมืองขึ้นเมืองศรีสะเกษ
เมืองราษีไศล : พระประจญปัจจามิตร
อธิบายเพิ่มเติม
เมืองอุบลราชธานีหมายเลข ๖ จนถึงเมืองนคร
จำปาศักดิ์หมายเลข ๒๓ รวมทั้งเมืองบริวารที่ทำราชการ
ขึ้นกับเมืองเหล่านั้น มีฐานะเป็นเมืองขึ้นกับราชธานี ฉะนั้น
จึงปกครองระบบอาญาสี่ คือมี เจ้าเมือง อุปฮาด ราชวงศ์
ราชบุตร จนถึง พ.ศ.๒๕๔๑ (ร.ศ.๑๑๗) รัฐบาลไทยสมัย
รัชกาลที่ ๕ ได้เปลี่ยนการปกครองเป็นระบบเทศาภิบาล
เปลี่ยนตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการเมือง (เจ้าเมือง) ปลัดเมือง
(อุปฮาด) ยกกระบัตร (ราชวงศ์) และผู้ช่วยราชการเมือง
(ราชบุตร) และได้รับเงินเดือนจากรัฐบาลแทนเก็บส่วยเอง
๖) เมืองอุบลราชธานี
เจ้าเมือง : พระพรหมราชวงศา
เจ้าเมืองสมัยรัชกาลที่ ๔
เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์วงศ์ดำรงรัฐสีมาอุบลราชธานีบาล
เจ้าเมืองขึ้นเมืองอุบลราชธานี
เมืองพิบูลมังสาหาร : พระบำรุงราษฎร
เมืองตระการพืชผล : พระอมรดลใจ
เมืองมหาชนะชัย : พระเรืองชนะชัย
เมืองเสนางคนิคม : พระจันทรวงศา
๗) เมืองยโสธร
เจ้าเมือง : พระสุนทรราชวงศา มหาขัตติยชาติ
ประเทศราชดำรงรักษ์ ศักดิยศฤๅไกร
ศรีพิชัยสงคราม
๘) เมืองกาฬสินธุ์
เจ้าเมือง : พระยาชัยสุนทร
เจ้าเมืองขึ้นเมืองกาพสินธุ์
เมืองท่าขอนยาง : พระสุวรรณภักดี
(ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม)
เมืองแซงบาดาล : พระศรีสุวรรณ
(ตำบลแซงบาดาล อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์)
เมืองกุฉินารายณ์ : พระธิเบศร์วงศา
เมืองกันทรวิชัย : พระปทุมวิเศษ
(อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคามปัจจุบัน)
เมืองกมลาสัย : พระราษฎรบริหาร
เมืองเสลภูมิ : พระนิคมบริรักษ์
(ภายหลังโอนไปขึ้นเมืองร้อยเอ็ด)
เมืองสหัสขันธ์ : พระประชาชนบาล
เมืองภูแล่นช้าง : พระพิชัยอุดมเดช
(ตำบลภูแล่นช้าง อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์)
๙) เมืองเขมราฐ
เจ้าเมือง : พระเทพวงศา
เจ้าเมืองขึ้นเมืองเขมราฐ
เมืองอำนาจเจริญ : พระอมรอำนาจ
เมืองคำเขื่อนแก้ว : พระรามนรินทร์
(ตำบลคำเขื่อนแก้ว อำเภอชานุมานในปัจจุบัน ไม่ใช่
อำเภอคำเขื่อนแก้ว)
เมืองวารินชำราบ : พระกำจรจตุรงค์
(ปัจจุบันเป็นตำบลในท้องที่ อำเภอศรีเมืองใหม่
จังหวัดอุบลราชธานี ไม่ใช่อำเภอวารินชำราบปัจจุบัน)
เมืองโขงเจียม : พระกำแหงสงคราม
๑๐) เมืองสุวรรณภูมิ
เจ้าเมือง : พระรัตนวงศา
ผู้ช่วยราชการ : หลวงพรหมพิทักษ์
หลวงรัตนวงศา
เจ้าเมืองขึ้นเมืองสุวรรณภูมิ
เมืองเกษตรวิสัย : พระศรีเกษตราธิไชย
เมืองพยัคฆภูมิพิสัย : พระศรีสุวรรณวงศา
เมืองพนมไพรแดนมฤค : พระดำรงฤทธิไกร
เมืองจตุรพักตรพิมาน : พระธาดาอำนวยเดช
๑๑) เมืองร้อยเอ็ด
เจ้าเมือง : พระยาขัตติยวงศา
เจ้าเมืองขึ้นเมืองร้อยเอ็ด
เมืองธวัชบุรี : พระธำรงไชยธวัช
๑๒) เมืองมหาสารคาม
เจ้าเมือง : พระเจริญราชเดช
เจ้าเมืองขึ้นเมืองมหาสารคาม
เมืองวาปีปทุม : พระพิทักษ์นรากร
เมืองโกสุมพิสัย : พระสุนทรพิพิธ
๑๓) เมืองเดชอุดม
เจ้าเมือง : พระศรีสุรเดช (หรือพระศรีสุระ)
๑๔) เมืองเลย
ผู้ว่าราชการเมือง : พระภักดีสงคราม
๑๕) เมืองหนองคาย
จางวางกำกับราชการ : พระยาวุฒาธิคุณวิบูลย์ศักดิ์
อรรคสุรินทร์มหินทรภักดี
ปลัดจางวาง : พระยาอดุลเดชา
เจ้าเมือง : พระปทุมเทวาภิบาล
ผู้ช่วยราชการ : พระวรสารสุรไกร
พระศรีสกุลวงศ์
พระอนุรักษ์ประชาราษฎร์
พระประเสริฐสรรพกิจ
พระประสิทธิ์สรรพการ
พระอนุชาติวุฒาธิคุณ
เจ้าเมืองขึ้นเมืองหนองคาย
เมืองภูเวียง : พระศรีทรงชัย
(ท้องที่อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น)
เมืองท่าบ่อ : พระกูปดิฐบดี
เมืองกาฬวาปี : พระกาฬคามบริหาร
(อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย)
๑๖) เมืองโพนพิสัย
เจ้าเมือง : พระพิสัยสรเดช
เจ้าเมืองขึ้นเมืองโพนพิสัย
เมืองรัตนวาปี : พระรัตนเขตรักษา
(ตำบลรัตนวาปี อำเภอโพนพิสัยในปัจจุบัน)
๑๗) เมืองท่าอุเทน
เจ้าเมือง : พระศรีวรราช
เจ้าเมืองขึ้นเมืองท่าอุเทน
เมืองรามราช : พระอุทัยประเทศ
(ตำบลรามราช อำเภอท่าอุเทนในปัจจุบัน)
๑๘) เมืองไชยบุรี
เจ้าเมือง : พระไชยราชวงศา
(ตำบลชัยบุรี อำเภอท่าอุเทนในปัจจุบัน)
๑๙) เมืองนครพนม
(สมัยรัชกาลที่ 9 ถึงสมัยรัชกาลที่ ๓)
เจ้าเมือง : พระบรมราชา
(สมัยรัชกาลที่ ๔ ถึงสมัยรัชกาลที่ ๕)
เจ้าเมือง
พระหรือพระยาพนมนครานุรักษ์ สิทธิศักดิ์เทพฤๅยศ
ทศบุรีศรีโคตรบูรณ์หลวง อุปฮาด ราชวงศ์ ราชบุตร
เจ้าเมืองขึ้นเมืองนครพนม
เมืองเรณูนคร : พระแก้วโกมล
เมืองอาทมาต : หลวงเอกอาสา
(ปัจจุบันคือท้องที่ดำบลอาจสามารถ อำเภอเมือง
จังหวัดนครพนม)
เมืองอากาศอำนวย : หลวงพลานุกูล
เมืองอากาศอำนวยโอนไปขึ้น จังหวัดสกลนคร)
