ลื้อ 
ลื้อ หรือ ลือ เป็นกลุ่มชนชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลไทคือ "ไทลื้อ" หรือ "ไตลื้อ" มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ในเขตสิบสองพันนา ชาวไทลื้อนิยมตั้งบ้านเรือนอยู่ตามที่ราบลุ่มแม่น้ำและที่ราบระหว่างหุบเขา โดยมีแม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำสายสำคัญซึ่งชาวไทลื้อเรียกว่า "น้ำของ" ส่วนจีนเรียกว่า แม่น้ำล้านช้างและเรียกคนไทลื้อว่า "หลี่" หรือ "สุ่ยไปอี่" ชาวลื้อหรือไทลื้อมีวัฒนธรรมประเพณีและความเชื่อตลอดจนวิถีชีวิตที่คล้ายคลึงกับคนไทยในล้านนาและคนลาวในล้านช้าง ซึ่งบริโภคข้าวเหนียวเป็นอาหารหลักและนับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาทเช่นเดียวกัน
สำหรับประเทศไทย ไทลีื้อได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานตามหัวเมืองต่างๆ ในภาคเหนือตอนบน ในจังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน แพร่ ลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ ตั้งแต่อดีตซึ่งได้กวาดต้อนไทลื้อจากสิบสองพันนามาจำนวนมาก บางส่วนได้อพยพเข้ามาเพิ่มเติมภายหลังเพื่อค้าขาย ติดตามญาติพี่น้อง แต่งงานและแสวงหาที่ทำกินที่เหมาะสมหรือหนีภัยสงคราม รวมทั้งอพยพเข้ามาด้วยเหตุผลทางศาสนาและการจาริกแสวงบุญ
ในเวียดนาม มีชุมชนไทลื้ออาศัยอยู่ที่เมืองบินลูห์ และบริเวณฝั่งตะวันตกของแม่น้ำดำตามแนวพรมแดนที่ติดต่อกับจีน
ในเขตประเทศลาว ไทลื้อตั้งถิ่นฐานอยู่ทางภาคเหนือแถบเมืองสิง เมืองลองในแขวงหลวงน้ำทา เมืองอูเหนือ อูใต้ งายเหนือ งายใต้ บุนเหนือ บุนใต้ในแขวงพงสาลี เมืองไซ เมืองแบง เมืองฮุน เมืองน้ำบากในแขวงอุดมไช เมืองเงิน เมืองเชียงฮ่อน และเมืองหงสาในแขวงไชยะบุรี นอกจากนี้ยังตั้งชุมชนอยู่รอบ ๆ เมืองหลวงพระบางและกระจายกันอยู่แถบลุ่มน้ำอูและแม่น้ำโขง ในแขวงหลวงพระบางและแขวงบ่อแก้วอีกหลายหมู่บ้าน
อาณาจักรสิบสองพันนาในอดีตจัดแบ่งการปกครองออกเป็นระบบ พันนา (อ่าน "ปันนา") ซึ่งเป็นการควบคุมพื้นที่นาโดยใช้ระบบเหมืองฝาย ประกอบด้วยพันนาเมืองหลวงพันนาเมืองแช่ พันนาเมืองฮุน พันนาเชียงลอ พันนาเชียงเจิงพันนาเมืองพง พันนาเมืองลา พันนาเมืองฮิง พันนาเชียงทองพันนาเมืองอู พันนาเมืองล่า และพันนาเชียงรุ่ง โดยมีพระเจ้าแผ่นดินเป็นประมุขเรียกว่าเจ้าแสนหวีฟ้า ประทับอยู่ที่เมืองเชียงรุ่ง ซึ่งจีนเรียกว่าเมืองเชอหลี่ นอกจากนี้ไทลื้อยังตั้งถิ่นฐานอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐฉานในพม่าที่เมืองเชียงลาบ เมืองเลน เมืองป่าแลว เมื่องวะ เมืองนำ เมืองฐาน เมืองขัน เมืองพะยาก เมืองยอง เมืองยู้ เมืองหลวย เป็นต้น
อาชีพหลักของไทลื้อ คือการกสิกรรมเป็นพื้นฐานได้แก่ การทำนาและปลูกพืชผักค่างๆ ส่วนการเลี้ยงสัตว์เป็นอาชีพรอง ได้แก่ วัว ควาย ส่วนใหญ่เลี้ยงไว้ใช้งานและขายเป็นรายได้เสริมแก่ครอบครัว ส่วนหมู เป็ด ไก่ เลี้ยงไว้สำหรับประกอบพิธีกรรมต่างๆ รวมทั้งเป็นอาหารในคราวออกแรงงานร่วมกัน ไทลื้อเป็นคนขยันทำมาหากิน ดังนั้นจึงมีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าชนเผ่าอื่น ๆ ในปัจจุบัน ชาวไทลื้อบางส่วนได้หันมาประกอบการค้าขาย เช่น ที่เมืองสิงจะสังเกตเห็นว่าเด็กผู้หญิงอายุ ๑๒-๑๓ ปี ก็จะเริ่มค้าขายเล็กน้อยๆ ในท้องถิ่นส่วนผู้ใหญ่บางคนจะไปค้าขายด่างเมือง เช่น ซื้อสินค้าจากจีนไปขายหลวงน้ำทา อุดมไซ หลวงพระบาง หรือซื้อสินค้าไทยไปขายในท้องถิ่น และบางส่วนส่งเข้าไปในจีนแถบเมืองมางและเมืองล่า สินค้าท้องถิ่นที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว กระเทียม หอม ยาสูบ ถั่วโอ (ถั่วหมักคล้ายเต้าเจี้ยว) และพืชผักต่างๆ
จารีตครรลองประเพณีที่สำคัญ
การเกิด
ตามปกติหญิงไทลื้อตั้งครรภ์ไม่มีข้อห้ามในเรื่องอาหารการกิน คงรับประทานอาหารได้ตามปกติ ครั้นเมื่อถึงเวลาเจ็บท้องใกล้คลอดลูก ผู้เป็นแม่จะนั่งอยู่ใกล้ ๆ โดยมีผู้ทำคลอดซึ่งอาจจะเป็นแม่ตัวเองหรือแม่สามีช่วยทำคลอดให้ เมื่อทารกตกถึงฟาก ผู้ทำคลอดจะใช้ป่านผูกสายสะดือแล้วใช้มีดดัด(ทำด้วยผิวไม้ไผ่) บรรจุลงในกระบอกไม้ไผ่เจาะรูด้านข้างปิดอัดไว้ เพราะคนลื้อมีความเชื่อว่าถ้าหากไม่เจาะรู จะทำให้เด็กหายใจไม่ได้ หลังจากนั้นทำความสะอาดผู้เป็นแม่และเด็กน้อยแล้วก็ส่งให้แม่รับ ซึ่งจะเลือกจากหญิงที่ประวัติดี มีฐานะดีพอสมควร ไม่เป็นหม้ายหรือหย่าร้างมาก่อน แม่รับอุ้มเด็กไปวางในกระดั้งที่เตรียมไว้ แล้วนำไปวางไว้ที่หัวบันไดพร้อมกับตะโกนด้วยเสียงดังๆ ว่า "ผีจะกินก็กินเหแต่น้อย ผีบเล้งกูซิเล้ง" จากนั้นก็เอามามอบให้แม่ของเด็ก สำหรับรกของเด็กผู้เป็นพ่อจะเลือกหาวันดีแล้วจึงนำกระบอกใส่รกไปแขวนไว้ที่กิ่งไม้ในป่าข้างบ้าน ขณะกลับถึงเรือน ถ้าเป็นลูกสาว พ่อของเด็กจะจับเครือกี่ทอผ้าก่อน ถ้าเป็นลูกชายก็จะจับมีดตัดไม้ก่อนจึงขึ้นเรือน ที่ทำเช่นนี้เพราะเชื่อว่าเมื่อเด็กเติบโตขึ้นจะมีความอดทนและขยันหมั่นเพียรในการทำงาน
