พระธาตุลำปางหลวง, วัด
วัดพระธาตุลำปางหลวง เป็นปูชนียสถานที่เก่าแก่และมีความสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองลำปาง ตั้งอยู่เลขที่ ๕๔๑ บ้านลำปางหลวง หมู่ที่ ๒ ตำบลลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง ห่างจากที่ว่าการอำเภอเกาะคาไปทางทิศเหนือ ตามเส้นทางสายเกาะคา-ห้างฉัตร ประมาณ ๓ กิโลเมตร และอยู่ห่างจากศาลากลางจังหวัดลำปางไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ตามถนนพหลโยธินและถนนเกาะคา-ห้างฉัตร เป็นระยะทางประมาณ ๑๗ กิโลเมตร
ภายในบริเวณวัดพระธาตุลำปางหลวงจะแบ่งเป็นเขตพุทธาวาสและสังฆาวาส ในส่วนที่เป็นวัดชั้นนอกมีสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ซึ่งมีอยู่หลายต้นและรอบๆ ต้นโพธิ์เหล่านั้นจะมีไม้ค้ำสรี (อ่าน "ไม้ก๊ำสะหลี" หมายถึงไม้ค้ำต้นโพธิ์) จำนวนมาก ชาวล้านนาเชื่อว่าการที่นำไม้มาค้ำต้นโพธิ์เช่นนี้จะเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต จำนวนไม้ค้ำสรีจึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามประเพณี "ทานไม้ค้ำสรี" ซึ่งกระทำในช่วงสงกรานต์ และในบริเวณใกล้ๆ กับต้นโพธิ์เหล่านี้เป็นที่ตั้งของรูปปั้นพระครูมหาเจตยาภิบาล (ถา ถาวโร) รวมทั้งต้นไม้อายุกว่า ๒๐๐ ปี ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางด้านหลัง เช่น ต้นมะขามและไม้จันทน์ เป็นต้น ตลอดจนกุฏิพระแก้ว และพิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์ลานนาอนุสรณ์ ซึ่งเก็บโบราณวัตถุไว้เป็นจำนวนมาก พิพิธภัณฑ์แห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๐๙ โดยใช้เงินทุนของธรรมศาสตร์และเจ้านายฝ่ายเหนือ สำเร็จเมื่อวันที่ ๒ มกราคม พ.ศ.๒๕๑๐
ตามตำนานพระธาตุลำปางหลวง ชื่อพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมธาตุของวัดแห่งนี้คือ "พระธาตุกลัมภกัปปะ" โดยมีความเชื่อว่าพระธาตุองค์นี้ เป็นพระอฐิส่วนพระศอของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระอัฐิธาตุแห่งพระพุทธองค์ ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชได้แจกจ่ายไปยังหัวเมืองต่างๆ เพื่อเป็นการเผยแพร่พระพุทธศาสนาให้ทั่วเขตล้านนา เมื่อพระเจ้าหาญศรีธัตถะเจ้าผู้ครองนครลำปางในยุคนั้น ได้รับพระอัฐิธาตุดังกล่าว พระองค์จึงได้สร้างพระเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุขึ้น ที่เมืองกลัมภกัปปะนคร (ตำบลเกาะคาในปัจจุบัน) เมื่อ พ.