เมืองกุสุมาลย์มณฑล : พระอารัญอาสา
(ภายหลังอำเภอกุสุมาลย์โอนไปขึ้น จังหวัดสกลนคร)
๒๐) เมืองหนองหาน
เจ้าเมือง : พระพิทักษ์เขตขันธ์
เจ้าเมืองขึ้นเมืองหนองหาน
เมืองกุมภวาปี : พระวรฤทธิ์ฤๅชัย
๒๑) เมืองสกลนคร
เจ้าเมือง
พระยาประจันตประเทศธานี ศรีสกลานุรักษ์ อรรค
เดโชชัย อภัยพิริยะบรากรมพาหุ
ผู้ช่วยราชการ : พระวรวุฒิมนตรี
พระศรีวรบุตรกักดี
พระศรีสกุลวงศ์
พระวิชิตพลหาญ
หลวงสกลนครนุการ
เจ้าเมืองขึ้นเมืองสกลนคร
เมืองวาริชภูมิ : พระสุรินทร์บริรักษ์
เมืองพรรณานิคม : พระเสนาณรงค์
เมืองสว่างแดนดิน : พระสิทธิศักดิ์ประสิทธิ์
เมืองจำปาชนบท : พระบำรุงนิคมเขต
(อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร)
เมืองวานรนิวาส : พระประชาราษฎร์รักษา
เมืองโพธิไพศาล : พระพิศาลสิมารักษ์
(ตำบลโพธิไพศาล อำเภอกุสุมาลย์)
เมืองภูวดลสอางค์ : พระภูวดลบริรักษ์
(ปัจจุบันคือเมืองมหาชัย อยู่ในแขวงคำม่วนดินแดน
ลาวก่อน ร.ศ.๑๑๒ เมืองสกลนครมีเมืองขึ้นทางฝั่ง
แม่น้ำโขงลาวเรียกเมืองภูวดลสอางค์ว่า "เมืองภูวา")
๒๒) เมืองมุกดาหาร
(สมัยรัชกาลที่ ๑)
เจ้าเมือง : พระยาจันทรศรีสุราชอุปราชามันธาตุราช
(สมัยรัชกาลที่ ๒ ถึงรัชกาลที่ ๓)
เจ้าเมือง : พระยาหรือพระจันทรสุริยวงศ์
จางวางที่ปรึกษาราชการ : พระพฤกษมนตรี
เจ้าเมืองสมัยรัชกาลที่ ๔
เจ้าจันทรเทพสุริยวงศ์ ดำรงรัฐสีมา มุกดาหารา-
ธิบดี
เจ้าเมืองสมัยรัชกาลที่ ๕
พระจันทรเทพสุริยวงศ์
ผู้ช่วยราชการ : พระราชกิจภักดี
พระศรีวรวงศ์
พระศรีวรราช
พระวรบุตรภักดี
เจ้าเมืองขึ้นเมืองมุกดาหาร
เมืองหนองสูง : พระไกรสรราช
(ท้องที่อำเภอคำชะอี และ อำเภอหนองสูง)
เมืองพาลุกากรภูมิ : พระอมรฤทธิธาดา
(ท้องที่อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร)
๒๓) เมืองกมุทาสัย
(จังหวัดหนองบัวลำภูในปัจจุบัน)
เจ้าเมือง : พระวิชโยดมกมุทเขต
๒๔) เมืองชนบท
(ท้องที่อำเภอชนบท อำเภอบ้านไผ่ และอำเภอพล)
เจ้าเมือง : พระจันตประเทศ
๒๕) เมืองขอนแก่น
เจ้าเมือง
พระนครศรีบริรักษ์ บรมราชภักดี ศรีสุภสมุนทร
พร่วมกับกรมการเมืองนครพนมและหัวเมืองใกล้เคียงที่พระธาตุพนม พ.ศ. ๒๔๙๔
เจ้าเมืองขึ้นเมืองขอนแก่น
เมืองมัญจาคีรี : พระเกษตรวัฒนา
๒๖) เมืองนครจำปาศักดิ์
เจ้าผู้ครองนคร
เจ้ายุติธรรมธรนครจำปาศักดิ์ รักษาประชาธิบดี
เจ้าอุปราช เจ้าราชวงศ์ เจ้าราชบุตร เจ้าศรีสุราช
เจ้าราชภาคินัย เจ้าราชสัมพันธวงศ์ เจ้าราชดนัย
เจ้าประชากรเกษม
เจ้าเมืองขึ้นเมืองนครจำปาศักดิ์
เมืองเซลำเภา : พระณรงค์เซลำเภาภักดี
เมืองสพังภูผา : พระราชฤทธิบริรักษ์
เมืองโดมประดิษฐ์ : พระดำรงสุริยเดช
(ตำบลโดมประดิษฐ์ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี)
เมืองธาราบริวัตร : พระยาภักดีศรีสิทธิสงคราม
เมืองมูลป่าโมกข์ : พระวงศาสุริยเดช
๓.๒ ข้อบังคับการปกครองท้องที่ ร.ศ.๑๑)
(พ.ศ.๒๕๔๑)
ครั้นถึง ร.ศ.๑๑๗ (พ.ศ.๒๕๔๑) ได้มีการปรับปรุง
การปกครองหัวเมืองทั่วประเทศ รัชกาลที่ ๕ ได้มีพระ
บรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศใช้ข้อบังคับการปกครอง
ท้องที่ ร.ศ.๑๑๗ ยกเลิกตำแหน่งเจ้าเมือง อุปฮาด ราชวงศ์
ราชบุตร ในภาคอีสาน ซึ่งเคยปกครองตามธรรมเนียมล้านช้าง
โบราณ แต่งตั้งผู้ว่าราชการเมือง ปลัดเมือง ยกกระบัตรเมือง
ผู้ช่วยราชการเมือง มหาดไทยเมือง คลังเมือง โยธาเมือง
นครบาลเมือง ศาลเมือง ให้เหมือนกันหมดทั่วราชอาณาจักร
บางเมืองก็ยังแต่งตั้งเจ้าเมืองเก่าๆ หรือกรมการเมืองให้รับ
ตำแหน่งใหม่และเริ่มได้รับพระราชทานเงินเดือนประจำตำแหน่ง
แต่บางเมืองก็ได้แต่งตั้งข้าหลวงออกไปประจำเมืองนั้น ๆ เพิ่ม
ขึ้นอีก บรรดาอุปฮาด ราชวงศ์ ราชบุตรก็ได้รับพระราชทาน
บรรดาศักดิ์เป็น พระยา หรือ พระ หรือ หลวง ตามตำแหน่ง
ฐานะของเมือง
มณฑลฝ่ายเหนือ (มณฑลลาวพวนเดิม)
กองบัญชาการมณฑล ตั้งที่บ้านหมากแข้ง (อุดรธานี)
แบ่งการปกครองออกเป็น ๑๖ เมืองใหญ่ และเมืองขึ้นเมือง
เหล่านี้อีก โดยมีพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัฒนา (หม่อมเจ้า
วัฒนา รองทรง) ดำรงตำแหน่งข้าหลวงเทศาภิบาลสำเร็จ
ราชการมณฑลฝ่ายเหนือ (พ.ศ. ๒๕๔๑-๒๔๔๙)
กองบัญชาการมณฑลฝ่ายเหนือ
(มณฑลลาวพวนเดิม)
ข้าหลวงเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑล
นายพันเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัฒนา
(ม.จ.วัฒนา รองทรง)
เลขานุการ : ว่าง
แพทย์ : ขุนสิทธิแพทย์ (มี)
หลวงทรงสราวุธ (เจิม)
นายขัย
ล่าม : หม่อมดำรงรามฤทธิ์ (ม.ร.ว.เชื้อ)
พนักงานชาววัง : นายพิมานบริรักษ์ (ชิต)
ข้าหลวงมหาดไทย : พระวิชิตสรศาสตร์ (จันทร์)
ผู้ตรวจการ : นายตู มหาดเล็ก
ผู้ช่วยมหาดไทยมณฑล : พระภักดีราช
อัยการมณฑล : ม.จ.ขาว