ภายหลังคลอดจะต้องอยู่กำ (อยู่ไฟ) มีกำหนด ๓๐ วัน ภายใน ๓ วันแรก จะรับประทานอาหารได้แต่ข้าวกับเกลือเท่านั้นเรียกว่า อยู่กำน้อย เมื่อครบ ๓ วัน แล้วก็ทำพิธีออกกำน้อย โดยนำเอาเกลือมาสู่ขวัญผูกข้อมือให้แก่แม่และเด็กน้อย ผู้เป็นแม่สามารถออกไปนอกห้อง หรือซักเสื้อผ้าได้อาหารของแม่ระหว่างอยู่กำรับประทานได้แต่น้ำพริกข่าจิ้มผักด้มและไก่ที่มีขนสีดำ ห้ามอาหารประเภทไข่ เนื้อสัตว์ประเภทวัวควาย นอกจากนี้ยังมีข้อห้ามเพิ่มเติมสำหรับคลอดบุตรคนแรก ซึ่งเรียกว่า ท้องหัวสาว มีข้อห้ามต่อไปอีก ๑ ปี คือห้ามรับประทานเนื้อควายเผือก หมูแม่ต้อง (หมูที่มีลูกแล้ว) เนื้อเสือ เก้ง กวาง ปลาร้า ปลาไม่มีเกล็ด ปลาปก ปลาไน เป็นต้น เมื่อครบ ๓๐ วัน จะไปเชิญหมอพรมาสู่ขวัญ ซึ่งต้องฆ่าไก่ ๑ ตัว ทำพิธีสู่ขวัญแม่และเด็กน้อย โดยถือว่าวันออกกำเป็นวันเกิดของเด็กน้อยอีกด้วย หมอพรจะนำเด็กไปวางไว้ที่หัวบันไดบ้านเพื่อบอกผีสางนางร้ายมาดูพร้อมกับทำเสียงนกเค้าแมวแล้วพูดว่า "แก็กๆ กู้...หื้อมาเอิ้นมาเรียกเอาหลานสูคืนเมือถ้าปิ่นลูกสูหลานสู หื้อมาเรียกเอาป้อกไปเหเดี่ยวนี้บ่ต้องหื้อเหลือจากวันนี้กำยมื้อนี้วันน้บหื้อมาเกี่ยวข้อง ปิ่นลูกกูหลานกู" แล้วกระทืบเท้าให้เด็กน้อยตื่นและพูดต่อไปว่า "ถ้าตายก็หื้อตายเห หื้อใจขาด คันใจบ่ขาด ก๋ายสามบาทปิ๋นลูกกู หลานกู สูเอาบ่ได้แล้ว"
หมายถึง ให้ผีร้ายมาเรียกเอาลูกหลานกลับคืนในวันนั้นหลังจากนั้นเป็นลูกคน ถัดจากนั้นก็กระทืบเท้าให้เด็กสะดุ้งตื่นแล้วพูดในทำนองว่า ถ้าจะตายก็ขอให้ขาดใจตายทันที ถ้าไม่ตายหลังจากนั้นก็จะเป็นลูกคน
หลังจากนั้นหมอพรจะทำพิธีสวดมนต์ดัดขาดจากผีแล้วนำเด็กน้อยมาทำพิธีสู่ขวัญให้ผู้เฒ่าผู้แก่ พ่อแม่และญาติพี่น้องผูกข้อมือเพื่อให้เป็นลูกเป็นหลานต่อไป
การเลือกคู่ครอง
ชาวไทลื้อเมื่ออายุย่างเข้าสู่วัยหนุ่มสาว จะมีสิทธิเสรีภาพในการเลือกคู่ครอง ชีวิตคู่จะเริ่มจากประเพณีแอ่วสาว กล่าวคือ พอถึงยามค่ำคืนบรรดาชายหนุ่มจะไปปลุกสาวที่ตนชอบพอถึงหัวนอน หากสาวพอใจก็จะออกมาพูดคุยกันที่ชานบ้านถ้าเป็นยามฤดูหนาวบรรดาสาวๆ จะนัดเพื่อนสาวละแวกบ้านใกล้เรือนเคียงมาลงข่วงปั่นฝ้ายรอบ ๆ กองไฟบริเวณลานบ้าน หนุ่มลื้อก็จะชวนกันมาแอ่วสาวปั่นฝ้ายเป็นกลุ่ม ๆ ในระหว่างเดินทางหรือขณะพูดคุยกับสาวๆ ก็จะขับลำนำเคล้าเสียงปีในเชิงเกี้ยวพาราสีโต้ตอบกันไปเรียกว่า "ขับลื้อ" พอถึงยามดึกต่างก็แยกกันกลับบ้านโดยมีชายหนุ่มที่รักใคร่ชอบพอช่วยถือฝ่ายไปส่งถึงเรือน แล้วผู้สาวก็จะเชิญหนุ่มขึ้นไปคุยกันต่อบนเรือน จนกระทั่งเลยสองยามอาจถึงสามนาฬิกาของเรือนไทลื้อ บ้านเมืองลวง อำเภอดอยสะเก็ด เชียงใหม่ ปัจจุบันย้ายมาปลูกไว้ที่สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่วันใหม่จึงร่ำลากลับ เมื่อต่างฝ่ายรักใคร่จริงใจต่อกันแล้วก็จะบอกให้พ่อแม่ทราบ เพื่อขอความเห็นชอบและนัดเจรจาสู่ขอ
ตามธรรมเนียมของชาวไทลื้อนั้น ก่อนการสู่ขอ พ่อแม่จะไปหาผู้รู้หรือปราชญ์ชาวบ้านช่วยพิจารณาชะตาของคู่หนุ่มสาวเรียกว่า ทำพิธีไขว่ หมายถึงการสืบสวนถึงประวัติการสืบสายโลหิตของทั้งสองฝ่าย ถ้าหากเป็นญาติใกล้ชิดชะตาจะขวางกัน แต่งงานกันไม่ได้ หากฝ่าฝืนจะเกิดภัยพิบัติแก่พ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย อาจเป็นอัมพาตหรือมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับบุคคลเหล่านั้น ถือว่าเป็นข้อห้ามสำคัญซึ่งเป็นจารีตของสังคมไทลื้อ
เมื่อฝ่ายชายได้รับความยินยอมจากพ่อแม่แล้ว ก็จะมอบหน้าที่ให้ "พ่อใช้" ซึ่งโดยปกติจะเป็นญาติหรือนายบ้านพร้อมกับญาติผู้ใหญ่อีกคนหนึ่งไปเจรจาสู่ขอ พิธีสู่ขอใช้ขันห้าคือพาน มีดอกไม้และธูป ๕ คู่ หมากพลู ในการเจรจาสู่ขอจะกล่าวเป็นคำกลอนที่คล้องจองกัน ฝ่ายหญิงอาจตอบตกลงหรือเจรจาถามความสมัครใจของลูกสาวก่อน โดยจะให้พ่อใช้ฝ่ายหญิงไปแจ้งข่าวภายหลัง