ศ.๑๐๓๙ ต่อมา กษัตริย์แห่งสุวรรณภูมิพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า "พระเจ้าจันทรเทวราช" ทรงทราบว่าที่เมืองกลัมภกัปปะนครมีพระบรมธาตุอยู่ จึงทรงยกกองทัพขึ้นมาเสาะหาจนพบ แต่พระเจดีย์ได้ปรักหักพังไปหมดแล้ว พระองค์จึงทำพิธีอัญเชิญพระบรมธาตุที่บรรจุในผอบไปเก็บรักษาไว้ที่ประทับก่อนที่จะเสด็จกลับเมืองในวันรุ่งขึ้น แต่ปรากฏว่าเมื่อพระองค์มาตรวจดูผอบ กลับพบว่าพระบรมธาตุนั้นหายไป จึงทรงเฉลียวพระทัยว่าพระบรมธาตุได้กลับไปอยู่ที่เดิม ซึ่งก็เป็นตามนั้นจริงๆ พระองค์จึงโปรดให้สร้างสิงห์ทองคำตัวหนึ่งแล้วบรรจุพระบรมธาตุเข้าไว้ จากนั้นจึงก่อพระเจดีย์ครอบเจดีย์องค์เก่าและสิงห์ทองคำอีกชั้นหนึ่ง เมื่อทำการสมโภชเสร็จพระองค์จึงยกทัพกลับ ตราบจน พ.ศ.๑๙๙๒ เจ้าหาญแต่ท้องหรือเจ้าหมื่นหาญนคร ผู้เป็นบุตรของเจ้าหมื่นด้งนคร ได้รับพระราชทานแต่งตั้งจากพระเจ้าติโลกราชให้เป็นเจ้าผู้ครองนครลำปาง ท่านได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระธาตุลำปางหลวงพร้อมกับทำการเสริมพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมธาตุให้มีขนาดกว้าง ๑๒ วา สี่เหลี่ยม สูงประมาณ ๒๓ วา รูปทรงแบบสุโขทัยและให้ชื่อว่า "พระธาตุลำปางหลวง"
สำหรับตำนานเก่าแก่สมัยพุทธกาล ได้กล่าวถึงพระธาตุเจดีย์ของวัดพระธาตุลำปางหลวงไว้ว่า พระพุทธเจ้าเคยมาประทับนั่งอยู่ที่ตีนม่อนดอยของหมู่บ้านลำปางหลวง และมีชายผู้หนึ่งชื่อลวะอ้ายกอน มีความเลื่อมใสในพระพุทธองค์ ได้นำเอาน้ำผึ้งบรรจุกระบอกไม้ป้าง มะพร้าวและมะตูมมาถวายหลังจากที่พระองค์ได้ฉันแล้ว ทรงทิ้งกระบอกไม้ป้างไปทางทิศเหนือแล้วทรงพยากรณ์ว่าสถานที่นี้ต่อไปจักมีผู้สร้างเมืองชื่อว่า "กลัมภกัปปะนคร" ภายหลังที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานไปแล้ว ๒๑๘ ปี พระยาศรีธรรมโศกราช (บางตำนานบอกว่าพระเจ้าอโศกแต่ไม่ยืนยันว่าพระเจ้าอโศกองค์ใด) ได้ใช้ให้พระกุมารกัสสปะเถระเจ้ากับพระเมฆิยเถรเจ้า อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้ามาประดิษฐานไว้ที่พระเจดีย์เมืองลำปาง จนกระทั่งเจดีย์ชำรุดทรุดโทรมลง เมื่อพระเจ้าจันทรเทวราช เจ้าเมืองสุวรรณภูมิทราบข่าวว่ามีพระบรมธาตุประดิษฐานอยู่ในพระเจดีย์ ด้วยความอยากได้มาไว้สักการบูชา จึงเกณฑ์ไพร่พลมาขุดเอาไปประดิษฐานที่สุวรรณภูมิและทำการสมโภชซึ่งพระบรมธาตุก็ได้แสดงปาฏิหาริย์ โดยปรากฏเป็นลำแสงลอยขึ้นฟ้าแล้วหายไป พระเจ้าจันทรเทวราชทรงติดตามมาจนถึงเมืองลำปางและพบพระบรมธาตุอยู่ในพระเจดีย์ดังเดิมทรงโปรดฯ ให้ขุดแต่งเจดีย์พร้อมกับก่อพระเจดีย์ครอบไว้อีกชั้นหนึ่ง ต่อมาเมื่อ พ.ศ.๑๙๕๕ พระนางจามเทวีได้แวะมานมัสการพระบรมธาตุและอธิษฐานเสี่ยงน้ำอันเป็นกำเนิดของบ่อน้ำเลี้ยงหลังวัด
ครั้นถึงปี พ.ศ.๑๙๙๒ เจ้าหาญแต่ท้อง ราชบุตรของเจ้าหมื่นด้งนคร ผู้ครองเมืองลำปาง ได้สร้างพระเจดีย์ครอบพระบรมธาตุด้วยอิฐโบกปูนฐานกว้าง ๙ วา สูง ๑๕ วา พร้อมกับสร้างหอพระพุทธบาทขึ้นทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของพระเจดีย์องค์นั้น ต่อมา พ.ศ.๒๐๑๙ เจ้าหมื่นคำเป็กได้บูรณะวัดพระธาตุลำปางหลวงอีก โดยสร้างวิหารหลวงและพระกำแพงแก้วรอบเขตพุทธาวาส พร้อมทั้งหล่อพระพุทธรูปขึ้น จากนั้นในปี พ.ศ.๒๐๓๖ เจ้าหาญศรีธัตถมหาสุรมนตรี ผู้ครองเมืองลำปางในสมัยนั้นได้ร่วมกับสังฆะและเจ้าพัน นักบุญ ทำการเสริมสร้างพระเจดีย์ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น คือมีฐานกว้าง ๑๒ วา สูง ๒๑ วา และประดับองค์เจดีย์ด้วยแผ่นทองจังโก (บางตำรากล่าวว่าพระองค์โปรดฯ ให้หล่อพระพุทธรูปไว้องค์หนึ่งคือพระเจ้าล้านทอง) เมื่อถึงปี พ.ศ.๒๑๔๕ พระยาหลวงนครชัยบุรีร่วมกับพระสงฆ์และเหล่าเสนาอำมาตย์ สร้างฉัตรประดับยอดองค์พระธาตุเจดีย์ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๒๖๒ พระมหาวนาสี วัดไหล่หินร่วมกับมหาพละปัญโญ วัดป่าตัน และเหล่าพระสงฆ์ได้ร่วมกันหล่อทองคำใส่ยอดมหาธาตุ
ในพงศาวดารโยนก ได้กล่าวถึงวัดพระธาตุลำปางหลวงไว้ตอนหนึ่ง ความว่า "ในปีมะโรง จัตวาศก จุลศักราช ๘๙๔ ณ วันอาทิตย์ เดือน ๕ คือเดือน ๓ ขึ้น ๑๕ ค่ำ พระธรรมจินดามุนี เจ้าอาวาสวัดจอมพิงค์ไชยหรือจุมพิตาราม คือวัดลำปางหลวงเมืองนครเขลางค์ พร้อมด้วยพระญาณวงษา ได้ชักชวนนักบุญทั้งหลายขออนุญาตสร้างปฏิสังขรณ์พระเจดีย์หลวงพระธาตุลำปาง พระมหาราชเจ้านครพิงค์เชียงใหม่ทรงปราโมทย์ โปรดประทานอนุญาตให้สร้างและทรงศรัทธาออกพระราชทรัพย์ช่วยในการเรี่ยไรเป็นเงิน ๒,๗๐๗ บาท แรกลงมือปฏิสังขรณ์ ก่อฐานกว้าง ๙ วา สูง ๑๖ วา สิ้นเงิน ๖,๐๐๐ บาท.."