คลังมณฑล : หลวงราชกิจวิบูลย์ (ภู่)
ผู้ช่วยคลังมณฑล : หลวงผจงราชกิจ
พนักงานบัญชี : นายเล็ก
โยธามณฑล : ขุนวิจิตรคุณสาร (อุ้ย)
ผู้ช่วยโยธามณฑล : หลวงวุฒิวัฒนกีกรรม (เชย)
พนักงานแผนที่ : ขุนดำรงราชธุรกิจ (ชื่น)
ข้าหลวงพิเศษตรวจการหัวเมือง : พระสุรชาติโยธี (หรัด)
นครบาลมณฑล : ขุนวิจิตรคุณสาร
นายร้อยเอก นายเฉย
นายร้อยเอก นายแฟง
นายร้อยโท นายแวง
นายร้อยโท นายกล่ำ
นายร้อยโท นายฉุน
นายร้อยโท นายสั้น
นายร้อยโท นายจร
นายร้อยโท นายกระจ่าง
นายร้อยโท นายเชย
นายร้อยโท นายเสม
นายร้อยตรี นายหรั่ง
๑) เมืองหนองคาย
ข้าหลวงประจำเมือง : พระยาเพชรรัตนราชสงคราม (จรัญ)
ผู้ว่าราชการเมือง : พระยาปทุมเทวาภิบาล
(เสื้อ ณ หนองคาย)
ปลัดเมือง : พระยาบริหารราชอาณาเขต (กุแก้ว)
ผู้ช่วยราชการ : พระวิเศษรักษากิจ (ปาน)
ศาลเมือง : พระพิเนตรกิจพิทักษ์
นครบาลเมือง : พระบริบาลภูมิเขต (เผือก)
คลังเมือง : พระศรีรัชฎานุรักษ์ (มี)
ผู้ช่วยราชการ : พระอนุรักษ์ประชาราษฎร์ (คำตัน)
โยธาเมือง : พระพิทักษ์โยธา (หนูแก้ว)
กรมการเมืองฝ่ายจีน : พระจีนคณาภิบาล (เงินสูน)
หลวงบริหารจีนคณา (เชย)
๒) เมืองภูเวียง
ข้าหลวงประจำเมือง : หลวงวิจิตรภูมิเรศ (เทศ)
ผู้ว่าราชการเมือง : พระศรีทรงชัย (ที)
ปลัดเมือง : พระพินัยพินิจการ (ขุน)
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงถ่
ศาลเมือง : หลวงชำนาญโยธี (จันทา)
นครบาลเมือง : ขุนศรีภูมิกิจ (หิน)
โยธาเมือง : ขุนสิทธิโยธา (ทอง)
มหาดไทยเมือง : ขุนประชาราชภักดี (พิมพ์)
คลังเมือง : ขุนศรีนครานุรักษ์
ผู้ช่วยราชการ : ขุนชำนาญคณารักษ์ (คง)
๓) เมืองเลย
ข้าหลวงประจำเมือง : พระรามฤทธิ์ (สอน วัฒนปทุม)
ผู้ว่าราชการเมือง : พระศรีสงคราม (มณี เห-มาภา)
ปลัดเมือง : หลวงรามณรงค์ (สมบูรณ์)
ศาลเมือง : ขุนศรีณรงค์รอน (ฝุ่น)
มหาดไทยเมือง : ขุนเจริญผล (แสง)
นครบาล : ขุนจำนงค์บริบาลภูมิเขต (โหมด)
คลังเมือง : หลวงจำนงค์ภักดี (กอง)
โยธาเมือง : ขุนชัยโยธา (กวย)
ผู้ช่วยราชการ : ขุนพินิจกิจการ (เกตุ)
เมืองขึ้นเมืองเลย
๑) เมืองบ่อแตน (ปัจจุบันอยู่ในดินแดนลาว)
ผู้ว่าราชการเมือง : พระกิติธิบดี (บุญไทย)
ปลัดเมือง : หลวงนครีกิตานุรักษ์
ศาลเมือง : หลวงพำนักกีตะประชา
คลังเมือง : ขุนรักษากีตะราษฎร์
๒) เมืองแก่นท้าว (ปัจจุบันอยู่ในดินแดนลาว)
ผู้ว่าราชการเมือง : พระรามฤทธิ์ (สอน) รักษาการแทน
ปลัดเมือง : หลวงภักดีณรงค์
ศาลเมือง : หลวงจำนงค์รณยุทธ
คลังเมือง : ขุนรุดราญรอน
๔) เมืองสกลนคร
ข้าหลวงประจำเมือง
นายจ่าเนตร (ใหม่) (พ.ศ.๒๕๔๑-๒๔๔๔)
หลวงพิสัยสิทธิกรรม (จีน ปิยรัตน) (พ.ศ. ๒๕๔๕-๒๔๔๙)
ผู้ว่าราชการเมือง
พระยาประจันตประเทศธานี ศรีสกลานุรักษ์อรรคราช
เดโชชัย อภัยพิริยะบรากรมพาหุ (โง่นคำ พรหมสาขาฯ)
ปลัดเมือง : พระอนุบาลสกลเขต (เมฆ พรหมสาขาฯ)
ศาลเมือง : พระสกลกิจวิจารณ์ (คำฟอง)
คลังเมือง : พระวิเศษสกลกิจ (อรดี)
นครบาลเมือง : พระบุรีบริรักษ์ (คลี่)
โยธาเมือง : พระสัสดีตุลากิจ (คำ)
มหาดไทยเมือง : พระมหาดไทย (แพง)
ผู้ช่วยราชการ : พระวรสิทธิธนานุกูล (หอม)
พระวิชิตพลหาญ (ได้)
พระศรีสกุลวงศ์ (แก้ว)
พระศรีวรบุตรภักดี (สุกี)
หลวงสกลนครานุรักษ์ (นรกา)
กรมการฝ่ายจีน : พระบำรุงพาณิชย์ (เกียก)
เมืองขึ้นเมืองสกลนคร
๑) เมืองวานรนิวาส
ผู้ว่าราชการเมือง : พระประชาราษฎร์รักษา (ฉิม)
ปลัดเมือง : หลวงวานรนิคม (น้อย)
ศาลเมือง : หลวงอุดมวานรการ (จูม)
คลังเมือง : ขุนบรรหารวานรกิจ
มหาดไทยเมือง : ขุนมหาดไทย (คำ)
นครบาล : ขุนศรี (สอน)
โยธาเมือง : ขุนโยธา (พรหม)
๒) เมืองวาริชภูมิ
ผู้ว่าราชการเมือง : พระสุรินทร์บริรักษ์
(สุพรหม เหมะธุลิน)
ปลัดเมือง : หลวงสมัครวาริชกิจ (หล้า)
ศาลเมือง : หลวงสฤษดิ์วาริชการ (พิมพ์)
ขุนสมานวาริชภูมิ (คำตัน)
มหาดไทย : ขุนราชมหาดไทย (เคน)
นครบาล : ขุนบริบาล (วันทอง)
คลังเมือง : ขุนพรหมสุวรรณ์ (เพชร)
โยธาเมือง : ขุนศรีสุริยวงศ์ (บุตร)
๓) เมืองพรรณานิคม
ผู้ว่าราชการเมือง : พระเสนาณรงค์ (สุวรรณ)
ปลัดเมือง : หลวงจำนงค์ราชกิจ (ดี)
ศาลเมือง : หลวงประสิทธิสงคราม (สุวัฒน์)
ขุนรามภักดี (คำเกิด)
มหาดไทย : ขุนมหาดไทย (สา)
นครบาล : ขุนกัตติยะ (ควัน)
คลังเมือง : ขุนสมบัติ (สังข์)
โยธาเมือง : ขุนพิทักษ์ (หงษ์)
๔) เมืองจำปาชนบท
(อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร)
ผู้ว่าราชการเมือง : พระบำรุงนิคมเขต (คำไข)
ปลัดเมือง : หลวงประเทศรักษา (หนู)
ศาลเมือง : หลวงโยธาภักดี (เม้า)
ขุนโยธีพิทักษ์ (ด้วง)
มหาดไทย : ขุนมหาดไทย (อินทร์)
นครบาล : ขุนกัตติยะ (สา)
คลังเมือง : ขุนสุริยะ (เคน)
โยธาเมือง : ขุนวรสิทธิ์ (ตา)
๕) เมืองสว่างแดนดิน