กินดองน้อย เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงเป็นเอกภาพกันดีแล้วก็จะนัดวันหมั้น ซึ่งเรียกว่ากินดองน้อย ในวันกินดองน้อย ฝ่ายหญิงจะฆ่าหมู ๑ ตัวและไก่อีกจำนวนหนึ่ง จัดสำรับอาหารเลี้ยงต้อนรับญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายชาย ส่วนฝ่ายชายจะมอบกำไลเงินเรียกว่า ปลอกแขนขวัญ น้ำหนักเงิน ๒ หมัน ๕ บี้ ให้แก่คู่หมั้น ถ้าหากคู่หมั้นมีพี่ชายหรือพี่สาวที่ยังเป็นโสดจะต้องเตรียมอีก ๒ หมัน ๕ บี้ ใส่พานไปมอบให้เพื่อ"ข่มขวัญอ้ายเอื้อย" ภายหลังพิธีหมั้นแล้วฝ่ายชายจะอยู่ในฐานะเป็น เขยพราง คืออยู่ไปพลางก่อน หลังจากนั้นก็ทำพิธีเซ่นไหว้บอกเทวดาเรือน (ผีเรือน) เขยพรางจะอยู่ในฐานะเป็นคนสองเรือน สามารถไปมาหาสู่นอนค้างคืนได้เพื่อช่วยการงานที่บ้านฝ่ายหญิง แต่ยังไม่มีสิทธิ์หลับนอนด้วยกัน ในระหว่างนั้นชายจะไม่ไปเกี้ยวพาราสีหญิงอื่น ส่วนหญิงก็จะไม่ไปลงช่วงปั่นฝ้ายเหมือนแต่ก่อน ทั้งสองจะตั้งใจเก็บหอมรอมริบเพื่อสร้างฐานะครอบครัวเตรียมกายเตรียมใจที่จะเข้าสู่พิธีแต่งดองเรียกว่าสู่ขวันโอม ซึ่งเขยพรางจะเปลี่ยนสถานภาพเป็นเขยสู่ เพื่ออยู่กินกันฉันสามีภรรยาต่อไปตามปกติ ระยะเวลาจากเขยพรางไปหาเขยสู่จะกินเวลา ๓ เดือน ถึง ๑ ปี
กินแขกแต่งดอง
เป็นพิธีแต่งงานของเผ่าลื้อ นิยมทำกันหลังเทศกาลออกพรรษา คือ เดือนเกี่ยง หรือเดือนยี่ คือราวเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคมเป็นต้นไป นิยมทำในเดือนคู่ โดยให้พระสงฆ์หรือผู้รู้ในหมู่บ้านเลือกหามื้อใสวันดีให้เพื่อเป็นสิริมงคลแก่คู่บ่าวสาว พิธีกินดองของเผ่าลื้อจะทำที่บ้านของฝ่ายหญิง โดยให้ทั้งสองฝ่ายรับผิดชอบค่าใช้จ่ายร่วมกัน ส่วนที่นอนหมอนมุ่งฝ่ายหญิงจะจัดหาหรือทำเองเตรียมไว้เมื่ออยู่ในวัยสาว โดยปกติงานกินดองจะใช้เวลา ๒ วัน วันแรกเรียกว่า "อุ่นดอง" เป็นวันที่ฝ่ายหญิงจัดเตรียมสิ่งของเครื่องใช้และอาหารบางอย่างไว้ล่วงหน้าเพื่อเลี้ยงแขกในวันรุ่งขึ้น วันที่สองเป็นวัน "กินดอง" จะมีแขกซึ่งเป็นญาติของฝ่ายชายและฝ่ายหญิงรวมทั้งชาวบ้านมาร่วมจำนวนมาก
พิธีกินดองเริ่มจากพิธีแห่เขยไปสู่เรือนเจ้าสาว เมื่อถึงหัวบันไดจะมีหญิงผู้หนึ่งที่เป็นกุลสตรีของหมู่บ้านเรียกว่า แม่คนดี รับเอาถุงเงิน ง้าว (ดาบ) และมีดอุ่ม (มีดเหน็บ) จากเจ้าบ่าว นำไปมอบให้ญาติผู้ใหญ่ของเจ้าสาว แล้วเข้าพิธีบายศรีเรียกว่า "สู่ขวัญโอม" ในพิธีสู่ขวัญโอมจะมีญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายมาผูกข้อมืออวยพรให้แก่คู่สมรส หลังจากนั้นก็จะแห่สะใภ้มายังเรือนฝ่ายชาย ทำพิธีเซ่นไหว้เทวดาเรือนเพื่อขอรับเอาเขยไปอยู่เรือนของตน ในขณะเดียวกันญาติของฝ่ายชายก็จะทำพิธีสู่ขวัญรับสะใภ้ใหม่เพื่อเป็นสิริมงคลแก่เจ้าสาว
ตามครรลองประเพณีของลื้อที่เคยปฏิบัติสืบต่อกันมาเขยสู่จะอาศัยอยู่กับพ่อตาแม่ยาย ๓ ปีแล้วจึงแต่งดองกลับคืนไปอยู่เรือนพ่อแม่สามีอีก ๓ ปี เรียกว่า "สามปีไป สามปีป้อก" ในพิธีแต่งดองกลับคืน จะมีการฆ่าหมู ๑ ตัว ไก่อีกจำนวนหนึ่งทำพิธีสู่ขวัญและเงินสินสอดอีก ๑๕ หมัน ก่อนจะลงจากเรือน ก็ทำพิธีบอกกล่าวเทวดาเรือนเพื่อไปอยู่กับพ่อแม่ของสามีจนครบ ๓ ปี จึงจะปลูกเรือนหลังใหม่ได้เพื่อแยกสร้างครอบครัว
การหย่าร้าง
ไทลื้อนิยมมีตัวเดียวเมียเดียว แต่ถ้าหากขัดแย้งกันในครอบครัวจนไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้ก็ต้องหย่าร้างกัน ในกรณีสามีเป็นฝ่ายหย่าร้างหรือทอดทิ้ง จะต้องเสียค่าปรับไหมเป็นเงิน ๖ หมัน ๕ บี้ ให้แก่ญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิง และค่าซื้อร้างอีก ๑ หมัน ๓ บี้ มอบให้แก่ฝ่ายหญิง ถ้าหากภรรยาเป็นฝ่ายขอหย่าจะถูกปรับไหมเป็นเงินเท่ากัน คือ ๖ หมัน ๕ บี้ ให้แก่ญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายชายและค่าซื้อร้างอีก ๒ หมั่น มอบให้แก่ฝ่ายชาย ส่วนลูกให้จัดแบ่งภาระรับผิดชอบฝ่ายละเท่าๆ กัน
การตาย
เมื่อมีคนตายในบ้าน ญาติพี่น้องจะอาบน้ำอุ่นให้ศพและแต่งตัวให้ใหม่แล้วนำไปนอนไว้ใกล้ ๆ กับเสานางในเรือนจุดได้น้ำมันยางไว้ตลอดเวลา พร้อมกับปักดาบเล่มหนึ่งไว้ที่หัวนอนของผู้ตาย เพื่อป้องกันวิญญาณร้ายมารบกวนศพหลังจากนั้นเจ้าบ้านจะไปนิมนต์พระสงฆ์ที่วัดมาสวดทำบุญอุทิศส่วนกุศล ชาวบ้านจะช่วยกันต่อโลงศพแล้วบรรจุศพเข้าไว้ในโลง ส่วนกำหนดวันเผาหรือฝังต้องเลือกวันดี จะไม่นำศพไปฌาปณกิจในวันเสีย โดยเฉพาะมื้อฮวงและมื้อรวาย ถือว่าอัปมงคล เพราะเชื่อว่า มื้อฮวงจะเสียชาย มื้อรวายจะเสียหญิงในหมู่บ้านเพิ่มขึ้นอีก การนำศพไปป่าช้าใช้เขยหาม ๔ คน คนลื้อเชื่อว่า ถ้าหากเผา เปลวไฟจะเป็นพาหนะส่งวิญญาณของผู้ตายไปขึ้นสวรรค์โดยเร็ว กรณีตายห่าหรือตายโหงเป็นการตายไม่ดีเรียกว่า ตายสะเอม เช่น ฟ้าผ่า ตกน้ำ ไม้ทับ ถูกเสือกัดตายคลอดลูก เชื่อว่าวิญญาณของผู้ตายจะกลายเป็นผียักษ์รังควานชาวบ้าน ดังนั้นจะไม่ฝังรวมกับเขตคนตายดี จะแยกไปฝังอีกที่หนึ่งต่างหากเรียกว่า ป่าช้าผีดิบ ซึ่งผู้คนจะกลัวกันมาก