นอกจากนี้ยังมีข้อความอีกตอนหนึ่งในหนังสือเล่มเดียวกันกล่าวว่า "ก็แลวัดลำปางหลวงอันมีสมญาว่าวัดจอมพิงค์ไชยมงคลนี้ เป็นที่เจดีย์สถานบรรจุพระบรมธาตุมาแต่โบราณ แต่ครั้งจันทรราชเมืองสุวรรณภูมิขึ้นมาตั้ง ภายหลังเมื่อสร้างเมืองหริภุญชัยขึ้นแล้ว เจ้าอนันตยศอุปราชหริภุญชัยไปตั้งเมืองนครเขลางค์ นางจามเทวีได้ไปสร้างอีกแต่ต่อมาก็ร้างไปครั้นถึงสมัยของพระเจ้าติโลกราช คือเจ้าท้าวลกได้เป็นพระมหาราชเจ้านครเชียงใหม่ มีพี่เลี้ยงคนหนึ่งชื่อว่า นันทปัญญา เมื่อพระองค์ได้ครองราชสมบัติแล้ว นันทปัญญาก็ทูลลาไปบ้านเดิมที่นครลำปาง ต่อมานันทปัญญามีสหายสนิทชื่ออ้ายจอมแพรและคนทั้งสองได้ชักชวนกันสร้างวัดคนละแห่งในบริเวณใกล้เคียงกัน แต่ภายหลังวัดที่อ้ายจอมแพรสร้างถูกน้ำท่วมพระพุทธรูปพระเจ้าองค์คำที่ประดิษฐานในวัดจึงได้รับการย้ายให้ไปประดิษฐาน ณ วัดที่นันทปัญญาสร้างไว้ พร้อมกับมีการเปลี่ยนชื่อวัดแห่งนี้เป็นวัดจอมพี่เลี้ยง" ซึ่งข้อความในตอนนี้คล้ายกับประวัติของวัดพระธาตุจอมพิงค์ไชยมาก จึงเป็นที่น่าสนใจว่าวัดพระธาตุลำปางหลวงแต่เดิม คือ วัดพระธาตุจอมพิงค์ไชยดังที่กล่าวไว้ในพงศาวดารโยนกหรือไม่
อนึ่ง มีข้อความในพงศาวดารโยนกต่อจากที่กล่าวไว้ข้างต้นอีกว่า "ในแผ่นดินเจ้าท้าวลก คือติโลกราช ได้ให้เจ้าพื้นคำเพ็ชร์ซึ่งเป็นชาวเชลียงมาครองเมืองลำปาง โดยเจ้านครองค์นี้ได้ก่อกำแพงสร้างวิหารและหล่อพระพุทธรูปองค์หนึ่งหนักทองแสนหมื่นตำลึง ได้จารึกเป็นอักษรไทยโบราณไว้ในแผ่นศิลา ปรากฏว่าศักราช ๘๓๘ ปีระวายสัน (วอก) เดือนยี่ (เดือน ๑๒) แรม ๓ ค่ำ วันพุธ และมีการวางฤกษ์ด้วย จากนั้นในศักราช ๘๕๘ ปีระวายสี (มะโรง) พระเจ้าเชียงใหม่ตั้งให้เจ้าศรีธาตุมาเป็นเจ้าเมืองลำปาง ท่านจึงทำการปฏิสังขรณ์พุทธาวาสแห่งนี้ ด้วยการเสริมฐานพระมหาธาตุให้กว้าง ๑๒ วา สูง ๑๙ วารวมทั้งสร้างวิหารและหล่อพระประธานหนักล้านทอง"
เหตุการณ์สำคัญซึ่งเกิดขึ้นในวัดพระธาตุลำปางหลวงคือในปี พ.ศ.๒๒๓๕ วัดพระธาตุลำปางหลวงได้กลายเป็นสนามรบที่หนานทิพย์ช้างได้ต่อสู้กับท้าวมหายศ แม่ทัพชาวพม่า ซึ่งในการรบครั้งนั้น หนานทิพย์ช้างชนะและได้ครองเมืองลำปาง นับแต่นั้นเป็นต้นมา ผู้สืบสกุลจากทิพย์ช้างจึงได้ทำการบูรณะซ่อมแซมวัดพระธาตุลำปางหลวงเรื่อยมา ปัจจุบันนี้ยังปรากฏรอยลูกปืนที่กองทัพพม่ายิงหนานทิพย์ช้าง (แต่ไม่ถูก) อยู่บนรั้วทองเหลือง ซึ่งล้อมองค์พระธาตุเจดีย์ของวัดพระธาตุลำปางหลวงอย่างชัดเจน
นอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัดพระธาตุลำปางหลวงดังนี้คือ ตัววัดที่ตั้งอยู่บนเนินสูงอันเป็นเนินสูงที่ถมขึ้น (มิช่เนินธรรมชาติ) มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๓๗ ไร่ ๔๒ ตารางวา ที่ธรณีสงฆ์จำนวน ๕ แปลง เนื้อที่ ๒๐ ไร่ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ.๒๐๓๙ โดยมีเขตวิสุงคามสีมา กว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๒๐ เมตร ปัจจุบันการศึกษาของวัด คือมีโรงเรียนพระปริยัติธรรม