ผู้ว่าราชการเมือง : พระสิทธิศักดิ์ประสิทธิ์ (หำ)
ปลัดเมือง : หลวงพินิจนิคมคาม (ทา)
ศาลเมือง : หลวงสยามภักดี (เผือก)
ขุนศรีโอภาสสถาน (ไต)
มหาดไทย : ขุนวิชิตอักษร (สิงห์ทอง)
นครบาล : ขุนวรสาร (คล้าย)
คลังเมือง : ขุนไชยสงคราม (พิมพ์)
โยธาเมือง : ขุนบริบาล (พรหมา)
๕) เมืองนครพนม
ข้าหลวงประจำเมือง
หลวงพิทักษ์ยุทธภัณฑ์ (เทศ) พ.ศ.๒๔๓๗-๒๔๔๒
พระพิสัยอุดรกิจ (จาบ สุวรรณทัต) พ.ศ.๒๔๔๓-๒๔๔๕
พระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ (เลือง ภูมิรัตน์)
๒๔๔๖-๒๔๔๙
ผู้ว่าราชการเมือง
พระยาพนมนครานุรักษ์ สิทธิศักดิ์เทพฤๅยศทศบุรีศรี
โคตรบูรณ์หลวง (กา พิมพานนท์)
ปลัดเมือง : พระพิทักษ์พนมนคร (โก๊ะ มังคละคีรี)
ศาลเมือง : พระศุภกรณ์พนมกิจ (ภูมิ พรหมประกาย)
พระพินิจพนมการ (ทองคำ มังคละคีรี)
มหาดไทย : หลวง-(บัวละพันธ์)
คลังเมือง : หลวง-(ทำ)
โยธาเมือง : หลวง-(กอง)
เมืองขึ้นเมืองนครพนม
๑) เมืองอากาศอำนวย
(ภายหลังโอนไปขึ้นจังหวัดสกลนคร)
ผู้ว่าราชการเมือง : หลวงพลานุกูล (อุดทา)
ปลัดเมือง : หลวงพิบูลบริหาร (สิม)
ศาลเมือง : หลวงอนุบาลนิคมเขต (เคน)
คลังเมือง : ขุนประเทศรักษา (อุ่น)
๒) เมืองเรณูนคร
ผู้ว่าราชการเมือง : พระแก้วโกมล (เหมน โกมลรัตน์)
ปลัดเมือง : หลวงพหลเหี้ยมหาญ (กิ่ง)
คลังเมือง : หลวงชาญยุทธกิจ (กา เดโช)
ศาลเมือง : ขุนพินิจยุทธกรรม (ดูม)
มหาดไทย : ขุนราชกิจ (คำ)
นครบาล : ขุนศรีจางวาง (หมื่น)
โยธาเมือง : ขุนนคร (สูน)
๓) เมืองอาจสามารถ
(เดิมชื่อเมืองอาทมาต ปัจจุบันคือ ตำบลอาจสามารถ
อำเภอเมือง)
ผู้ว่าราชการเมือง : หลวงเอกอาสา
ปลัดเมือง : หลวงชนานุรักษ์ (อินทร์)
ศาลเมือง : หลวงพิทักษ์ประชาชน (เหมน)
คลังเมือง : ขุนประจญปัจจามิตร (หอม)
นครบาล : ขุนศรีวรวงศ์ (แก้ว)
โยธาเมือง : ขุนศรีสกุลวงศ์ (หา)
มหาดไทย : ขุนนคร (วัน)
๔) เมืองกุสุมาลย์มณฑล
(ภายหลังโอนไปขึ้นจังหวัดสกลนคร)
ผู้ว่าราชการเมือง : พระอารัญอาสา (กิ่ง)
ปลัดเมือง : หลวงประชากุสุมาลย์ (ลี)
ศาลเมือง : หลวงชำนาญระงับกิจ (หนู)
คลังเมือง : ขุนสนิทโยธา (หอม)
๕) เมืองโพธิไพศาล
(ปัจจุบันยุบเป็น ตำบลโพธิไพศาล อำเภอกุสุมาลย์)
ผู้ว่าราชการเมือง : พระพิศาลสิมารักษ์ (คำตดัน)
ปลัดเมือง : พระพิทักษ์สิมานิคม (จันทร)
ศาลเมือง : หลวงบรมราชภักดี (เงือก)
คลังเมือง : ขุนศรีราชอาณาเขต (อ่าง)
๖) เมืองท่าอุเทน
ข้าหลวงประจำเมือง
นายเล่ห์อาวุธ (เจ๊ก สิงหเสนี)
พ.ศ.๒๕๓๘-๒๕๕๓
ขุนพิทักษ์ธุรกิจ (จวน สกุลเวช)
พ.ศ.๒๕๔๔-๒๒๕๕๗
ขุนศุภกิจจำนงค์ (จันทิมา พลเตชา)
ผู้ว่าราชการเมือง : พระศรีวรราช
(บุญมาก กิตติศรีวรพันธุ์)
ปลัดเมือง : พระประศาสน์อุเทนกิจ (แก้ว)
ศาลเมือง : พระพินิจอุเทนการ (คำแดง)
พระวุฒิภาพภักดี (ชัยศรี)
หลวงชำนาญอุเทนดิษฐ์ (หด กิตติศรีวรพันธุ์)
นครบาล : หลวงพิทักษ์มูลเขต (ถา)
มหาดไทย : หลวงวิเศษรักษา (วงศ์)
คลังเมือง : เพี้ยเมืองแสน (เขียว)
โยธาเมือง : เพี้ยเมืองจันทร์ (หมัน)
เมืองขึ้นเมืองท่าอุเทน
เมืองรามราช (ตำบลรามราช อำเภอท่าอุเทน)
ผู้ว่าราชการเมือง : พระอุทัยประเทศ (ทุ้ง)
ปลัดเมือง : หลวงวิเศษอุทัยทิศ (คำดี)
ศาลเมือง : หลวงสรรพกิจบริหาร (คำวัง)
คลังเมือง : หลวงชำนาญยุทธกิจ (น้อย)
๗) เมืองไชยบุรี
(ตำบลชัยบุรี อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม)
ข้าหลวงประจำเมือง
หลวงสุนทรนุรักษ์ (ถนอม)
พ.ศ. ๒๕๔๐-๒๒๔๔๒
พระอนุชาติวุฒาธิคุณ (แพ ณ หนองคาย)
พ.ศ.๒๔๔๒-๒๒๕๕๓
ขุนพิทักษ์ธุรกิจ (จ๋วน สกุลเวช)
พ.ศ.๒๔๔๔-๒อ๕๕๙
ผู้ว่าราชการเมือง : พระไชยราชวงศา (ปาน)
ปลัดเมือง : หลวงประชาชัยบุเรศ (แก้ว)
ศาลเมือง : หลวงวิเศษชัยบุรี (ทะ)
หลวงศรีไชยบุรานุรักษ์ (คำหล้า)
คลังเมือง : หลวงจุมพลพิทักษ์ (สอน)
โยธาเมือง : หลวงพิทักษ์อาสา (คำตัน)
มหาดไทย : หลวงวิเศษราชกิจ (อุ่นหล้า)
นครบาล : หลวงบริบูรณ์รามเขต (โสม)
๘) เมืองมุกดาหาร
ข้าหลวงประจำเมือง
ขุนพิทักษ์ธุรกิจ (จวน สกุลเวช)
พ.ศ.๒๔๔๒-๒๔๔๓
พระอนุชาติวุฒาธิคุณ (แพ ณ หนองคาย)
พ.ศ.๒๕๔๔-๒๔๔๙
จางวางกำกับราชการ : พระศศิวงศ์ประวัติ
(เมฆ จันทรสาขา)
ผู้ว่าราชการเมือง : พระจันทรเทพสุริยวงศา
(แสง จันทรสาขา)
ปลัดเมือง : พระดำรงมุกดาหาร (เสริม)
มหาดไทย : หลวงวิจารณ์อักขรา (สุก)
คลังเมือง : หลวงธนากาญจนกิจ (แสง)
ศาลเมือง : พระวิจารณ์อธิกรณ์ (แป้น)
นครบาล : หลวงบุรินทร์มุกการักษ์ (เคน)
โยธาเมือง : หลวงสมัครนครมุก (หนู)
เมืองขึ้นเมืองมุกดาหาร
๑) เมืองพาลุกากรภูมิ
(ท้องที่อำเภอหว้านใหญ่ จังหวัดมุกดาหาร)
ผู้ว่าราชการเมือง : พระอมรฤทธิธาดา (กุ)
ปลัดเมือง : หลวงเทวาสำแดงเดช (หล้า)
มหาดไทย : หลวงอมเรศร์รักษา (พัด)
คลังเมือง : หลวงอมรานุรักษ์ (หอม)