พิธีส่งผี
ภายหลังฝังหรือเผาครบ ๑ ปี ญาติพี่น้องจะประกอบพิธีทานปราสาทอุทิศส่วนกุศล เพื่อให้วิญญาณของผู้ตายไปจุติในภพภูมิที่ดี มีปราสาทไว้อยู่อาศัย โดยญาติพี่น้องจะช่วยกันทำปราสาทจำลองขึ้น ๑ หลัง ภายในบรรจุอาหารและสิ่งของเครื่องใช้ เช่น อาหาร ข้าวต้ม ขนม เสื้อผ้า เครื่องนอนและเงินอีกจำนวนหนึ่ง นำไปให้พระสงฆ์ทำพิธีอุทิศส่วนกุศลให้ที่วัด หลังจากนั้นก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ตามโอกาสอันควร
ความเชื่อเรื่องผี
ความเชื่อเรื่องผีเป็นจารีตดั้งเดิมของชนเผ่าลื้อ การประกอบพิธีกรรมต่างๆ มักจะมีเรื่องผีมาเกี่ยวข้องอยู่เสมอนับตั้งแต่การเกิดถึงตาย ได้แก่ ความเชื่อเรื่องผีเรือน ผีบ้าน ผีเมือง ผีเรือนจะมีอยู่ทุกครอบครัว โดยปกติเรือนของชาวไทลื้อจะมีทิ้งบูชาผีเรือนไว้เบื้องหัวนอนในห้องนอนเรียกว่า เทวดาเรือน เพื่อเป็นสิ่งคุ้มครองแก่สมาชิกในครอบครัวและช่วยเดือนสติบุคคลในครอบครัว และบุคคลภายนอกที่เป็นแขกมาเยือนมิให้ประพฤติผิดจารีตประเพณี เพราะถ้าผิดผีเรือนอาจทำให้คนในครอบครัวเจ็บป่วย หรือเกิดอาเพศร้ายแรงได้จะต้องเลี้ยงเพื่อขอขมาผีเรือน รวมทั้งปรับไหมบุคคลภายนอกที่ล่วงละเมิด เช่น การคบชู้สู่สาว ตั้งแต่การถูกเนื้อต้องตัวไปจนกระทั่งถึงการได้เสียกัน ส่วนผีบ้านหรือเทวดาบ้านจะมีหอเสื้อบ้านประจำทุกหมู่บ้านเพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพความปลอดภัยแก่ผู้คนในหมู่บ้าน รวมทั้งอำนวยประโยชน์ในการไปมาค้าขายประสบความสำเร็จ และการทำมาหากินให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ โดยปกติจะมีการเลี้ยงผีบ้านปีละ ๒ ครั้ง คือก่อนฤดูการทำนาในเดือน ๘ ราวเดือนมิถุนายนและภายหลังการเก็บเกี่ยว คือเดือน ๓ ราวเดือนมกราคม นอกจากนี้เมื่อจะจัดงานพิธีต่างๆ ในหมู่บ้านจะต้องมีเครื่องเซ่นไหว้ไปบอกกล่าวเสื้อบ้าน เช่น กินแขกกินดอง ขึ้นบ้านใหม่ หรือแม้แต่จะเดินทางไกลก็จะต้องบอกกล่าว ส่วนผีเมืองของลื้อในลาวจะมีอยู่ที่เมืองอู ซึ่งเป็นเขตพันนาเมืองอุของสิบสองพันนาในอดีต เมืองสิ่งและเมืองแบง มีการประกอบพิธีกรรมเลี้ยงผีเมืองเป็นประจำทุกปีในอดีต
ทำบุญเสาใจบ้าน
เสาใจบ้าน หรือ เสาหลักของหมู่บ้าน สร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อมีการตั้งหมู่บ้าน เสาใจบ้านโดยมากมักอยู่ที่ศูนย์กลางของหมู่บ้านซึ่งคนในหมู่บ้านจะต้องเคารพ กำหนดวันประกอบพิธีทำบุญเสาใจบ้านของหมู่บ้านไทลื้อจะทำหลังสงกรานต์ของทุกปี การทำบุญเสาใจบ้านมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความเป็นสิริมงคลให้แก่หมู่บ้าน โดยจะประกอบพิธีที่เสาใจบ้านอันเป็นศูนย์รวมในการประกอบพิธีของหมู่บ้าน ก่อนถึงวันประกอบพิธีชาวบ้านจะช่วยกันประดับตกแต่งเสาใจบ้านให้สวยงาม ทำความสะอาดบริเวณรอบๆ แล้วขัดราชวัตรปักฉัตรและธงทิว ใช้ต้นกล้วย ต้นอ้อย ประดับโดยรอบ วงด้ายสายสิญจน์รอบบริเวณพิธี ทำแท่นบูชาท้าวทั้งสี่และเทพารักษ์ในบริเวณนั้นมีสิ่งของที่นำมาประกอบในพิธี ได้แก่ ข้าว พริกแห้ง เกลือ ขนม ข้าวต้ม ดอกไม้ธูปเทียน หมาก พลู บุหรี่ เมี่ยง ซึ่งได้มาจากการบริจาคของชาวบ้าน
ในวันประกอบพิธี อาจมีการทำบุญตักบาตรในตอนเช้าในบริเวณพิธี หลังจากนั้นพระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถาและสวดพระปริตรเทศนา "ธรรมเจ็ดคัมภีร์" และเทศนาธรรมสืบชะตาบ้าน เพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้ายและเสนียดจัญไรหรือสิ่งอัปมงคลทั้งหลายให้ออกไปจากหมู่บ้าน เมื่อจบพิธีแล้วก็จะประพรมน้ำมนต์แก่ผู้เข้าร่วมพิธีทุกคน
ฮ้องขวัญ
การฮ้องขวัญ หรือ เรียกขวัญของชาวไทลื้อ มีลักษณะคล้ายคลึงกับประเพณีฮ้องขวัญโดยทั่วไปในล้านนา ซึ่งเชื่อว่าคนเรามีขวัญอยู่จำนวน ๓๒ ขวัญ วัตถุประสงค์ของการประกอบพิธีกรรมฮ้องขวัญ เพื่อเรียกขวัญคนที่ไม่สบายหรือเพิ่งหายจากการเจ็บป่วยใหม่ให้กลับมาสู่ดัวคน เพื่อมีขวัญและกำลังใจดีขึ้นเชื่อกันว่าคนเจ็บป่วยที่เบื่ออาหารเมื่อทำพิธีฮ้องขวัญแล้วจะกลับมารับประทานอาหารและใช้ชีวิตเป็นปกติ
ขั้นตอนในการประกอบพิธีเริ่มจากเจ้าบ้านหรือญาติของผู้เจ็บป่วยจะจัดเตรียมสิ่งของเพื่อประกอบพิธี ได้แก่ หมาก ๑ หัว พลู ๑ เรียง บุหรี่ ๑ มวน เมี่ยง ๑ อม กล้วย ๑ ลูก ข้าวเหนียว ๑ ก้อน ปลาปิ้ง ๑ ตัว ไข่ต้ม ๑ ฟอง ไก่ต้ม ๑ ตัว นอกจากนั้นยังมีด้ายสายสิญจน์อีกจำนวน ๑ เส้นหรือ ๙ เส้นก็ได้ ข้าวสารจำนวน ๖๔ เม็ด หรือ ๓๒ คู่ ใส่ในถ้วยใบเล็ก ๆ ไว้ในที่ประกอบพิธี
