พระสิงห์วรมหาวิหาร, วัด
วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร หรือเรียกสั้นๆ ว่าวัดพระสิงห์นับเป็นพระอารามที่เก่าแก่และมีความสำคัญอีกแห่งหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ ตั้งอยู่เลขที่ ๒ ถนนสามล้าน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๒๕ ไร่ ๒ งาน ๑๕ ตารางวา ปัจจุบันสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย
ตำนานมูลสาสนา และชินกาลมาลีปกรณ์กล่าวว่า พระญาผายู กษัตริย์ราชวงศ์มังรายอันดับที่ ๕ ครองราชย์ระหว่างพ.ศ.๑๘๗๙-๑๘๙๘ เป็นผู้สร้างวัดนี้ขึ้น ในปี พ.ศ.๑๘๘๗ พร้อมกับตั้งชื่อวัดว่า "วัดลีเชียงพระ" ซึ่งแปลว่า วัดตลาดเมือง เนื่องจากวัดนั้นอยู่ใกล้ตลาดลีเซียง
เหตุการณ์ในตอนนี้ปรากฏในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ดังนี้ คือ "เสนาอำมาจจ์ทั้งหลายค็เอาคราบพระญามาไว้ยังเชียงแสน ท่านกุฎมพีกงั่วหงบังเกิดโสกทุกข์มากนักแล เสนาอำมาจจ์ทังหลายกับท่านกุฏมพีก จิ่งใช้หื้อมาบอกขร่าวสารอันเจ้าพระญาฅำฟูตายแก่เจ้าพ่อท้าวผายูตนเปนลูกยังเชียงใหม่เมื่อนั้น เจ้าพ่อท้าวผายูค็หื้ออลูกตน เจ้าพ่อท้าวคือนาอยู่รักษาเวียงเชียงใหม่ ส่วนตนเจ้าพระญาผายูค์ไพส่งสการเจ้าพระญาฅำฟูพ่อตนยังเมืองเชียงแสนได้เดือนปลาย ๑๕ วัน บอรมวณแล้ว เจ้าค็เอาดูกพ่อตนมาจุไว้ยังเชียงใหม่พายประดูสวนดอกหื้อก่อเจติยะกวมไว้ในที่นั้น แล้วค็หื้อส้างอารามหื้อเจ้าชาวเจ้าทังหลายได้อยู่ เมื่อนั้น ฅนทังหลายเข้าลียังหันอารามที่นั้นลวดปรากฏว่าลีเชียงพระ เมื่อพายลูนเอาพระพุทธสิหิงค์เจ้ามาอยู่ในอารามที่นั้น จิ่งปรากฏชื่อว่า วัดพระสิงห์ มาต่อเท้าบัดนี้" อนึ่ง พระญาผายูได้โปรดให้อาราธนาพระสงฆ์นามว่า "พระมหาอัคญะจุฬเถระ" และศิษย์อีก ๑๐ รูป จากเมืองหริภุญชัยให้มาจำพรรษาที่วัดพระสิงห์อีกด้วย
ต่อมา เมื่อถึงสมัยของพระญาแสนเมืองมา กษัตริย์ลำดับที่ ๗ แห่งราชวงศ์มังราย ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.๑๙๒๘-๑๙๔๔ พระองค์ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานที่วัดนี้และเรียกชื่อวัดเสียใหม่ว่า "วัดพระสิงห์" ตามชื่อของพระพุทธรูป
