อินทวโรรสสุริยวงศ์ฯ, เจ้า (พ.ศ.๒๔๐๒-๒๔๕๒)
เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ฯ เป็นเจ้าหลวงเชียงใหม่ องค์ที่ ๘ นามเดิมว่าเจ้าน้อยสุริยะเมฆะ เป็นบุตรของพระเจ้า อินทวิชยานนท์ฯ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๗ กับแม่เจ้ารินคำพระธิดาของเจ้าไชยลังกาพิศาลคุณ สมภพเมื่อวันศุกร์เดือน ๖เหนือ ขึ้น ๕ ค่ำ ปีมะแม จุลศักราช ๑๒๒๑ (พ.ศ.๒๔๐๒)เมื่อมีพระชนมายุได้ ๒๓ ชั้นษา ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรให้เป็นที่ "เจ้าสุริยะวงศ์จางวาง" เป็นผู้ช่วยราชการพระเจ้าเชียงใหม่ซึ่งเป็นพระบิดาในช่วงเวลาที่รับราชการอยู่นี้ ได้ทำหน้าที่ด้านการบ้านการเมือง ดังนี้
พ.ศ.๒๔๒๗ ได้รับหน้าที่ราชการตำแหน่งเสนาทหาร ได้รับเบี้ยหวัดปีละ ๑,๒๐๐ รูปี และในปีเดียวกันนี้ พระบิดาให้ออกไปตรวจราชการหัวเมืองเงี้ยวฝ่ายเหนือ คือเมืองต่วนเมืองหาง เมืองทา และเมืองจวด
พ.ศ.๒๔๒๙ ได้ลงไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ณ กรุงเทพฯ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มงกุฎสยามชั้นที่ ๘ ชื่อภัทราภรณ์ (ภ.ม.)
พ.ศ.๒๔๓๐ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นพระองค์เจ้าโสณบัณฑิตย์เสด็จขึ้นมาจัดราชการเมืองเชียงใหม่ มีรับสั่งให้เจ้าสุริยะเมฆะคุมพลไปประจำรักษาเขตแดนท่าจ๊อดยาบด่านฝ่ายตะวันตกฝั่งแม่น้ำสาละวิน (แม่น้ำคง) และได้ตรวจราชการตามหัวเมืองแม่ฮ่องสอน เมืองขุนยวม เมืองยวม (คือแม่สะเรียงในปัจจุบัน)
พ.ศ.๒๔๓๒ ได้ลงไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ กรุงเทพฯ ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรให้เป็นเจ้าราชบุตร และได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มงกุฎสยามชั้นที่ ๓ ชื่อมัณฑนาภรณ์ (ม.ม.) และตำแหน่งนายทหารบกเป็นนายพันตรี
พ.ศ.๒๔๓๖ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นเจ้า ราชวงศ์ และตำแหน่งเสนามหาดไทย รับเบี้ยหวัดปีละ ๑,๕๐๐รูปี ต่อมา พ.ศ.๒๔๔๑ ได้นำต้นไม้ทองต้นไม้เงินและเครื่องราชบรรณาการไปทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอม-เกล้าเจ้าอยู่หัว ณ กรุงเทพฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นที่"เจ้าอุปราช" และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์มงกุฎสยามชั้นที่ ๒ ชื่อจุลสุราภรณ์ (จ.ม.) และเครื่องยศคือพานหมากทองคำ กระโถนทองคำ
ครั้นพระเจ้าอินทวิชยานนท์ฯ พระบิดาถึงแก่พิราลัย ในปีพ.ศ.๒๕๕๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ว่าราชการแทนเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ได้รับผลประโยชน์ต่างๆ ครึ่งอัตราของเจ้าผู้ครองนคร
ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๔ ครั้งที่นำต้นไม้ทอง ต้นไม้เงินลงไปทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอม-เกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ท.จ.ว.) ดำรงวงศ์ตระกูล และในวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ปีเดียวกันนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานสัญญาบัตรให้เป็น "เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ ดำรงนพีสีนคร สุนทรทศลักษ์เกษตร วรฤทธิเดชดำรง จำนงยุติธรรมสุจริต วิศิษฐ์สัตยธาดา มหาโยนางคราชวงศาธิบดี"เจ้าผู้ครองนคร ได้รับพระราชทานเครื่องยศ มีพานหมากทองคำกระโถนทองคำ คนโททองคำ ประคำทองคำ กระบี่ฝักทองคำมาลายอดทองคำ และพระราชทานเงินผลประโยชน์ปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๒๐๐,๐๐๐ บาท และในเดือนธันวาคมนั้นก็ได้รับเลื่อนเป็นนายพันเอกทหารบก
ครั้น พ.ศ.๒๔๕๑ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกชั้นที่ ๑ ชื่อมหาวราภรณ์ (ม.ช.) กับหีบหมาก จ.ป.ร.ลงยา ๑ หีบ ได้รับพระราชทานเงินเดือน ๆ ละ ๒๐,๐๐๐ บาท
เมื่อมาถึงวันที่ ๕ มกราคม ปลายปี ร.ศ.๑๒๘ (พ.ศ.๒๕๕๒) เวลาบ่าย ๔ โมง ๕๕ นาที ก็ถึงแก่พิราลัยเมื่อ พระชนมายุได้ ๕๑ ชั้นษา ได้ว่าราชการแทนเจ้าผู้ครองนคร ๒ ปี ได้เป็นเจ้าผู้ครองนคร ๘ ปี รวมที่ได้ว่าราชการเมืองเชียงใหม่ ๑๐ ปี เจ้าหลวงอินทวิชยานนท์นี้ ชาวเชียงใหม่ทั่วๆไปเรียกว่า "เจ้าหลวงตาขาว" เพราะลักษณะดวงตาของท่านที่มีตาเหมือนฝรั่ง
ในยุคของเจ้าหลวงอินทวโรรสุริยวงศ์ฯ นี้ เป็นยุคที่เชียงใหม่เริ่มเข้าสู่ความสุขสงบ โดยเฉพาะการที่ใกล้ชิดกับราชสำนักกรุงเทพฯ ผ่านทางพระราชชายาเจ้าดารารัศมีนั้นทำให้เชียงใหม่ได้รับความคิดในด้านศิลปะการดนตรีและการแสดงดังที่พบว่าในชั้นแรก เจ้าหลวงอินทวโรรสสุริยวงศ์ฯ จัดให้มีพวก"เขน" ขึ้นก่อน เขนคือเจ้าหน้าที่รักษาการอย่างเดียวกับทหารซึ่งท่านให้แบ่งเป็นสองพวก พวกแรกเป็นพวกที่เล่นละครและแตรวงซึ่งเป็นวงแรกของเชียงใหม่ มีครูฝึกชื่อ หมวก ณ ลำพูนและเขนอีกพวกหนึ่งทำหน้าที่รักษาการณ์ มีอาวุธประจำกายคือปืนยาวสมัธเคอร์หรือที่เรียกกันว่าปืนแปสตัน เจ้าหลวงยังได้สั่งให้เอาฆ้องหลายใบมาทุบแล้วหล่อเป็นระฆังใบหนึ่งสำหรับให้พวกเขนตีบอกโมงยาม ระฆังใบนี้ได้จารึกว่า ช.ม. ร.ศ.๑๒๑ซึ่งปัจจุบันระฆังใบนี้ยังอยู่ที่ถานีตำรวจภูธรกองเมือง จังหวัดเชียงใหม่
เจ้าหลวงชอบที่จะใกล้ชิดกับประชาชน ซึ่งก็มักจะ ได่ถามทุกข์สุขของชาวเมืองเสมอ นอกจากนี้ยังได้บำรุงน้ำใจให้ชาวเมืองได้รับความบันเทิงด้วย เช่น นำคณะละครมาแสดงในโรงละครซึ่งมีขนาดใหญ่มากของเจ้าหลวง เปิดการแสดงให้ประชาชนดูโดยไม่มีการเก็บเงิน ผู้แสดงละครส่วนมากเป็นพวกหม่อมของเจ้าหลวงทั้งสิ้น พอถึงเวลา ๕ โมงเย็นก็เปิดเวทีที่กลางสนามของคุ้ม (ปัจจุบันเป็นโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย) มีการบรรเลงแตรวงเป็นอันดับแรก เมื่อถึงกลางคืนก็ดูละครต่อ ซึ่งคณะละครนี้ มีผู้แสดงร่วม ๕๐ คน โดยมีแม่ครูจากกรุงเทพฯ ชื่อ "จาด" ละครที่เล่นก็เป็นละครรำแบบกรุงเทพฯ ซึ่งเรื่องที่เล่น คือพระอภัยมณี ลักษณวงศ์และอิเหนา เป็นต้น
นับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๔๔ เจ้าหลวงอินทวโรรสฯ ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ท่านได้นำเอาความเจริญมาสู่นครเชียงใหม่แทบทุกด้าน การไฟฟ้าก็ได้เริ่มต้นในยุคนั้นโดยนำเอาเครื่องปั่นไฟฟ้าทำกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ในคุ้มหลวง
เจ้าหลวงอินทวโรรสฯ เป็นพุทธศาสนูปถัมภกที่เข้มแข็งนอกจากการบำเพ็ญกุศลตามเทศกาลและวาระต่างๆ เป็นปกติแล้ว ผลงานของท่านยังปรากฏให้เห็นได้ ดังนี้
พ.ศ.๒๔๓๕ ในครั้งที่ยังเป็นเจ้าสุริยเมฆะอยู่นั้น ท่านได้จัดการฉลองพระวิหารหลังน้อยทางด้านทิศตะวันออกเจดีย์วัดกิตติ (ปัจจุบันเป็นวัดร้างในโรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่)
พ.ศ.๒๕๔๒ ได้สร้างกุฏิวัดหอธรรม (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของวัดเจดีย์หลวง)
พ.ศ.๒๔๔๕ ได้เป็น "มหาสัทธาเค้า" คือประธานคณะศรัทธาบวชสามเณร ๔๔ รูปเท่าพระชนมายุ
พ.ศ.๒๕๔๖ ได้ปฏิสังขรณ์และยกยอดฉัตรพระเจดีย์ธาตุเจ้าทุ่งตุ้ม (อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่) พร้อมทั้งจัดงานฉลอง
พ.ศ.๒๕๔๗ เดือนยี่เหนือ ขึ้น ๑๒ ค่ำ ได้ฉลองพระไตรปิฎกที่วัดเชียงมั่น และถวายกฐินด้วย
พ.ศ.๒๔๔๗ ได้ทำบุญฉลองหอพระไตรปิฎกวัดกิตติวันเพ็ญเดือน ๕ เหนือ เป็นประธานมหาศรัทธาฉลองวิหารวัดพวกเปีย
พ.ศ.๒๔๔๘ สร้างวิหารวัดดอกเอื้อง ได้สร้างพระพุทธรูปทันใจองค์หนึ่ง ด้วยไม้จันทน์
พ.ศ.๒๕๔๔ สร้างวิหารวัดนางเหลียว (ปัจจุบันเป็นวัดร้างในยุพราชวิทยาลัย) เดือน ๗ ทำบุญฉลอง ต่อมาวันเพ็ญ เดือน ๘ เหนือเป็นประธานฉลองพระวิหารหลวง วัดเจดีย์หลวงที่พระเจ้าอินทวิชยานนท์พระบิดาทรงสร้างไว้ เดือน ๙เหนือ แรม ๑๔ ค่ำ ทำบุญฉลองซุ้มพระพุทธรูปในวิหารหลวงวัดเชียงมั่น
พ.ศ.๒๔๕๑ สร้างฉัตรพระเจดีย์วัดทุ่งยู เป็นเงิน ๓๕๐ รูปี
สมัยเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ฯ นี้ เป็นยุคของเจ้าผู้ครอง นคร มิได้มีสภาพเป็นเจ้าประเทศราชของกรุงรัตนโกสินทร์อีกต่อไป เพราะส่วนกลางได้ส่งข้าหลวงเทศาภิบาลดำเนินการจัดการปกครองแบบใหม่ตามแผนเทศาภิบาล ดังนั้นจึงไม่ต้องส่งเครื่องราชบรรณาการและต้นไม้ทองต้นไม้เงินทุก ๓ ปีอีกต่อไป และเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ฯ ในฐานะเจ้าผู้ครองนครได้รับพระราชทานเงินเดือนๆ ละ ๒๐,๐๐๐ บาท
เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ได้ร่วมกับพระราชชายาเจ้าดารารัศมีถวายที่ดินคุ้มกลางเวียง เพื่อใช้เป็นศาลาของรัฐบาล (ศาลากลาง)เป็นศูนย์กลางการบริหาร
ในบั้นปลายชีวิตของเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ฯ นั้น ท่านทรงพระกรรสะ แพทย์หลวงตรวจดูอาการพบว่า พระปัปผาสะเสีย มีพระอาการประชวรเรื่อยมา จนถึงวันที่ ๕ มกราคมปลายปี พ.ศ.๒๕๕๒ ก็มีพระอาการหนัก ครั้นเวลาบ่าย ๔ โมง๕๕ นาที ก็ถึงแก่พิราลัย
เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ฯ มีบุตรสืบสกุลจากแม่เจ้าทิพย์ เนตร ๑ คน คือเจ้าราชวงศ์ (เลาแก้ว) เจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ฯรั้งดำแหน่งเจ้าผู้ครองนคร ๔ ปีและเป็นเจ้าผู้ครองนคร ๘ ปีรวมพระชนมายุ ๕๑ ชั้นษา