เมื่อเตรียมสิ่งของเรียบร้อยแล้ว หมอขวัญก็จะเริ่มประกอบพิธีฮ้องขวัญ ถ้อยคำและสำนวนโวหารเป็นแบบพื้นบ้านใช้เวลาประมาณ ๕๐ นาที ในขณะที่หมอขวัญกำลังทำพิธีใกล้จบจะมีการเสี่ยงทาย เพื่อดูว่าขวัญของผู้ป่วยกลับคืนมาแล้วหรือยัง โดยหยิบข้าวสารจากในถ้วยขึ้นมานับ ถ้าหากหยิบครั้งแรกได้จำนวนเป็นคู่ ครั้งที่สองได้จำนวนคี่และหยิบได้จำนวนคู่อีกในครั้งที่สามแสดงว่าขวัญผู้ป่วยกลับมาแล้ว แต่ถ้าหยิบได้จำนวนคี่-คี หรือคู่-คู่ ติดกันแสดงว่าขวัญยังไม่มา หมอขวัญก็จะทำพิธีเรียกขวัญต่อไปอีก แล้วเสี่ยงทายใหม่จนกว่าจะหยิบข้าวสารได้จำนวนคู่สลับคี่และหยิบจำนวนคู่อีกครั้งหนึ่ง ก็ถือว่าขวัญกลับมาแล้วเป็นเสร็จพิธี หลังจากเสร็จพิธีแล้ว ก็จะนำปลาปิ้ง ไข่ต้ม และไก่ต้ม มาให้ผู้ป่วยรับประทาน
การเรียกขวัญอีกอย่างหนึ่งที่ไม่มีพิธีการ คือเวลาลูกหลานตกใจร้องไห้หรือหกล้ม ผู้ใหญ่ก็จะอุ้มแล้วใช้มือลูบหัวและหลัง แล้วกล่าวปลอบใจว่า "ขวัญมาๆ ขวัญมาอยู่กับเนื้อกับตัว" ซึ่งนิยมปฏิบัติกันมาเป็นประจำการฮ้องขวัญเป็นประเพณีพื้นบ้านที่มีผลทางด้านจิตใจเป็นการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจแก่บุคคลที่เสียขวัญให้มีสภาพจิตใจที่ดีขึ้น อีกอย่างหนึ่งเมื่อคนป่วยที่เพิ่งฟื้นจากไข้เริ่มรับประทานอาหารที่ดีมีคุณภาพ ก็จะช่วยให้สุขภาพแข็งแรงจนหายเป็นปกติได้ในที่สุด
ส่งเคราะห์
การส่งเคราะห์เป็นพิธีกรรมพื้นบ้านของไทลื้อที่คล้ายกับของภาคเหนือของไทย การส่งเคราะห์เป็นการส่งสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ออกไปจากผู้มีเคราะห์หรือผู้ประสบเคราะห์กรรมดต่างๆ เพื่อให้อยู่สุขสบายปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บและอันตรายทั้งปวง อีกทั้งเป็นการเสริมแรงใจให้แก่ผู้ประสบเคราะห์กรรมอีกด้วย การประกอบพิธีกรรมส่งเคราะห์จะกระทำเมื่อมีเหตุ ๒ ประการ คือประการแรก ส่งเคราะห์ตามราศี ตามวันเดือนปีเกิด ตามโชคชะตาที่หมอดูหรือผู้รู้ได้ทำนายทักไว้ว่า ปีใดคนเกิดวันไหนจะมีเคราะห์ โดยการกำหนดจากการถือฤกษ์ตามวันสงกรานต์ เช่น ปีใดวันสงกรานต์ตรงกับวันอาทิตย์ผู้ที่เกิดวันพุธจะต้องเข้าพิธีส่งเคราะห์ เพื่อจะได้อยู่สุขสบายปราศจากเคราะห์ภัยอันตรายต่างๆ ตลอดปี ประการที่สอง ทำพิธีส่งเคราะห์เมื่อประสบภัยพิบัติต่างๆ เช่น ประสบอุบัติเหตุ ทำให้เจ็บป่วย ก็จะทำการส่งเคราะห์เพื่อให้พ้นจากภัยพิบัติทั้งปวง
การเตรียมทำพิธีส่งเคราะห์นั้น เริ่มตั้งแต่เตรียมทำสะทวง (กระทง) โดยนำกาบกล้วยมาพับเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างยาวราว ๑ ศอก ใช้ไม้ไผ่เล็ก ๆ เสียบเป็นแนวขวางปูทับด้วยใบตอง แบ่งออกเป็นห้องหรือช่องจำนวน ๙ ห้อง แต่ละห้องจะใส่สิ่งของลงไปให้ครบ จำนวนเท่าๆ กัน อย่างละ ๘ ชิ้นเรียกว่า เครื่องแปด ได้แก่ แกงส้ม แกงหวาน ป้าว (มะพร้าว) ตาล (น้ำตาล) กล้วย อ้อย หมาก พลู บุหรี่ ข้าวจี่ (ข้าวเหนียวปิ้ง) ใส่เกลือข้างใน ๑ เม็ด ข้าวตอก ดอกไม้ธูปเทียน ตรงมุมทั้ง ๔ ของสะทวงให้ปักด้วยธง ๖ สี คือ ดำ แดง ขาว เหลือง เขียว น้ำเงิน หรือคราม บางครั้งใช้สีขาวแทนทั้งหมด เพราะมีความเชื่อว่าสีขาวจะทำให้ปราศจากเคราะห์
ขึ้นตั้งหรือขันยกครู สำหรับหมอผู้ประกอบพิธี ประกอบด้วย ดอกไม้ ๔ ดอก เทียน ๔ เล่ม เงินค่ายกครู ๑ บี้ หรือ ๑๒ บาท
ขั้นตอนของการประกอบพิธี พิธีจะเริ่มโดยหมอผู้ประกอบพิธีทำพิธียกครู โดยหันหน้าไปทิศตะวันออกแล้วกล่าวคำยกครู เสร็จแล้วก็ประกอบพิธีส่งเคราะห์ โดยให้ผู้เข้าพิธีนั่งลงแล้ววางสะดวงไว้ตรงหน้า ส่วนขันน้ำมนด์วางไว้ที่หน้าหมอผู้ประกอบพิธีซึ่งนั่งอยู่ด้านหลังผู้เข้าพิธี เมื่อพร้อมแล้วก็จะเริ่มกล่าวสรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ และพระพรหม จากนั้นก็ร่ายคาถาสำหรับปัดเคราะห์ให้ออกจากร่างกายของผู้เข้าในพิธี จบแล้ว หมอพิธีก็จะเก็บเอาเครื่องยกครูใส่ย่ามส่วนตัว ส่วนสะทวงให้นำไปทิ้งไว้นอกหมู่บ้านเป็นเสร็จพิธี
การส่งเคราะห์เป็นฮีดของลื้อที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาเพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจเป็นการบำรุงขวัญและให้กำลังใจแก่ผู้ที่ประสบเคราะห์กรรมให้หายจากความวิตกกังวล ทำให้มีความเชื่อมั่นในตนเองมากยิ่งขึ้น ในการประกอบอาชีพการงาน และพร้อมที่จะต่อสู้กับอุปสรรคและภัยอันตรายในภายภาคหน้า
ปูชาเทียน (อ่าน "ปู่จาเตียน")
