อานิสงส์ยี่เพง-ลอยประทีสโคมไฟ
(อ่าน "-ญี่เป็ง-ลอยผะตี๊ดโกมไฟ")

ธัมม์หรือคัมภีร์ชื่ออานิสงส์ยี่เพง-ลอยประทีสโคมไฟเป็นคัมภีร์ที่พระใช้เทศน์เนื่องในเทศกาลปาเวณียี่เพงหรืองานประเพณีในวันเพ็ญเดือนยี่ (เดือนสิบสองของภาคกลาง)ซึ่งมีการจุดประทีปโคมไฟเพื่อเป็นพุทธบูชา พระจะเทศน์คัมภีร์นี้ในตอนเย็นของวันยี่เพง เมื่อเทศน์จบแล้วจะมีการตีกลองเป็นสัญญาณและศรัทธาชาวบ้านจะได้จุดประทีปโคมไฟขึ้นในบ้านเรือนของตน ธัมม์หรือคัมภีร์เนื่องในเทศกาลดังกล่าวพบว่ามีเรื่องอานิสงส์ประทีส อานิสงส์ผางประทีส อานิสงส์ยี่เพง และธัมม์กาเผือก เป็นต้น ซึ่งเรื่องที่ว่านี้ได้จัดทำสรุปเรื่องไว้ต่างหากแล้ว สำหรับธัมม์อานิสงส์ยี่เพงเรื่องนี้ มีใจความที่กล่าวถึง "ลอยกระทง" ซึ่งเป็นความคิดแบบภาคกลางไว้ด้วยและเรื่องโดยสรุปมีว่า
ในครั้งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่เชตวนารามพระองค์ได้ตรัสเทศนาชาดกเรื่อง อานิสงส์ยี่เพงฯ ว่า ในยุคของพระพุทธเจ้าที่ชื่อโกนาคมนะซึ่งตรัสรู้ในเขตเมืองตสาภวัตตินครของพญาตนหนึ่งชื่อโสกราชานั้น พุทธบิดาและพุทธมารดาชื่อสักกพราหมณ์และนางอุตัตถา โพธิพฤกษ์หรือต้นไม้ที่ทรงตรัสรู้คือไม้มะเดื่อ พระองค์สูง ๑๖ ศอกพระชนมายุยืนหนึ่งหมื่นปี พระองค์มีอัครสาวกชื่ออุตตระ
ครั้งหนึ่งพระสาวกชื่ออุตตระได้เข้านิโรธสมาบัติในถ้ำสุตตคูหาในดอยสิริทัตกะ ในวันที่มหาเถรเจ้าออกจากนิโรธสมาบัติ ได้รำพึงในใจว่า หากมีบุคคลใดมาให้ทานแก่ตนในวันนั้น ผลานิสงส์แห่งการให้ทานก็จะมีมากนัก พระอุตตระได้พบว่าชายเข็ญใจผู้หนึ่งควรจะได้รับอานิสงส์นั้นรุ่งเช้ามหาเถรก็อุ้มบาตรออกจากถ้ำเหาะไปยังบ้านของชายผู้นั้นแล้วยืนอยู่ที่ประตูบ้าน ชายผู้นั้นเมื่อเห็นมหาเถรเจ้าอุ้มบาตรเช่นนั้นก็มีใจเลื่อมใสศรัทธา จึงนำข้าวและแคบหมูมาให้ทาน แล้วอธิษฐานขอให้ตนได้เป็นสาวกแห่งพระพุทธเจ้า ซึ่งจะมาตรัสรู้ในภายหน้าชื่อว่าพระอาริยเมตไตรยนั้น และหากยังต้องอยู่ในสังสารวัฏก็ขออย่าได้รับความลำบาก มหาเถรเจ้าได้กล่าวคำอนุโมทนาแล้วก็เสด็จคืนสู่ที่อยู่ห่งตน
เมื่อเสด็จถึงที่อยู่แล้ว ก็เอาแคบหมูมาบีบเอาน้ำมันเดิมลงในผางประทีส (อ่าน "ผางผะดึด") คือถ้วยประทีปแล้วจุดบูชาพระพุทธเจ้า เวลานั้นก็เป็นวันเดือนยี่เพงคือเพ็ญเดือนยี่หรือวันเพ็ญเดือนสิบสอง ผู้คนทั้งหลายก็มาให้ทานแก่ภิกษุทั้งหลายอันมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน พอค่ำลง คนทั้งหลายพร้อมเสนาอำมาตย์ก็พากันมาชุมนุมเพื่อถวายสักการะแด่พระพุทธเจ้า ส่วนมหาเถรเจ้าองค์นั้นก็เอาผางประทีสอันได้น้ำมันจากชายผู้นั้นมาสักการบูชาพระพุทธเจ้าองค์ที่ชื่อโกนาคมนะ เมื่อจุดไฟที่ถ้วยประทีปนั้นแล้ว แผ่นดินที่หนาได้สองแสนสี่หมื่นโยชน์ก็หวั่นไหวเป็นที่อัศจรรย์ พญาโสกราชารู้ว่าแผ่นดินไหวดอยสั่นก็ไปถามพระพุทธเจ้าว่า เป็นเพราะเหตุใด พระพุทธเจ้าตรัสว่ามีชายยากจนผู้หนึ่งเอาก้อนแคบหมูใส่บาตรเป็นทานแก่พระอุตตรเถรเจ้า แล้วพระอุดตรเถรเจ้านั้นก็นำใส่ผางประทีสจุดไฟบูชา พญาโสกราชาถามว่าการบูชาด้วยประทีปมีผลานิสงส์มากหรือ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่ว่าผู้ใดได้ฟันสีสายและจุดโคมไฟเป็นทานในวันเดือนยี่เพงจะมีผลานิสงส์มากนัก