ในพงศาวดารโยนก ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงเหตุการณ์ตอนนี้ว่า ท้าวมหาพรหมซึ่งเป็นพระอนุชาของพระญาแสนเมืองมาไม่พอพระทัยที่พระองค์ได้ขึ้นครองเมืองเชียงใหม่ จึงยกกองทัพมาหมายจะยึดเมืองแต่ก็พ่ายแพ้แก่พระญาแสนเมืองมา ท้าวมหาพรหมจึงหนีไปอยู่ที่เมืองกำแพงเพชรชั่วคราว ภายหลังพระองค์ได้นำพระพุทธสิหิงค์มาถวายแด่พระญาแสนเมืองมา ซึ่งพระญาแสนเมืองมาก็มิได้ผูกพยาบาท รับเอาพระพุทธสิหิงค์ไว้และนำไปประดิษฐานที่วัดลีเชียงพระ และเปลี่ยนชื่อวัดตามชื่อพระพุทธรูปดังกล่าว
อนึ่ง มีหลักฐานเพิ่มเติมว่าในสมัยของพระเมืองแก้วกษัตริย์ลำดับที่ ๑๑ ในราชวงศ์มังราย ผู้ครองเมืองเชียงใหม่ระหว่างปี พ.ศ.๒๐๓๘-๒๐๖๘ พระองค์ได้บูรณะวัดพระสิงห์โดยการสร้างวิหารการเปรียญ กุฏิสงฆ์และกู่ลายขึ้น ครั้นถึงสมัยของพระเมกุฏวิสุทธิวงศ์ กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์มังราย ก่อนที่จะเสียเอกราชให้แก่พม่าในปี พ.ศ.๒๑๐๑ มีการค้นพบข้อความว่าพระเมกุฏฯ ได้อาราธนาสมเด็จเจ้าศรีนันทะแห่งวัดพระสิงห์ พระมหาสังฆราชวัดไชยพระเกียรติและพระรัตปัญญา วัดแม่กิ ออกถวายการต้อนรับพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง และหลังจากนี้ เชียงใหม่ก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของพม่าถึงสองร้อยกว่าปี
เมื่อพระญากาวิละได้เข้าทำการกอบกู้เมืองเชียงใหม่ได้สำเร็จในปี พ.ศ.๒๓๑๗ วัดพระสิงห์ก็ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์เรื่อยมา คือในปี พ.ศ.๒๓๖๐ พระญาธัมมลังกาหรือเจ้าช้างเผือก อนุชาของพระเจ้ากาวิละเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ลำดับที่ ๒ แห่งราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน โปรดให้บูรณะพระอุโบสถและพระเจดีย์ขึ้น ดังปรากฏในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ว่า "อยู่มาในสกราช ๑๑๗๙ นั้นองค์พระเปนเจ้ามหาเสตหัตถิสุวัณณปทุมาเจ้าช้างเผือกดอกบัวฅำ มีพระราชเจตนาบุญญาภิสังขาร... พระเปนเจ้ามีอาชญาปล่าวเตือนเจ้านายลูกหลานเสนาอามาจจ์ไพร่ราษฎอรทังหลาย ตัดฟันยังไม้เสาขื่อแปเครื่อง พร้อมแล้ว เถิงเดือน ๖ ออก ๑๓ ค่ำ เมงวัน ๕ ไทร้วงไส้ ยามตูดเช้า ลคนาเถิงมีนอาโปราสี ค็ปกวิหารหลวงจอมทองยามนั้น ยกมัณฑัปปะหออินทขีล แลแรกก่อเจติยธาตุเจ้ายังวัดพระสิงห์ตั้งกลางโรงอุโบสถภิกขุนี ค็วันเดียวยามเดียวนั้น" และในปีต่อมา ทรงโปรดให้บรรจุพระบรมธาตุในเจดีย์ของวัดพระสิงห์ซึ่งสร้างขึ้นใหม่นั้น ดังข้อความที่ปรากฏในเรื่องเดียวกันว่า "เถิงสกราช ๑๑๘๐ ปลีเปิกยี พระเปนเจ้าค็เอาพระชินธาตุเข้าประจุในเจติยะส้างใหม่ที่วัดพระสิงห์ในวัน ๕ เดือน ๘ ออก ๑๐ ค่ำ..."