การปูชาเทียน หรือ บูชาเทียน เป็นประเพณีการสะเดาะเคราะห์อีกแบบหนึ่งของชาวไทลื้อ เพื่อบูชาหลีกเคราะห์ภัยต่างๆ ที่มีมาถึงตนเองและครอบครัวรวมทั้งญาติพี่น้อง นิยมประกอบพิธีในวันเข้าพรรษา ออกพรรษา และเทศกาลสงกรานต์แต่ในวันอื่น ๆ ก็สามารถทำได้ตลอดทั้งปี บางคนทำพิธีเพื่อความมีโชคลาภ ส่วนบางคนก็ทำเพื่อแผ่เมตตามหานิยม
เทียนที่ใช้บูชาใช้เทียนไข หรือเทียนขี้ผึ้งธรรมดา ผู้ประกอบพิธี ได้แก่ พระสงฆ์ สามเณร ปู่อาจารย์ หรือผู้ที่เคยบวชเรียนมาแล้ว เขียนคาถาเป็นอักขระพื้นเมืองซึ่งเป็นอักษรล้านนาบนเทียนไข วิธีเขียนทำได้ ๓ แบบ คือ บูชาเพื่อหลีกเคราะห์ บูชาเพื่อรับโชค และบูชาสืบชะตา
ปูชาเข้าหลีกเคราะห์
การปูชาเข้าหลีกเคราะห์ หรือ บูชาข้าวหลีกเคราะห์เป็นการประกอบพิธีเพื่อยืดเอาพระรัตนตรัยเป็นสรณะ มีวัตถุประสงค์เพื่อสะเดาะเคราะห์ไว้ล่วงหน้าให้แก่ตนเองและสมาชิกในครอบครัว นิยมประกอบพิธีกันในเทศกาลสงกรานต์เข้าพรรษา หรือออกพรรษา โดยยึดถือเป็นประเพณีที่ปฏิบัติติดต่อกันมานานแล้ว เป็นการเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลแก่ครอบครัว โดยเชื่อว่าจะปราศจากเคราะห์และภัยอันตรายทั้งปวง
สิ่งของที่ใช้ประกอบพิธีมีกระทงซึ่งเรียกว่า ควัก (กระทงเล็ก ๆ) บรรจุใบขนุน ใบดอกแก้ว ใบคำ กล้วย อ้อย มะพร้าวน้ำตาล เทียนไข หมาก พลู บุหรี่ เมี่ยง ช่อ (ธงสามเหลี่ยมเล็ก ๆ ทำด้วยกระดาษ) ข้าวเหนียวนึ่งปั้นเป็นก้อนให้ครบจำนวนของสมาชิกในครอบครัว ประทีส (ประทีป) (ใช้ด้าย ๕ เส้นรวมกันไว้สำหรับจุดไฟขณะทำพิธี) สีสายยาว (ใช้ด้าย ๕ เส้นแต่ยาวกว่าประทีป) และเสื้อผ้าของสมาชิกในครอบครัวทุกคน
การจัดเตรียมสิ่งของ จะดำเนินการล่วงหน้า ๑ วัน เรียกว่าวันดา จะจัดเตรียมทำควักสำหรับใส่สิ่งของและจัดหาสิ่งของที่จะใช้ประกอบในพิธีให้พร้อม และทำควักอีกอันหนึ่งใส่ข้าว ๑ ก้อน กล้วย ๑ ใบเรียกว่า "ใส่เข้าปั้นกล้วยหน่วย" สำหรับบูชาพระแม่ธรณี โดยนำไปวางไว้ที่ประตูรั้วหน้าบ้าน ส่วนเสื้อผ้าของสมาชิกในครอบครัวบรรจุใส่กระบุงเตรียมไว้
ขั้นตอนการประกอบพิธีที่วัด การประกอบพิธีกระทำในตอนเช้า เมื่อชาวบ้านมาพร้อมกันที่ศาลาวัดหรือในวิหารพระสงฆ์จะสวดมนต์รับศีลเสร็จแล้วก็จะเริ่มกล่าวคำบูชาข้าวหลีกเคราะห์ ในขณะเดียวกันชาวบ้านก็จะทำพิธีจุดไฟเผาประทีส คือด้ายสีขาวที่เตรียมมาและจุดเทียน มีชาวบ้านบางส่วนนำประทีปและเทียนไปจุดข้างวิหารหรือข้างกำแพงวัดเมื่อพระกล่าวคำปูชาข้าวหลีกเคราะห์จบแล้ว ผู้ประกอบพิธีก็จะคว่ำกระบุงที่บรรจุเสื้อผ้ากลับด้านล่างเป็นด้านบน แล้วสลัดเพื่อเป็นการไล่เคราะห์ใส่ในควักเครื่องเซ่นบูชา จากนั้นก็จะนำควักไปถวายพระพุทธรูปในวิหารแล้วนำกลับลงมาที่ศาลา เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ก็จะนำควักข้าวหลีกเคราะห์ไปทิ้งไว้ข้างนอกวัด
เก็บขวันเข้า
พิธีเก็บขวันเข้า หรือ เก็บขวัญข้าว เป็นประเพณีของชาวนาที่ประกอบพิธีภายหลังฤดูเก็บเกี่ยว เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ยุ้งฉางและครอบครัว โดยมีความเชื่อว่า เมื่อได้ทำพิธีเก็บขวัญข้าวแล้ว "กิ่นอิ่มดีก จ๊กอ่มลง" หมายถึง กินไม่สิ้นเปลือง
พอถึงฤดูเก็บเกี่ยว ชาวนาจะหาฤกษ์ยามจากอาจารย์ประจำหมู่บ้าน เพื่อหาวันที่เหมาะสมสำหรับการเก็บเกี่ยว ตามตำราแบ่งวันออกเป็น ๒ ประการ คือวันจมกับวันฟู ยืดตามจันทรคติข้างขึ้น ข้างแรมเป็นหลัก วันจมเป็นวันไม่ดี เชื่อกันว่าหากทำสิ่งใดมีแต่จะล่มจม ส่วนวันฟูเป็นวันดีประกอบการงานสิ่งใดจะเจริญรุ่งเรืองและก้าวหน้า เมื่อได้ฤกษ์ดีแล้วชาวนาจะลงมือเกี่ยวข้าว เมื่อนำข้าวไปเก็บที่ยุ้งฉางเรียบร้อยแล้วก็จะทำพิธีเก็บขวัญข้าว ถ้าหากมีนาอยู่หลายแห่งจะประกอบพิธี ณ ทุ่งที่เสร็จจากการเก็บเกี่ยวหลังสุด
สิ่งของที่ใช้ประกอบพิธีมี กระบุง สวิง บายศรีปากชาม ๑ ชุด ดอกไม้ ๑ คู่ ธูปเทียน ๒ คู่ ไข่ต้ม ๑ ฟอง ตาแหลว (เฉลว) ๑ อัน เพื่อนำไปประกอบพิธีที่ลานนวดข้าวผู้ประกอบ พิธีส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้หญิง
การประกอบพิธี เริ่มต้นด้วยการใช้มือซ้ายจับมัดข้าวใส่กระบุง มือขวาจับพัด ที่เรียกว่า "กำ" พัดโบกเข้าไปในกระบุงครั้ง พร้อมกับกล่าวเชิญขวัญข้าวว่า "มาเนอขวันเข้า มาอยู่ในเล้าในเย ช้างจักย่ำโห โงจักย่ำเกล้า ซื้อมาอยู่เล้าอยู่เย" (มาเถิดขวัญข้าว มาอยู่ในยุ้งในฉาง ช้างจะเหยียบหัว วัวจะเหยียบเกล้า ให้มาอยู่ในยุ้งในฉาง) ในขณะทำการเก็บขวัญข้าวก็จะเรียกขวัญเดินไปเดินมาทำพิธีวนไปเรื่อยๆ รอบลานนวดข้าวใช้สวิงตักขวัญข้าวและรวงข้าวที่ยังตกหล่นอยู่ในกระบุงเสร็จแล้วนำไปยังยุ้งข้าว เลือกมุมใดมุมหนึ่งของยุ้งฉาง โดยให้สูงพอสมควร นำกระบุงขวัญข้าววางลงพร้อมกับพูดว่า "กิ้นอย่าไปตก จ๊กอย่าไปลง หื้อหมั้นเหมือนบ่าหินก้อนหนา บ่าผาก้อนใหญ่" (กินอย่าให้สิ้นเปลือง ให้มั่นคงเหมือนกับหินผา) แล้วเอาสวิงวางลงไว้ใกล้ๆ เป็นเสร็จพิธี