พญาได้ยินดังนั้นก็ทูลลากับเมืองแล้วให้เสนาอำมาตย์ ป่าวประกาศว่า คืนนี้พญาแห่งเราจะจุดประทีปและโคมไฟเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า ห้ามผู้ใดจุดประทีปและโคมไฟก่อนพระองค์พญาก็จุดประทีปและโคมไฟจนรุ่งเช้า แผ่นดินก็ไม่ไหว ดังในวันก่อน จึงเข้าไปถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าถามว่าน้ำมันที่พระองค์ใส่ในถ้วยประทีปนั้นได้มาจากไหน พญาทูลว่าน้ำมันนั้นมาจากคลัง พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า อันว่าการให้ทานมีหลายจำพวก คือการได้วัตถุข้าวของมาโดยไม่ชอบธรรมแล้วนำมาเป็นทาน การให้ทานโดยไม่รู้ที่มา การให้ทานเพื่อหวังผลให้ค้าขายดี หรือทานหวังผลดอบแทนอย่างใดอย่างหนึ่ง และเห็นเขาทานก็ทานตามเขา ทานอีกประการหนึ่ง คือการบริจาคทานด้วยวัตถุข้าวของที่ได้มาด้วยกำลังแห่งตนประกอบด้วยศีลธรรมและความศรัทธา
พญาโสกราชาได้ฟังคำสอนก็ให้เสนาไปบอกชายทุคตะมาเพื่อขอซื้ออานิสงส์ทานประทีปและโคมไฟ ชายนั้นบอกว่าต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่าจะทำอย่างไร พระพุทธเจ้าตรัสว่าให้ชายทุคตะแบ่งส่วนบุญให้พญาโสกราชา ชายทุคตะก็ทำตามพญาโสกราชาก็ชื่นชมยินดี และตั้งให้เป็นเสนาบดีมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย เมื่อตายก็ได้ไปเกิดในชั้นฟ้ามีชื่อว่าโชติกเทวบุตร มีวิมานสูงได้สี่ร้อยโยชน์ มีนางฟ้าเป็นบริวารเจ็ดหมื่นสี่พันนาง
เมื่อพระพุทธเจ้าโคตมะมาเกิดในโลกนี้ โชติกเทวบุตรก็ลงมาเกิดในเมืองลังกาทวีป มีชื่อว่าพระเจ้าทุฤฐคามณี ผู้สร้างรัตนเจดีย์ในลังกาทวีป ทรงรักษาศีลไม่ได้ขาด เมื่อสิ้นพระชนม์ก็ได้ไปเกิดในชั้นฟ้าดุสิตา สุดท้ายลงมาเกิดในโลกมนุษย์ ออกบวชเป็นทักขิณสาวกะแห่งพระพุทธเจ้าชื่ออริยเมตไตรย
พระพุทธเจ้าเทศนาธัมม์อานิสงส์เดือนยี่เพงฯ ให้ภิกษุทั้งหลายฟังดังนี้ ไม่ว่าหญิงชายใดจุดดวงประทีปและโคมไฟเป็นทาน ไม่ว่าจะเทียนแท่งใหญ่หรือเล็กเพื่อบูชาพระพุทธเจ้าในเดือนยี่เพง เมื่อเกิดมาในชาติใดจะมีรูปพรรณงดงามเป็นที่รักแก่คนและเทวดา ไม่มีโรคภัยมาเบียดเบียน อายุมั่นขวัญยืนเมื่อตายจะไปเกิดในเมืองสวรรค์
และยังมีกล่าวเป็นส่วนผนวก (ตามคติไทยกลางระยะหลัง) ต่อไปว่า ในเดือนยี่เพงบุคคลใดที่ทำประทีปโคมไฟไปลอยในแม่น้ำน้อยใหญ่หนองวัง และโบกขรณี เพื่อบูชารอยพระพุทธบาทที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำที่เมืองนาคราชบาดาลก็ดีเมื่อเกิดมาในชาติใด จะได้เป็นท้าวพญาใหญ่โตในแผ่นดินผิวพรรณงดงามดั่งพระจันทร์วันเพ็ญ มีฤทธิ์มาก ปราบได้ทวีปทั้งสี่ เป็นที่เกรงขาม มีปัญญาหลักแหลม มีทรัพย์สมบัติ ช้างม้าวัวควาย คนใช้มากมาย เมื่อตายก็จะไปเกิดในชั้นฟ้า ดังนั้นในวันเพ็ญเดือนสิบสองจึงมีการทำประทีปและโคมไฟลอยแม่น้ำเพื่อบูชารอยพระบาทของพุทธเจ้าสืบมา (ดูเพิ่มที่ ลอยกระทงอานิสงส์ประทีส และ อานิสงส์ผางประทีส)
(สรุปความจาก พระธรรมเทศนาพื้นเมืองเหนือ เรื่องอานิสงส์ยี่เป็ง-ลอยผะตึ๊ดโคมไฟ จัดพิมพ์ให้มีลักษณะคล้ายใบลาน จัดพิมพ์เผยแพร่โดยร้านภิญโญ จังหวัดลำพูน พิมพ์เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๕๓๐)
อนันต์ จันทร์ประสาท