๒) เมืองหนองสูง
(ท้องที่อำเภอคำชะอี อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม
และกิ่งอำเภอหนองสูง รวมกัน)
ผู้ว่าราชการเมือง : พระไกรสรราช (ลุน)
ปลัดเมือง : หลวงอำนาจณรงค์ (บุศร์)
มหาดไทย : หลวงทรงฤทธิรอน
คลังเมือง : ขุนอมรศักดาเดช (พรหมา)
๙) เมืองหนองหาน
ข้าหลวงประจำเมือง : นายร้อยโท นายช่วง
ผู้ว่าราชการเมือง : พระพิทักษ์เขตขันธ์ (ช่วง)
ปลัดเมือง : พระอนันต์บริหาร (เลื่อน)
ศาลเมือง : พระวิจารณ์สุขุมกิจ (คำแดง)
คลังเมือง : หลวงประสิทธิ์สุขุมการ (กุแก้ว)
นครบาล : หลวงภูมิลหารบำรุงเขตร์
โยธาเมือง : หลวงสากิจการโยธา (เพชร)
ผู้ช่วยราชการ : หลวงสมบัติบริบูรณ์ (นนท์)
๑๐) เมืองกุมภวาปี
ข้าหลวงประจำเมือง : นายสุดจำลอง (ถม)
ผู้ว่าราชการเมือง : พระวรฤทธิฤๅชัย (ม่วง)
ปลัดเมือง : หลวงพิชัยชาญณรงค์ (สาลี)
ศาลเมือง : หลวงทรงโยธา (เบ้า)
ขุนอาสารณรงค์ (อุด)
มหาดไทย : ขุนประชาบริหาร (อ่อง)
นครบาล : ขุนอภิบาลบุรีรมย์ (ชาลี)
คลังเมือง : ขุนอุดมหิรัญ (จันทา)
โยธาเมือง : ขุนขยันราชการ (กิ่ง)
ผู้ช่วยราชการ : ขุนชำนาญณรงค์ (อุดทา)
๑๑) เมืองขอนแก่น
ข้าหลวงประจำเมือง : พระประเสริฐสรรพกิจ (หนูหล้า)
ผู้ว่าราชการเมือง : พระนครศรีบริรักษ์ (อู๋)
ปลัดเมือง : พระพิทักษ์สารนิคม (หล้า)
ศาลเมือง : พระอุดมสารเขต (บัว)
พระวิเศษสารคาม (กิ่ง)
มหาดไทย : หลวงพรหมภักดีราชการ (เหล็ก)
นครบาล : หลวงสารภูมิพินิจ (สิงห์)
คลังเมือง : หลวงพิศาลสมบัติ (ชาลี)
โยธาเมือง : หลวงอภิบาลนครา (อ่อนสี)
๑๒) เมืองมัญจาคีรี
จางวางที่ปรึกษาราชการ : พระยาพฤฒิคุณคณเชษฐ
(โสม สนธิโสมพันธ์)
ผู้ว่าราชการเมือง : พระเกษตรวัฒนา (คง)
ปลัดเมือง : หลวงมัญจาสนานุกิจ (ทัด)
ศาลเมือง : ขุนประสิทธิมัญจานุการ (โส)
มหาดไทย : ขุนประสานสากลเขตร์ (สิงห์)
นครบาล : ขุนวิเศษสิทธิกรรม (ไทย)
คลังเมือง : ขุนประจำราชทรัพย์ (มี)
โยธาเมือง : ขุนประดับประดิษฐการ (ที)
ผู้ช่วยราชการ : หลวงอุดมสารเขตร์
๑๓) เมืองชนบท
(รวมท้องที่อำเภอชนบท อำเภอบ้านไผ่ และอำเภอพล)
ผู้ว่าราชการเมือง : พระจันตประเทศ (กลั่น)
ปลัดเมือง : พระวิเศษชนบาล (คลี่)
ศาลเมือง : พระวิจารณจำนงค์ (ผอง)
หลวงจำนงค์กรฤทธิ์ (ยิ่ง)
หลวงวิชัยชาญยุทธ (แสน ประจันตเสน)
มหาดไทย : หลวงมหาดไทยชนบท (บุญมา)
นครบาล : หลวงเมืองชนบท (ติด)
คลังเมือง : หลวงคลังชนบท (มี)
โยธาเมือง : หลวงโยธาชนบท (รอด)
๑๔) เมืองโพนพิสัย
ข้าหลวงประจำเมือง : หลวงยุทธกิจภักดี (บุง)
ผู้ว่าราชการเมือง : พระยาพิสัยสรเดช (คำสิงห์ สิงหศิริ)
ปลัดเมือง : พระวิเศษวิสัยศักดิ์ (สมสี)
ศาลเมือง : พระอนุรักษ์วิสัยกิจ (จันทเพ็ง)
หลวงประสิทธิวิสัยการ (ชาว)
มหาดไทย : หลวงเจริญวิสัยการ (พิมพา)
นครบาล : หลวงบำรุงราชเทศ (บุดดี)
คลังเมือง : หลวงเกษราชฎา (ชาว)
โยธาเมือง : หลวงวิจิตรวิบูลยสัย (วันนา)
๑๕) เมืองรัตนวาปี
(ปัจจุบันคือท้องที่ ตำบลรัตนวาปี อำเภอโพนพิสัย
จังหวัดหนองคาย)
ผู้ว่าราชการเมือง : พระรัตนเขตร์รักษา
ปลัดเมือง : หลวงประชารัตนานุรักษ์ (หนูคำ)
ศาลเมือง : หลวงประจักษ์รัตนกิจ (อินทร์)
ขุนวิจิตรรัตนานุการ (หนู)
มหาดไทย : ขุนรัตนานคร (เพชร)
คลังเมือง : ขุนรอนรัตนหิรัญ (สม)
โยธาเมือง : ขุนขยันรัตนานุการ (โป้)
๑๖) เมืองกมุทาสัย
(อำเภอหนองบัวลำภู หรือ จังหวัดหนองบัวลำภู
ในปัจจุบัน)
ข้าหลวงประจำเมือง : พระสิทธิสราวุธ (ม.ร.ว.สิทธิ)
ผู้ว่าราชการเมือง : พระวิชโยดมกมุทเขต (บัวภา)
ปลัดเมือง : พระวิเศษกมุทการ (สีทา)
ศาลเมือง : พระวิจารณ์กมุทกิจ (เสือ)
หลวงพินิจกมุทคาม (ศรีจันทร์)
มหาดไทย : หลวงสวัสดิสารา (หนู)
นครบาล : หลวงโกสุมภ์ภิบาล (แสง)
โยธาเมือง : หลวงชำนาญภักดี (พุก)
คลังเมือง : หลวงศรีสมบัติ (เหมือย)
มณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ
(ภายหลังเปลี่ยนนามมณฑลตะวันออกเฉียงเหนือเป็น
มณฑลอีสาน เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๓)
มณฑลตะวันออกเฉียงเหนือตั้งกองบัญชาการอยู่ที่
เมืองอุบลราชธานี โดยมีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพ
สิทธิประสงค์ ทรงดำรงตำแหน่งข้าหลวงต่างพระองค์สำเร็จ
ราชการมณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ แบ่งการปกครองออกเป็น
๔ บริเวณ คือ
๑. บริเวณอุบล แบ่งออกเป็น ๓ เมือง คือ เมือง
อุบลราชธานี เมืองยโสธร และเมืองเขมราฐ
๒. บริเวณขุขันธ์ แบ่งออกเป็น ๓ เมือง คือ เมือง
ขุขันธ์ เมืองศรีสะเกษ และเมืองเดชอุดม
๓. บริเวณสุรินทร์ แบ่งออกเป็น ๒ เมือง คือ เมือง
สุรินทร์ และเมืองสังฆะบุรี
๔. บริเวณร้อยเอ็ด แบ่งออกเป็น ๕ เมือง คือ
เมืองร้อยเอ็ด เมืองมหาสารคาม เมืองกาฬสินธุ์