ต่อมาในปีศักราช ๑๑๘๒ (พ.ศ.๒๓๖๓) พระญาธัมมลังกา เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ลำดับที่ ๒ แห่งราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน ได้โปรดให้สร้างพระพุทธรูปองค์หนึ่งขึ้น เพื่อประดิษฐานที่วิหารวัดพระสิงห์ ดังข้อความในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ว่า "ในสกราช ๑๑๘๒ ตัวปลีกดสี สกราชเดียวนี้พระเปนเจ้าส้างพระพุทธรูปเจ้าองค์หลวงในวิหารวัดพระสิงห์แรกก่อเดือน ๑๒ เพง เมงวัน ๕ ไทเปิกเส็ด หั้นแล"
ครั้นถึงสมัยของพระญาฅำฝั้น เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ลำดับที่ ๓ แห่งราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน (พ.ศ.๒๓๖๖-๒๓๖๘) ทรงโปรดให้บูรณะกู่ลายซึ่งพระเมืองแก้วทรงสร้างเอาไว้โดยให้ช่างขุดตกแต่งกู่ขึ้นใหม่ ซึ่งในครั้งนั้น มีการค้นพบโบราณวัตถุล้ำค่าจำนวนมาก เช่น ทหีบทองคำบรรจุพระพุทธรูปเงิน พระพุทธรูปทองคำ พระพุทธรูปทองแดง แก้วอันมีค่าและออมทองคำ เป็นต้น จากนั้น ในสมัยของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ (พ.ศ.๒๔๑๖-๒๔๓๙) มีการซ่อมแซมวิหารลายคำ และในสมัยของเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ (พ.ศ.๒๔๔๔-๒๔๕๒) มีการบูรณปฏิสังขรณ์วิหารหลวงขึ้นอีกครั้งหนึ่งใน พ.ศ.๒๔๔๙ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๖๗ เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้าย พร้อมด้วยครูบาศรีวิชัยและประชาชนชาวเชียงใหม่ได้ร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระสิงห์ขึ้นใหม่ โดยในครั้งนั้นมีการขุดพบสิ่งของมีค่ามากมาย เช่น แผ่นทองคำจารึกเรื่องราวต่าง ๆ จำนวนหลายสิบชิ้น โกศบรรจุอัฐิ (สันนิษฐานว่าเป็นอัฐิของพระญาฅำฟู) เป็นต้น แต่สิ่งของเหล่านี้ได้สูญหายไปในช่วงที่เกิดสงครามเอเชียบูรพา
อนึ่ง เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วยพระนางเจ้ารำไพพรรณีได้เสด็จประพาสเชียงใหม่ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จมานมัสการพระพุทธสิหิงค์ และร่วมเป็นประธานกับเจ้าแก้วนวรัฐปฏิสังขรณ์หอพระไตรปิฎกรวมทั้งโรงอุโบสถของวัดนี้ ซึ่งบูรณะเสร็จในปี พ.ศ.๒๔๗๒ และมีการจัดงานเฉลิมฉลองครั้งใหญ่ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้วัดพระสิงห์เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร ซึ่งในปัจจุบันนี้วัดพระสิงห์วรมหาวิหารก็ยังคงฐานะเป็นพระอารามหลวง อีกทั้งเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุด มีภิกษุสามเณรมากกว่าวัดอื่นๆ ในจังหวัดเชียงใหม่
สืบเนื่องมาจากการที่กษัตริย์ผู้ครองเมืองเชียงใหม่นับตั้งแต่ราชวงศ์มังรายมาจนถึงวงศ์เจ้าเจ็ดตน ได้ให้ความอุปถัมภ์วัดพระสิงห์มาโดยตลอด โบราณวัตถุและปูชนียวัตถุของวัดซึ่งงดงามและมีคุณค่าจำนวนหลายชิ้นจึงยังคงอยู่ ได้แก่
- สถูปบรรจุพระอัฐิของพระญาฅำฟู ถือเป็นวัตถุก่อสร้างที่เก่าแก่ที่สุดของล้านนา สร้างขึ้นราว พ.ศ.๑๘๘๓ ได้รับการเปิดสถูปเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๘ พบว่ามีโกศที่บรรจุพระอัฐิ ซึ่งทำเป็น ๓ ชั้น ชั้นนอกทำด้วยทองสัมฤทธิ์ ชั้นกลางทำด้วยเงิน ชั้นในทำด้วยทองคำ ปัจจุบันไม่ทราบว่าโกศได้รับการเก็บรักษาไว้ที่ใด (อ้างจากหนังสือ Camille Notton : Annales du Siam (3), Chronique de Xieng Mai. Paris 1932)
- พระอุโบสถ รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีมุขโถงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง หน้าต่างขนาดใหญ่ทำเป็นลูกกรงไม้ หลังคาลดชั้น ๓ ชั้น ซุ้มประตูทั้งด้านหน้าและด้านหลังแกะสลักไม้ปิดทอง เป็นรูปพญานาค ๒ ตัว เศียรแผ่ไปเป็นฐานสามเหลี่ยม ภายในพระอุโบสถมีมณฑปตั้งอยู่ตรงกลางทำให้พื้นที่แบ่งเป็น ๒ ส่วน จึงเรียกว่า อุโบสถสองสงฆ์