สู่ขวันควาย
สู่ขวันควาย หรือ สู่ขวัญควาย เป็นประเพณีที่เดือนใจให้คนเราสำนึกถึงบุญคุณของสัตว์ที่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลแก่มนุษย์โดยเฉพาะควายที่ได้ให้แรงงานไถนาเพื่อพลิกแผ่นดินให้คนได้ปลูกข้าวในขณะที่ไถคราดนั้นบางครั้งได้ดุด่าเฆื่ยนตีดังนั้นเมื่อสิ้นฤดูกาลไถคราดจึงมีการประกอบพิธีสู่ขวัญควาย
สิ่งที่ใช้ประกอบในพิธีมี ไก่ต้มตัวเมีย ๒ ตัว ข้าวกล้า ๑ มัด ด้ายสายสิญจน์นำมาทบกัน ๗ เส้น สวยดอกไม้ (กรวย) ๑ คู่ แอกควาย ๑ อัน
เมื่อจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบในพิธีเรียบร้อยแล้ว เจ้าของจะนำควายไปอาบน้ำทำความสะอาด แล้วนำมาเข้าสู่พิธีใช้ด้ายสายสิญจน์ผูกกรวยดอกไม้ติดเขาทั้งสองข้างส่วนไก่ต้มบรรจุในถาดวางไว้ใกล้ๆ ควาย เริ่มต้นพิธีโดยหมอทำขวัญกล่าวพรรณนาถึงบุญคุณของควายและการใช้งานไถคราดพลิกแผ่นดินให้ได้เพาะปลูก จากนั้นก็ขออโหสิกรรมที่ได้ล่วงเกินดุด่าเมี่ยนตี ในระหว่างฤดูกาลทำนา เมื่อกล่าวจบแล้วก็จะเอาแอกขึ้นใส่คอควายแล้วทำพิธีปลดแอก โดยกล่าวว่า "ปลดจากแอก แยกจากไถ ฝนตกจะไปฝันเห็นกล้าฟ้าฮ้องจะไปฝันใส่นา ปล่อยกินหญ้าอ่อนน้ำใส" เสร็จแล้วเอาหางกล้าและหญ้าอ่อนที่เตรียมไว้ให้ควายกินเป็นเสร็จพิธี
แฮกนา
การแฮกนา คือการแรกนา ของชาวบ้านแบ่งออกเป็น ๒ ระยะ คือ แฮกนาตอนหว่านกล้าและแฮกนาวันปลูกนา (ดำนา) ประเพณีแฮกนาชาวลื้อเชื่อว่าเป็นการประกอบพิธีเพื่อกราบไหว้พระแม่ธรณีรวมทั้งเจ้าที่เจ้าทาง เพื่อขออนุญาตพลิกแผ่นดินทำกิน
การแฮกนาหว่านกล้า ก่อนประกอบพิธีจะต้องไปขอคำปรึกษาจากอาจารย์ซึ่งเป็นผู้รู้ประจำหมู่บ้าน เพื่อดูฤูกษ์วันให้เป็นมงคลเสียก่อน ในตำราระบุว่าบุคคลใดก็ตามจะไถนาให้ดูการหันหัวของนาค เวลาไถให้เริ่มจากทิศหัวนาคไปยังทิศหางนาค ไม่ย้อนจากทางหางไปสู่หัวนาค เพราะมีความเชื่อว่าเป็นการย้อนทวนเกล็ดนาค ทำให้เปลืองเสื้อผ้าที่สวมใส่และอุปกรณ์การไถ
การแฮกนาตอนปลูกนั้น ในการประกอบพิธีใช้ข้าวเหนียว ๑ ก้อน กล้วย ๑ ผล เรียกว่า "เข้าปั้นกล้วยหน่วย" เพื่อไหว้บอกกล่าวพระแม่ธรณี
ขณะเริ่มปักดำข้าวกล้ากอแรกให้พูดว่า พุทธ์ สรณ์คจุฉามิ กอที่สองว่า ธมม สรณ์ คจุฉามิ กอที่สามพูดว่าสงฆ์ สรณ์ คจุฉามิ แล้วปักดำไปเรื่อยๆ โดยกล่าว ไตรสรณาคมน์ไปจนจบเรียกว่า "สรณาคมน์เก้าบั้ง" เป็นเสร็จพิธี
ทานข้าวใหม่และกินข้าวใหม่
การทานข้าวใหม่และกินข้าวใหม่เป็นประเพณีที่ชาวไทลื้อปฏิบัติสืบต่อกันมานานแล้ว กล่าวคือเมื่อเก็บเกี่ยวข้าวมาไว้ในยุ้งฉางแล้ว ก่อนจะนำข้าวไปตำหรือนำไปสีต้องหาฤกษ์ยามมื้อจันวันดี โดยดูจากตำราซึ่งจารึกลงบนแผ่นไม้ขนาดกว้างราว ๔ นิ้ว ยาวราว ๑ ศอก เรียกว่า "ปักกะทืน" ซึ่งจะมีไว้ประจำที่ยุ่งข้าว
การทานข้าวใหม่จะเริ่มในตอนเช้า โดยนึ่งข้าวเหนียวใหม่พร้อมทั้งทำอาหารไปทำบุญที่วัด เพื่ออุทิศส่วนกุศลของการกินข้าวใหม่ไปยังบุพการีผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว และเป็นการนำข้าวใหม่ไปถวายพระด้วย ภายหลังกลับจากการทำบุญที่วัดก็จะนำข้าวใหม่และอาหารไปให้บุพการีที่ยังมีชีวิตอยู่รับประทานก่อน ได้แก่ ปู่ ย่า ตา ยาย และพ่อแม่ เมื่อรับประทานเสร็จแล้วก็จะให้พรแก่ลูกหลาน เช่น กล่าวว่า "กิ้นอิ่มไปหื้อตกจกอื่มไปหื้อลง หื้อกิ๋นหมั้นกิ๋นยืน กิ๋นยาว" หมายถึง กินอย่าให้สิ้นเปลือง ให้กินไปได้นานๆ
ปกเฮิน
ปกเฮิน เป็นประเพณีการปลูกบ้านของชาวไทลื้อที่แสดงให้เห็นถึงความสมัครสมาน สามัคคีช่วยเหลือซึ่งกันและกันของเพื่อนบ้านใกล้เคียงและญาติมิตร ก่อนทำพิธีเจ้าของบ้านจะไปบอกกล่าวญาติมิตรและเพื่อนบ้านมาช่วยเหลือดังนั้นเมื่อถึงวันปกเฮินทุกคนจะหยุดภาระกิจการงานประจำของตน ไปช่วยยกเสาเรือน รวมทั้งปลูกสร้างบ้านจนแล้วเสร็จซึ่งจะใช้เวลา ๒-๓ วัน