เมืองกมลาสัย และเมืองสุวรรณภูมิ
ข้าหลวงต่างพระองค์สำเร็จราชการ
พระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนสรรพสิทธิประสงค์
ปลัดมณฑล : ขุนสาธรยุทธกิจ (อ่ำ)
ยกกระบัตรมณฑล : ขุนประดิษฐยุทธการ (พรหม)
มหาดไทยมณฑล : ขุนภักดีรณยุทธ (ผล ศรุตานนท์)
เลขานุการมณฑล : ม.จ.นิสากร ศรีธวัช
แพทย์มณฑล : ขุนเวชวิศิษฐ (นิ่ม)
ข้าหลวงโยธา : หลวงสมรรถสรรพยุทธ (จิว)
ผู้ช่วยหลวงโยธา : ขุนบรรหารรณพรรค (ศาสตร)
พนักงานแผนที่ : ขุนประเสริฐศุภการ (นิ่ม)
พนักงานการพิธี : หลวงสถานบริรักษ์ (อินทร์)
ผู้บังคับการตำรวจภูธร : ร.อ.หลวงเถกิงรณกาจ
(ม.ร.ว.ถ่าย กุญชร)
ครูฝึกตำรวจภูธร : ร.อ.ปาทูว์ลิน
๑) บริเวณอุบล
แบ่งออกเป็น ๓ เมือง คือ (พ.ศ. ๒๕๕๔)
ข้าหลวงประจำบริเวณ : พระอุบลเดชประชานิตย์
(บุญชู พรหมวงศานนท์)
๑.๑ เมืองอุบลราชธานี
ผู้ว่าราชการเมือง : พระอุบลเดชประชารักษ์
(เสื้อ ณ อุบล)
ปลัดเมือง : พระอุบลศักดิ์ประชาบาล (กุคำ สุวรรณกูฏ)
ผู้ช่วยราชการ : พระอุบลกิจประชากร (บุญเพ็ง บุตโรบล)
เมืองอุบลราชธานีแบ่งออกเป็น ๑๑ อำเภอ คือ
๑.๑.๑ อำเภอบุพพูปลนิคม (อำเภอเมืองปัจจุบัน)
: ท้าวชามาตย์ (รักษาราชการ)
๑.๑.๒ อำเภอทักษิณูปลนิคม (อำเภอวารินชำราบ)
: ท้าวธรรมกิตติกา (รักษาการ)
๑.๑.๓ อำเภอปจิมูปลนิคม (อำเภอเขื่องในปัจจุบัน)
: ท้าวโง่นคำ
๑.๑.๔ อำเภออุตรูปลนิคม (อำเภอม่วงสามสิบ)
: ท้าวอักษรสุวรรณ (หนู)
๑.๑.๕ อำเภอพิบูลมังสาหาร
: ท้าวสิทธิกุมาร (เทศ)
๑.๑.๖ อำเภอตระการพืชผล
: ท้าวสุริยะ (มัน)
๑.๑.๗ อำเภอมหาชนะชัย
: ท้าวไชยกุมาร (คูณ)
๑.๑.๘ อำเภอเกษมสีมา (ปัจจุบันยุบเป็นตำบล)
: ราชวงศ์ (วงศ์)
๑.๑.๙ อำเภอชานุมานมณฑล
ราชวงศ์ (บุตร)
๑.๑.๑0 อำเภอพนานิคม
: ท้าวอุปชิต (กิ่ง)
๑.๑.๑๑ อำเภอเสนางคนิคม
: ราชวงศ์ (ช้อย)
๑.๒ เมืองยโสธร แบ่งออกเป็น ๒ อำเภอ
ผู้ว่าราชการเมือง : พระสุนทรราชวงศา (แข้ ปทุมชาติ)
ปลัดเมือง : หลวงยศเยศรามฤทธิ์ (ตา)
ยกกระบัตร : หลวงยศไกรเกรียงเดช (ทองดี)
ผู้ช่วยราชการ : หลวงยศเขตวิมลคุณ (นิ่ม)
หลวงยศวิทย์ธำรง (สมเพชร)
๑.๒.๑ อำเภออุทัยยโสธร
: หลวงยศเยศรามฤทธิ์ (ตา)
๑.๒.๒ อำเภอปจิมยโสธร
: หลวงยศเขตวิมลคุณ (นิ่ม)
๑.๓ เมืองเขมราฐ แบ่งออกเป็น 5 อำเภอ
ผู้ว่าราชการเมือง : พระเขมรัฐเดชประชารักษ์ (เหลือ)
รักษาการปลัดเมือง : พระเขมรัฐศักดิ์ประชาบาล (โพธิราช)
ยกกระบัตร : พระเขมรัฐกิจบริหาร (ท้อ)
ผู้ช่วยราชการ : พระเขมรัฐการอุสาหะ (แสง)
พระเขมรัฐรอญอริราญ (ทองคำ)
๑.๓.๑ อำเภอปจิมเขมราฐ
: พระเขมรัฐบริหาร (ห้อ)
๑.๓.๒ อำเภออุทัยเขมราฐ
: พระเขมรัฐการอุสาหะ (แสง)
๑.๓.๓ อำเภออำนาจเจริญ
: หลวงธรรโมภาสพัฒนาเดช (ทอง)
๑.๓.๔ อำเภอคำเชื่อนแก้ว
: ท้าวจารย์จำปา
(ท้องที่ดำบลคำเขื่อนแก้ว อำเภอชานุมานปัจจุบัน)
๑.๓.๕ อำเภอโขงเจียม
: ท้าวบุญธิสาร (คำบ่อ)
๑.๓.๖ อำเภอวารินชำราบ
: พระราชพงษ์ภักดี (บุญ)
(ปัจจุบันยุบเป็นตำบลไม่ใช่อำเภอวารินชำราบ
ในปัจจุบัน)
๒) บริเวณขุขันธ์ เมื่อ พ.ศ.๒๔๔๙
ข้าหลวงประจำบริเวณ : พระยาบำรุงบุระประจันต์ (ทองดี)
บริเวณขุขันธ์ แบ่งออกเป็น ๓ เมือง คือ
๒.๑ เมืองขุขันธ์ แบ่งออกเป็น ๓ อำเภอ
ผู้ว่าราชการเมือง : พระยาขุขันธ์ภักดีศรีนครลำดวน
(ปัญญา ขุขันธิน)
ปลัดเมือง : พระพิชัยสุนทรสงคราม (ทองคำ)
ยกกระบัตร : หลวงสุรรัตนามัย (บุญมี)
ผู้ช่วยราชการ : พระพิชัยราชวงศา (บุญมี ศรีอุทุมพร)
๒.๑.๑ อำเภอเมืองขุขันธ์ : พระสัสดี (ฮู)
๒.๑.๒ อำเภออุทุมพรพิสัย
: พระอุทุมพรเทศารักษ์ (ทองดี ศรีอุทุมพร)
๒.๑.๓ อำเภอกันทรลักษ์ : หลวงภักดี (อ้วน)
๒.๒ เมืองศรีสะเกษ แบ่งออกเป็น ๔ อำเภอ
ข้าหลวงประจำเมือง : พระเมืองภักดี (ปุ๋ย) แทน
ผู้ว่าราชการเมือง : ปลัดเมืองรักษาการแทน
ปลัดเมือง : พระภักดีโยธา (หล้า)
ยกกระบัตร : พระพรหมภักดี (ผาย)
ผู้ช่วยราชการ : หลวงวิจารณ์ราชกิจ (แก้ว)
๒.๒.๑ อำเภออุทัยศรีสะเกษ : หลวงพิศาล (แก้ว)
(ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอกันทรารมย์)
๒.๒.๒ อำเภอกลางศรีสะเกษ : ท้าวอินทสอน
(ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอเมืองศรีสะเกษ)
๒.๒.๓ อำเภอปจิมศรีสะเกษ : หลวงต่างใจ (วงศ์)
(ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภออุทุมพรพิสัย)
๒.๒.๔ อำเภอราษีไศล : ขุนบริหารชนบท (ทองคำ)
๒.๓ เมืองเดชอุดม แบ่งออกเป็น ๓ อำเภอ
ผู้ว่าราชการเมือง : พระสุรเดชอุตมาภิรักษ์
(ทองปัญญา) ว่าที่
ปลัดเมือง : พระศิริศักดิ์อุตมาภิบาล (คำผาย)
ยกกระบัตร : หลวงมหันตเดชอุดมานุกิจ (เกิง) ว่าที่
ผู้ช่วยราชการ : หลวงมหิทธิเดชอุดมานุการ (เจียม)
๒.๓.๑ อำเภอปจิมเดชอุดม
: หลวงมหิทธิเดชอุตมานุการ (เจียม)
๒.๓.๒ อำเภอกลางเดชอุดม : ท้าวสังข์