- หอไตรแบบล้านนาเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตั้งอยู่บนฐานศิลาขาวสูง ยาว ๘ วา ๑๘ นิ้ว กว้าง ๔ วา ๓ ศอก ๔ นิ้ว หลังคาลดชั้น ๒ ชั้น ๒ ตับ ตัวอาคารแบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนล่างเป็นปูนระหว่างช่องหน้าต่าง มีลายปูนปั้นเป็นเทวดายืนด้านบนและด้านล่างมีลายปูนปั้นเป็นรูปสัตว์หิมพานต์ ส่วนบนเป็นไม้ มีลายสลักไม้ ลายเขียนและปิดกระจก
- วิหารลายคำซึ่งเป็นวิหารที่มีลวดลายปิดทองล่องชาดประดับ สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยราชวงศ์มังราย โดยสร้างขึ้นพร้อมๆกับกู่ลายซึ่งประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ที่อยู่ด้านหลังวิหาร วิหารลายคำมีลักษณะเป็นงานสถาปัตยกรรมล้านนารูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาว ๑๕ วา กว้าง ๔ วา และมีมุขโถงทางด้านหน้า หลังคาลดชั้น ๓ ชั้น ด้านหลังลดชั้น ๒ ชั้น ซุ้มประตูแกะสลักไม้ปิดทอง ภายในวิหารประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ ฝาผนังด้านในมีภาพจิตรกรรมฝาผนังด้านซ้ายเรื่องสังข์ทอง เป็นฝีมือของ "เจ๊กเส็ง" และฝาผนังด้านขวาเรื่องสุวรรณหงส์ซึ่งเขียนโดย "หนานโพธา" สันนิษฐานว่าเป็นภาพจิตรกรรมที่เขียนขึ้นราวต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๕ โดยจิตรกรได้สอดแทรกชีวิตและวัฒนธรรมของล้านนาในช่วงเวลานั้นไว้ในงานอย่างมากมาย อนึ่งวิหารลายคำได้รับการซ่อมแซมมาแล้วหลายครั้ง คาดว่าวิหารหลังปัจจุบันน่าจะสร้างบนฐานวิหารเดิมในราว พ.ศ.๒๓๕๖ โดยเจ้าสุวรรณคำมูลเป็นประธาน จากนั้นได้รับการซ่อมแซมครั้งใหญ่โดยครูบาศรีวิชัยในราว พ.ศ.๒๔๖๓ ยกเว้นส่วนโครงหลังคาและตอม่อเสาที่ได้รับการบูรณะในปี พ.ศ.๒๔๙๖ โดยพระอุบาลีคุณูปมาจารย์เจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ เป็นประธานในการบูรณะวิหารลายคำ ตามโครงการที่กรมศิลปากรแนะนำและบูรณะครั้งล่าสุดเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๙
- พระมหาเจดีย์ เป็นเจดีย์ทรงกลมแบบล้านนา ฐานสี่เหลี่ยมช้างล้อม สูงถึงยอด ๒๕ ว่า ยาวด้านละ ๑๖ วา ๑ ศอก ๖ นิ้ว สร้างเมื่อ พ.ศ.๑๘๘๘
- วิหารหลวงทรงไทยล้านนา เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดกว้าง ๒๔ เมตร ยาว ๕๖ เมตร ฝาผนังและต้นเสาหล่อด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งหมด เครื่องบนใช้ไม้สักล้วนๆหลังคามุงด้วยกระเบื้องซีเมนต์แบบโบราณ ซ้อนลดหลั่นกัน ๓ ชั้น มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ ซึ่งทำด้วยไม้สักทั้งหมด มีมุขหน้า มุขหลัง ด้านหน้ามีช่องประตู ๓ ช่อง และหน้าต่างด้านละ ๕ บาน นอกจากนี้ มีลวดลายปูนปั้นรูปนาคราชแผ่พังพานประดับที่เชิงบันได
- กู่ลาย หลังวิหารลายคำ สร้างในสมัยพระญาแสนเมืองมา (พ.ศ.๑๙๓๑-๑๙๔๓) เป็นทรงมณฑปหรือเรือนยอดคาดว่าคติเดิมคงจะหมายถึงพระมูลคันธกุฎีอันเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าเพราะปัจจุบันก็ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปกู่ลายหลังนี้นับเป็นงานศิลปกรรมแบบพิเศษและยังมีทางเชื่อมต่อกับวิหารลายคำได้ด้วย
- พระพุทธไสยาสน์ ซึ่งอยู่ในวิหารพระนอน ก่ออิฐ ถือปูน ปิดทอง
- พระพุทธรูปทองทิพย์ ซึ่งสร้างโดยพญาติโลกราชเมื่อพ.ศ.๒๐๒๐
- พระพุทธสิหิงค์หรือพระสิงห์ เป็นศิลปะสกุลช่างเชียงแสน ซึ่งประดิษฐานอยู่ในวิหารลายคำ เป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่บ้านคู่เมืองที่ชาวเชียงใหม่ให้ความเคารพนับถือมาก (ดูเพิ่มที่ พระสิหิงค์)