ลักษณะทั่วไปของเรือนพักอาศัย เป็นเรือนใต้ถุนสูงสร้างด้วยไม้ไผ่หรือไม้จิง เสาทุกต้นจะเจาะรู เพื่อสอดรองรับกระดานพื้นเรือน เสาเรือนดั้งอยู่บนแผ่นหิน ซึ่งวางรับไว้บนพื้นดิน ไม่นิยมฝังดิน เพื่อป้องกันปลวก ตัวเรือนมีห้องโล่งขนาดใหญ่ ๑ ห้อง ภายในห้องแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือส่วนครัวไฟ รับประทานอาหารและรับแขก กับส่วนที่ใช้สำหรับหลับนอน โดยมีฝากั้นเป็นแนวแบ่งเขต ประตูห้องนอนจะใช้ผ้ากั้ง(ผ้าม่าน) ปิดแทนประตู นิยมใช้มุ่งสีดำ ซึ่งเย็บขลิบขอบด้านบนด้วยผ้าแพรจีนหรือผ้าสีแดง บริเวณที่นอนเป็นเขตหวงห้ามมี "แป้นท่อง" วางเป็นแนวยาวแบ่งเขตไว้ จะเข้าได้เฉพาะบุคคลในครอบครัวเท่านั้น บุคคลภายนอกจะก้าวล้ำเขตเข้าไปไม่ได้เพราะถือว่า ผิดผีเรือน ส่วนข้างนอกมีที่สำหรับพักผ่อนเรียกว่า "เดิ่น" อยู่ทางทิศใต้ของห้องนอน เรือนไทลื้อ นิยมสร้างหันหน้าจั่วไปแนวทิศเหนือ-ใต้ อกไก่ยกสูงทำให้แปเรือนและหลังคาลาดชันกว่าเรือนของชนเผ่าอื่น มีช่องหน้าต่างเล็ก ๆ ๑-๒ ช่องเรียกว่า "ป๋องเยี่ยม" หรือไม่มีหน้าต่างเลยเพื่อป้องกันอากาศหนาวทำให้ภายในตัวเรือนมืด มีเตาไฟอยู่ในเรือนเพื่อประกอบอาหารและให้ความอบอุ่น บันไดขึ้นทางทิศตะวันออกทอดไปทางตะวันตก แปเรือนด้านหน้าจะงุ้มลงหลังคาบ้านคลุมบันไดทั้งหมด มุงด้วยหญ้าคา มีชานบ้านไว้สำหรับตากสิ่งของและใช้งานอเนกประสงค์อื่นๆ มีร้านน้ำอยู่ด้านหน้า หรือด้านข้างตัวเรือน
ยุ้งข้าวแบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ คือ เสวียน และ เยเข้า (เยียเข้า-ยั้งข้าว) เสวียนเป็นภาชนะใส่ข้าวเปลือกสานด้วยไม้ไผ่เป็นรูปทรงกระบอก ด้านนอกทาด้วยมูลวัว ควายผสมกับดินเหนียว เพื่อป้องกันแมลงและความชื้น ตั้งไว้บนยกร้านมีหลังคาคลุมไว้ติดกับตัวบ้านด้านหลังหรือข้างบ้าน ส่วนเยเข้าหรือยุ้งข้าวนิยมทำเป็นเรือนไม้จิงหรือทำด้วยฟากยกใต้ถุนสูง มีระเบียงรอบสำหรับวางหรือเก็บสิ่งของต่าง ๆ ทำหลังคาหน้าจั่วแยกออกจากตัวเรือน
ขึ้นเฮินใหม่
ขึ้นเฮินใหม่ หรือ งานขึ้นบ้านใหม่ เป็นประเพณีขึ้นบ้านใหม่ของไทลื้อ จากคำบอกเล่าของท้าวจันดา อายุ ๕๔ ปี ช่างฝีมือแกะสลักไทลื้อบ้านผานม แขวงหลวงพระบางเล่าว่าเมื่อสร้างบ้านเสร็จแล้ว ผู้เฒ่ผู้แก่จะจัดเครียมสิ่งของเครื่องใช้ในบ้านเพื่อใช้ในพิธีขึ้นเฮินใหม่ มี แห ยอ ข่ายดักปลา ข้าวสารหวดนึ่งข้าว หม้อนึ่ง ครก เครื่องนอน ก่อนขึ้นบ้านใหม่มีการทำพิธีการบูชาเทวดา ผู้เฒ่าผู้แก่ส่วนหนึ่งจะขึ้นไปคอยอยู่บนบ้านโดยผู้ที่อยู่บนบ้านจะถามว่า "สูเจ้าทั้งหลาย มีแห มีมองมานั่งกันอยู่ที่นี่มาแต่ไหนมาแต่ก๋วงแต่ไก๋บ่" แล้วจะมีผู้ตอบรับจากข้างล่างว่า "ผู้ข้าทั้งหลายหาที่อยู่ที่กินบได้ท่อยู่ เฮินหลังนี้ขอมาอยู่กินดองเป็นคนฮั่งคนมี" คนบนเรือนก็จะตอบว่า "...มาอยู่ก็ได้เฮินหลังนี้บ่มีเจ้าของฮักษาเต่อ" หลังจากนั้นก็จะช่วยกันนำสิ่งของขึ้นไปบนบ้าน แล้วเลี้ยงอาหารแขกผู้มาร่วมงานเป็นอันเสร็จพิธี ประเพณีขึ้นเฮินใหม่นิยมให้ช่างขับมาขับลื้อ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่เจ้าของบ้านและเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินของแขกที่มาร่วมงาน
การแต่งกาย
ในสมัยก่อนผู้ชายลื้อนิยมไว้ผมยาวเกล้าผม สักหมึกที่แขน ขาถึงเอว เจาะหู และย้อมฟันให้เป็นสีดำ ในยามปกติจะสวมใส่กางเกงสะดอและเสื้อที่ย้อมด้วยต้นห้อมหรือน้ำนิลสีดำ คาดศีรษะด้วยผ้าโพกสีขาว แต่ในเวลามีงานเทศกาลหรืองานบุญจะสวมเสื้อผ้าที่ปักด้วยด้ายสีต่างๆ เพื่อตกแต่งให้สวยงาม สำหรับหญิงชาวลื้อในเวลาปกติจะสวมผ้าซิ่นที่ทอเป็นลายขวางสลับสีดำแดงเรียกว่า "ชิ่นแสง" ต่อหัวชิ่นและตีนซิ่นเป็นแถบสีดำ สวมเสื้อรัดรูปเอวสั้น ผ่าอกแล้วป้ายไปกลัดติดกระดุมไว้ด้านข้างเรียกว่า "เสื้อปัด" สำหรับงานบุญหรือเทศกาลจะสวมใส่ผ้าซิ่นที่ทอขึ้นเองเป็นพิเศษ ซิ่นลื้อแบ่งออกเป็น ๓ ตอน คือหัวซิ่น ตัวซิ่นและตีนซิ่น ส่วนลวดลายจะทำไว้ตอนกลางตัวซิ่น เช่น ลายเกาะ ลายจก ลายขิด มีสีสันลวดลายสวยงามแตกต่างกันไปตามฝีมือของผู้ทอแต่ละคนที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษ เกล้าผมแล้วขมวดปลายผมให้เป็นวงกลมตั้งไว้บนผมที่เกล้าเรียกว่า "เกล้าผมว้อง" ปักปิ่นไว้บนเกล้าผม คาดศีรษะด้วยผ้าโพกสีขาว นิยมสวมใส่เครื่องประดับที่ทำด้วยเงิน เช่น ปลอกคอ กำไลข้อมือ กำไลข้อเท้าคุ้มหู นิยมย้อมฟันให้เป็นสีดำ กล่าวกันว่าคู่บ่าวสาวที่จะเข้าสู่พิธีแต่งดองจะย้อมเขี้ยวให้ซึ่งกันและกัน เพื่อเป็นที่ระลึกในชีวิตของคู่สมรส
อย่างไรก็ดี บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ ได้เขียนถึงลื้อตามเมืองต่าง ๆ ๕ แห่ง คือ ลื้อแจ้ง ลื้อน้ำอู ลื้อเชียงรุ่ง ลื้อห้วยเม็งและลื้อเชียงคำ ตามที่ประสบมาอย่างละเอียด ดังนี้
(เนื่องจากประเพณีพิธีกรรมของชาวไทลื้อกับชาวล้านนาใกล้เคียงกันมาก โปรดดูประกอบในชื่อต่าง ๆ เช่น ปกเรือนขึ้นเรือนใหม่ เยียะนา สู่ขวัน ฯลฯ)
ประชัน รักพงษ์