๒.๓.๓ อำเภออุทัยเดชอุดม : ท้าวกิ่ง
๓) บริเวณสุรินทร์
แบ่งออกเป็น ๒ เมือง (พ.ศ.๒๔๔๙)
ข้าหลวงประจำบริเวณ : หลวงสาธรสรรพกิจ (อั๊ด)
๓.๑ เมืองสุรินทร์ แบ่งออกเป็น ๕ อำเภอ
ผู้ว่าราชการเมือง : พระชัยณรงค์ภักดี (จันทร์)
ปลัดเมือง : พระประสิทธิสุนทรรัฐ
ยกกระบัตร : หลวงแพ่ง (เจิม) ว่าที่
ผู้ช่วยราชการ : พระสุนทรบริรักษ์ (พรหม)
๓.๑.๑ อำเภอทักษิณสุรินทร์ (อำเภอเมืองสุรินทร์)
: พระประสิทธิสุรินทรการ (เปรียบ)
๓.๑.๒ อำเภออุดรสุรินทร์ (อำเภอท่าตูม)
: หลวงแก้วมนตรีศรีราชมหาดไทย (เพชร)
๓.๑.๓ อำเภอสุรพินทรนิคม (อำเภอเมือง)
: ท้าวเสียม
๓.๑.๔ อำเภอชุมพลบุรี : ขุนอักษร
๓.๑.๕ อำเภอรัตนบุรี
๓.๒ เมืองสังฆะบุรี (อำเภอสังขะปัจจุบัน) แบ่งออก
เป็น ๓ อำเภอ
ผู้ว่าราชการเมือง : พระสังขศักดิสุนทร (ทองดี)
๓.๒.๑ อำเภอสังฆะบุรี : หลวงสุรินทรพิทักษ์ (ทิม)
๓.๒.๒ อำเภอศีขรภูมิ : พระศีขรภูมานุรักษ์ (ปิ่น)
๓.๒.๓ อำเภอจงกัล : หลวงพินิจสมบัติ (แก้ว)
(ปัจจุบันอยู่ในเขตเขมร)
๔) บริเวณร้อยเอ็ด
แบ่งออกเป็น ๕ เมือง (พ.ศ.๒๔๔๙)
ข้าหลวงประจำบริเวณ : หลวงอนรรฆนาถภักดี (สนั่น)
๔.๑ เมืองร้อยเอ็ด แบ่งออกเป็น ๔ อำเภอ
ผู้ว่าราชการเมือง : พระยาขัตติยวงศาเอกาธิกสตานันท์
(เหลา ณ ร้อยเอ็ด)
ปลัดเมือง : พระสตานันทประชากร (แฮด)
ยกกระบัตร : หลวงสตาเนตนุกูลกิจ (เลี้ยง)
ผู้ช่วยราชการ : หลวงสตากิจบริหาร (เหลี่ยม)
๔.๑.๑ อำเภออุทัยร้อยเอ็ด : เพี้ยเมืองฮาม (จันดา)
(คือท้องที่อำเภอธวัชบุรีในปัจจุบัน)
๔.๑.๒ อำเภอปจิมร้อยเอ็ด : ท้าวโพธิสาร (วงศ์)
(อำเภอเมืองร้อยเอ็ดในปัจจุบัน)
๔.๑.๓ อำเภอธวัชบุรี : หลวงเพชรรัชภักดี (เพชร)
(คือท้องที่ตำบลธวัชดินแดน)
๔.๑.๔ อำเภอสระบุษย์ : หลวงมหาดไทย
(ท้องที่อำเภออาจสามารถในปัจจุบัน)
๔.๒ เมืองกาฬสินธุ์ แบ่งออกเป็น ๗ อำเภอ
ผู้ว่าราชการเมือง : พระยาชัยสุนทร (เก ณ กาฬสินธุ์)
ผู้ช่วยราชการ : พระสินธุกิจประศาสตร์ (โสม)
๔.๒.๑ อำเภออุทัยกาฬสินธุ์ : ขุนชัยธงยศ (สี)
(อยู่ในท้องที่อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ปัจจุบัน)
๔.๒.๒ อำเภอปจิมกาพสินธุ์ : ขุนอักษรสุริยันต์ (สิงห์)
(อยู่ในท้องที่อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ปัจจุบัน)
๔.๒.๓ อำเภอกันทรวิชัย : ท้าวสุพรหม
๔.๒.๔ อำเภอกุฉินารายณ์ : พระธิเบศร์วงศา (กินรี)
๔.๒.๕ อำเภอแซงบาดาล : ขุนบาดาลนิคมเขต (ฮวด)
(ปัจจุบัน คือ ตำบลแซงบาดาล อำเภอสมเด็จ)
๔.๒.๖ อำเภอท่าขอนยาง : เพี้ยเมืองแสน (หล้า)
(คือ ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัย)
๔.๒.๗ อำเภอภูแล่นช้าง : หลวงภูมิพิพัฒน์ (โกย)
(ปัจจุบันยุบลงเป็นตำบลภูแล่นช้างอำเภอเขาวง)
๔.๓ เมืองกมลาสัย แบ่งออกเป็น ๕ อำเภอ
ผู้ว่าราชการเมือง : พระราษฎรบริหาร (วันทอง)
ปลัดเมือง : อุปฮาด (บัว)
ผู้ช่วยราชการ : หลวงกมลาพิพัฒน์ (พรหมเทศ)
๔.๓.๑ อำเภอปจิมกมลาสัย : หลวงไสยศาสตร์ (แดง)
๔.๓.๒ อำเภออุทัยกมลาสัย : หลวงกมเลศร์อุดมพงษ์
๔.๓.๓ อำเภอปจิมเสลภูมิ : พระนิคมบริรักษ์ (แสน)
๔.๓.๔ อำเภออุทัยเสลภูมิ : อรรควงศ์ (โท)
๔.๓.๕ อำเภอสหัสขันธ์ : หลวงสหัสนิการบัญชา (แพง)
(ภายหลังโอนไปขึ้นเมืองกาฬสินธุ์)
๔.๔ เมืองสุวรรณภูมิ แบ่งออกเป็น 5 อำเภอ
ข้าหลวงประจำเมือง : ขุนมัณฑลานุการ (ชม)
ผู้ว่าราชการเมือง : พระรัตนวงศา (อำคา)
ชาวพิมายรับเสด็จ
ปลัดเมือง : หลวงรัตนวงศา (ผึ้ง)
๔.๔.๑ อำเภอทักษิณสุวรรณภูมิ : ท้าวสุวรรณสาร
๔.๔.๒ อำเภออุดรสุวรรณภูมิ : ท้าวอินทิสาร (ผึ้ง)
๔.๔.๓ อำเภอเกษตรวิสัย : พระศรีเกษตราธิชัย (สีลา)
๔.๔.๔ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย : พระศรีสุวรรณวงศา
(เดช รัตนวงศ์วัต)
๔.๔.๕ อำเภอจตุรพักตรพิมาน : พระธาดาอำนวยเดช
(สุพรหม สุวรรณชาดา)
๔.๔.๖ อำเภอพนมไพร : ท้าวโพธิสาร (อิ่ม)
๔.๕ เมืองมหาสารคาม แบ่งออกเป็น ๔ อำเภอ
(พ.ศ.๒๕๔๔)
ข้าหลวงประจำเมือง : พระพิทักษ์นรากร (อุ่น)
ผู้ว่าราชการเมือง : อุปฮาด (เถื่อน รักษิกกะจันทน์)
รักษาการ
ปลัดเมือง : ท้าวสุวรรณกุมาร (บุญมา) ว่าที
ผู้ช่วยราชการ : ท้าวเดือน
ท้าวหล้า
กรมการเมือง : หลวงสารคามการกิจนิคม (หล้า)
หลวงสารคามนิคมาภิบาล (ดี)
๔.๕.๑ อำเภอปจิมสารคาม
: หลวงสารคามการนิคม (โสม) (ต่อมาเปลี่ยน
ชื่อเป็นอำเภอบรบือ)
๔.๕.๒ อำเภอวาปีปทุม : อรรคฮาด (ทัด)
๔.๕.๓ อำเภอโกสุมพิสัย : พระสุนทรพิพิธ (เสือ)
๔.๕.๔ อำเภออุทัยสารคาม
: หลวงสารคามนิคมาภิบาล (ดี)
(ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอเมือง)
มณฑลนครราชสีมา ร.ศ.๑๒๕ (พ.ศ.๒๔๔๙)
ข้าหลวงเทศาภิบาลสำเร็จราชการ
พระยากำแหงสงคราม รามภักดีอภัยพิริยะพาหุ (จันทร์
อินทรกำแหง)