ในจำนวนโบราณสถานและปูชนียวัตถุที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น สิ่งสำคัญที่กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนแล้ว ได้แก่ เจดีย์ทรงกลมแบบพื้นเมืองฐานช้างล้อม พระอุโบสถ วิหารลายคำ วิหารหลวง หอไตร และพระพุทธไสยาสน์ในวิหารพระนอน โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๕๒ ตอนที่ ๗๕ ลงวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๘ และอีกครั้งในเล่มที่ ๙๖ ตอนที่ ๙๗ ลงวันที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๒
สำหรับอาคารเสนาสนะของวัดพระสิงห์ คือ ศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ทรงไทยโบราณ กุฏิสงฆ์จำนวน ๒๙ หลัง วิหารพระนอน วิหารพระเจ้าทันใจ และศาลาอเนกประสงค์
เจ้าอาวาสวัดพระสิงห์รูปสำคัญเท่าที่ทราบนามคือ ครูบาเจ้าคันธา ครูบาเจ้าแก้ว ครูบาเจ้าชัยศรีวิชัย สิริวิชโย ครูบาก้อน พระโพธิรังษี (ศรีโม้) พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ และองค์ปัจจุบันคือพระเทพสิงหคณาจารย์ (หนู ถาวโร)
ปัจจุบันนี้วัดพระสิงห์มีความสำคัญในหลายด้านคือ มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกธรรมและแผนกบาลี ซึ่งเปิดสอนเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๕ รวมทั้งแผนกสามัญซึ่งเปิดสอนเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๓ อีกทั้งมีโรงเรียนประถมศึกษา-มัธยมศึกษา คือ โรงเรียนธรรมราชศึกษาซึ่งมีห้องสมุดของโรงเรียนอยู่ในตัวนอกจากนี้ วัดพระสิงห์ยังเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ซึ่งรวบรวมตัวอย่างศิลปกรรมล้านนาไว้มากที่สุดอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่
น่าสังเกตว่าวัดแห่งนี้ในเอกสารโบราณบางฉบับ เรียกว่า "วัดพระสิงห์ราม" ซึ่งแปลว่าพระสิงห์ขนาดกลาง โดยเข้าใจว่าวัดพระสิงห์ใหญ่อยู่ที่จังหวัดเชียงราย
(เรียบเรียงจาก ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ สถาบันราชภัฏเชียงใหม่ หน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมท้องถิ่น จังหวัดเชียงใหม่ สถาบันราชภัฏเชียงใหม่ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ วัดสำคัญของนครเชียงใหม่ เล่ม ๑, ธนาคารออมสิน วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร พ.ศ.๒๕๓๗, กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ประวัติวัดทั่วราชอาณาจักรพ.ศ.๒๕๓๓, สรัสวดี อ๋องสกุล ประวัติศาสตร์ล้านนา พ.ศ.๒๕๓๙, พระยาประชากิจกรจักร์ พงศาวดารโยนก พ.ศ.๒๕๑๘, ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่และศูนย์ศิลปวัฒนธรรมสถาบันราชภัฏเชียงใหม่ ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ฉบับเชียงใหม่ ๗๐๐ ปี พ.ศ. ๒๕๓๘, ชุ่ม ณ บางช้าง นำชมโบราณวัตถุสถานในจังหวัดเชียงใหม่ และกรมศิลปากร การขึ้นทะเบียนโบราณสถานภาคเหนือ พ.ศ.๒๕๒๕)
บุปผา คุณยศยิ่ง
วิหารลายคำและพระเจดีย์วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เชียงใหม่
พระประธานในวิหารหลวงวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เชียงใหม่
หอไตรวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เชียงใหม่ ถือเป็นหอไตรแบบล้านนาที่สวยที่สุดแห่งหนึ่ง
วิหารหลวงวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เชียงใหม่
ซุ้มประตูที่ "พระอุโบสถ ๒ สงฆ์" วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เชียงใหม่
ลวดลายปูนปั้นที่งดงามที่ซุ้มประตูพระอุโบสถ ๒ สงฆ์
วัดพระสิงห์ ถ่ายเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ (ภาพจาก บุญเสริม สาตราภัย)
ภาพจิตรกรรมฝาผนังวิหารลายคำวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เชียงใหม่