ปลัดมณฑล : พระยาสุริยเดชวิเศษฤทธิ์ (จาบ สุวรรณทัด)
ยกกระบัตรมณฑล : พระบรมราชบรรหาร (สวัสดิ์)
มหาดไทยมณฑล : หลวงสาธรศุภกิจ (อ่วม)
เลขานุการ : นายหงวนมหาดเล็ก
เสมียนตรามณฑล : นายย้อยมหาดเล็ก
มหาดเล็กรายงาน : นายโสฬสมหาดเล็ก
๑) เมืองนครราชสีมา
จางวางกำกับราชการ
พระยานครราชเสนี ศรีวุฒิชัยอภัยพิริยะพาหุ (กาจ
สิงหเสนี)
ผู้ช่วยราชการ : ขุนธนุภัณฑ์พิทักษ์ (ประวัติ)
ยกกระบัตร : นายฤกษ์
แพ่ง : นายสร่าง
พธำมรงค์ (พัศดีเรือนจำ) : หลวงศรีอาญา (อินทร)
สัสดี : ขุนสนิทโยธา (ทอง)
จ่าเมือง : นายเปรม
อักษรเลข : นายคำ
แพทย์ : มิสเตอร์ไมเกิล แฟรงเฟิตต์
กรมการที่ปรึกษา : พระบรมราชบรรหาร (พึ่ง)
พระเจริญราชกิจ (ยื้อ)
พระภิรมย์โภคา (ฮกกาว)
ผู้บังคับการตำรวจภูธร : ร.ท.สนั่น
ครูฝึกตำรวจภูธร : พ.ต.คอลล์
สรรพากรมณฑล : หลวงภักดีบริรักษ์ (เจิม)
อำเภอเมือง : หลวงราชขันธ์บริรักษ์ (โต๊ะ) นายอำเภอ
อำเภอพิมาย : หลวงภักดีศรีขันธเสมา (เหม)
อำเภอนอก : หลวงวิศาลสฤษดิ์กร (บุษย์)
(ท้องที่อำเภอบัวใหญ่ในปัจจุบัน)
อำเภอปักธงชัย : หลวงสาลักษณ์สุจริตกิจ (รุ่ง)
อำเภอสันเที่ยะ : หลวงอภัยโยธา (นาค)
(ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอโนนลาว ต่อมาเปลี่ยน
ชื่อเป็นอำเภอโนนไทย)
อำเภอจันทึก : ขุนเชนทร์ทรามาตย์ (อนงค์)
(ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอสีคิ้ว)
เครื่องแบบทหารสมัยรัชกาลที่ ๕ (พ.ศ.๒๔๕๙) ก
อำเภอสูงเนิน : ขุนอังคนานุรักษ์ (สวาท)
อำเภอกลาง : นายอินทร์มหาดเล็ก
(ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอโนนสูง)
อำเภอกระโทก : ขุนประเสริฐบรรณกิจ (สังข์)
(ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอโชคชัย)
อำเภอพันชนะ : นายผัน
(ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอด่านขุนทด)
๒) เมืองบุรีรัมย์ (พ.ศ.๒๔๔๙)
ผู้ว่าราชการเมือง : พระนครภักดีศรีนครานุรักษ์
(กระจ่าง สิงหเสนี)
ปลัดเมือง : พระวรภักดิ์พิบูล (เป้า)
ยกกระบัตร : ขุนอภิบาลอัยกิจ (เพิ่ม)
แพ่ง : ขุนปฏิบัติธรรมนูญรักษ์ (นิล)
พธำมรงค์ (พัศดีเรือนจำ) : ขุนนราทัณฑ์พิทักษ์ (อ่อน)
"องทหารม้า ค่ายหนองบัว จังหวัดนครราชสีมา (ภาพ : หอจดหมายเหตุแห่งชาติ)
จ่าเมือง : ขุนศรีบุรี (อ๊ด)
สัสดี : นายเครื่อง
อักษรเลข : นายเนตร
ผู้ช่วยราชการ : พันมโนฤทธิ์
อำเภอพุทไธสง : หลวงเสนาสงคราม (คด) นายอำเภอ
อำเภอนางรอง : ขุนสรรพกิจโกศล (ปาน ศกุนนาค)
อำเภอรัตนบุรี : ขุนณรงค์บุรี (แสง)
หลวงวิศาลสฤษดิ์กร (บุศร์)
อำเภอประโคนชัย : ขุนประสิทธิบรรณการ (ทัด)
๓) เมืองชัยภูมิ (พ.ศ.๒๔๔๙)
ผู้ว่าราชการเมือง : พระพลอาศัย (ต่อ)
ปลัดเมือง : หลวงสิทธิการภักดี (แม้น)
ยกกระบัตรเมือง : หลวงประจักษ์ธรรมนูญรัฐ (โป๊ะ)
ผู้ช่วยราชการ : ขุนธนพลพิทักษ์
แพ่ง : นายพัก
พธำมรงค์ : ขุนพิจิตรรักษา (แก้ว)
จ่าเมือง : ขุนสง่าบริรักษ์ (โต๊ะ)
สัสดี : ขุนวิธีสารบัญ (แดง)
กรมการที่ปรึกษา : พระภักดีชุมพล (แสง)
อำเภอจัตุรัส : หลวงพิชัยสงครามพล (เสือ)
กรมการที่ปรึกษาอำเภอจัตุรัส : พระนรินทรสงคราม
อำเภอภูเขียว : หลวงไกรสิงหนาท (ยวน)
อำเภอเกษตรสมบูรณ์ : ขุนภารกิจโกศล (เพิ่ม)
พ.ศ.๒๕๕๐ ประกาศกระทรวงมหาดไทยลงวันที่ ๔
มกราคม ร.ศ.๑๒๖ ให้ยุบเลิก "บริเวณ" ลงเป็นเมืองทั้งหมด
(ยังไม่มีจังหวัด) การปกครองส่วนภูมิภาคจึงแบ่งเป็น มณฑล
เมืองและอำเภอ (ราชกิจจานุเบกษา ร.ศ.๑๒๖) และเริ่มส่ง
ข้าราชการจากส่วนกลางออกมาประจำตามมณฑล เมืองและ
อำเภอ
พ.ศ.๒๕๕๔ ประกาศกระทรวงมหาดไทยลงวันที่ ๒๔
เมษายน ๒๕๕๔ ให้เปลี่ยนคำว่า "เมือง" เป็น "จังหวัด"
กันหมดทั่วราชอาณาจักร และเปลี่ยนคำว่า "ผู้ว่าราชการเมือง"
เป็น "ผู้ว่าราชการจังหวัด" (ราชกิจจานุเบกษา พ.ศ.๒๔๕๙)
และยุบเมืองบางเมืองลงเป็นอำเภอ
พ.ศ.๒๔๖๕ ประกาศให้รวมมณฑลอุบล มณฑล
ร้อยเอ็ด และมณฑลอุดร ตั้งขึ้นเป็น "ภาคอีสาน" ตั้งแต่
วันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๕ ให้มีอุปราชประจำภาค
อุปราชอีสาน คือ พระยาราชนิกูลวิบูลยภักดี (อวบ เปาวโรหิต)
มีกองบัญชาการภาคอีสานอยูที่เมืองอุดรธานี อุปราชขึ้นตรง
ต่อองค์พระมหากษัตริย์ นอกจากภาคอีสานแล้วยังมีภาค
พายัพ (เหนือ) และภาคทักษิณ (ภาคใต้) อุปราชมีอำนาจ
เหนือข้าราชการพลเรือนทั้งปวงที่ประจำอยู่ในภาคนั้นๆ
(ราชกิจจานุเบกษา พ.ศ.๒๔๖๕)
พ.ศ.๒๔๖๘ ประกาศยุบภาค (ในสมัยรัชกาลที่ ๗)
คงมีแต่มณฑล จังหวัด และอำเภอ (ราชกิจจานุเบกษา
พ.ศ.๒๔๖๘) จนกระทั่งถึง พ.ศ.๒๔๗๖ จึงได้ประกาศ
ยุบมณฑล คงเหลือแต่จังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน
ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
สุรจิตต์ จันทรสาขา เรียบเรียง