รายนามเจ้าอาวาสเท่าที่ทราบ ได้แก่ สมเด็จพระธรรมสอน สมเด็จพุทธาวาส สมเด็จพระแก้ว พระครูบาจี พระครูบาโย พระสังฆราชวิริยะ พระสังฆราชนารทะ พระสังฆราชมโน พระครูบาสุภา พระครูบาพุทธ พระครูสิงหนันทะ (พ.ศ.๒๔๕๐-๒๔๖๗) พระครูประสาทศรัทธา (พ.ศ. ๒๔๖๗-๒๔๘๙) พระครูมหาเจติยาภิบาล (พ.ศ.๒๔๘๙-๒๕๑๗) พระแก้วขันติโก (พ.ศ.๒๕๑๗) และ พระครูมหาเขลางค์เจติยารักษ์ (พ.ศ.๒๕๒๗) ล่าสุดนี้ ในปี พ.ศ.๒๕๓๙ ทางวัดมีจำนวนพระภิกษุทั้งสิ้น ๑๑ รูป และสามเณรอีก ๑๐ รูป
อาคารเสนาสนะของวัดประกอบด้วย
- อุโบสถแบบล้านนา สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๐๑๙ โดยเจ้าหมื่นคำเป็ก เจ้าผู้ครองนครลำปางในสมัยนั้นเป็นผู้สร้าง กว้างด้านละ ๖.๗๖ เมตร ยาวด้านละ ๑๔.๔๐ เมตร เดิมเป็นอาคารไม้เปิดโล่ง เมื่อมีการบูรณะในปี พ.ศ.๒๔๖๗ จึงปิดทึบใช้เป็นที่ทำสังฆกรรมของพระสงฆ์ในวิหาร
- หอสรงน้ำพระโบราณขนาดเล็กซึ่งสร้างด้วยไม้
- ศาลาการเปรียญขนาดกว้าง ๑๒ x ๘ เมตร ได้รับการต่อเติม ในปี พ.ศ.๒๕๑๑
- กุฏิขนติโก สร้างเมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ.๒๕๓๑
- กุฏิหลังใต้ที่พระสังฆราชมโนเป็นผู้สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๐๖๗
- พิพิธภัณฑ์ด้านหลังองค์พระเจดีย์และหลังซุ้มพระพุทธบาท สร้างโดยเจ้าหาญแต่ท้องในปี พ.ศ.๑๙๙๒ เป็นที่เก็บโบราณวัตถุ เช่น แผงพระพิมพ์ ชิ้นส่วนพระพุทธรูป เป็นต้น
- วิหารต้นแก้ว สร้างขึ้นแทนหลังเก่าในปี พ.ศ.๒๕๑๐ กว้าง ๖.๙๒ เมตร ยาว ๑๕.๑๐ เมตร ประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปประจำตระกูลเจ้านายฝ่ายเหนือทั้งตระกูล ณ ลำพูน ณ เชียงใหม่ และ ณ ลำปาง ตลอดจนเชื้อเจ้าเจ็ดตน โดยสร้างขึ้นให้มีขนาดเท่าตัวจริงของหนานทิพย์ช้าง
สำหรับปูชนียวัตถุ คือเจดีย์พระแก้วดอนเต้า (ประดิษฐานในกุฏิพระแก้วซึ่งตั้งอยู่นอกเขตกำแพงวัด) พระศิลาละโว้และศิลาจารึกหลักสำคัญๆ หลายหลัก รวมทั้งรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมและพระสังกัจจายน์ซึ่งอยู่ทางเข้าวัดด้านหน้า นอกจากนี้โบราณวัตถุต่างๆ ที่โดยมากเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ของวัดและวิหารพระแก้ว ได้แก่ ตะลุ่มโบราณรูปทรงแปลกๆ งานจำหลักไม้ เช่น สังเค็ดธรรมาสน์ ชฎา คานหาบ ตู้พระไตรปิฎก แบบจำลองปราสาท แผงพระพิมพ์ พระเครื่อง ดาบของเจ้าผู้ครอง นครลำปางและของใช้ประจำตัวต่างๆ ตลอดจนเสื้อผ้าและอาวุธที่เจ้าหนานทิพย์ช้างเคยใช้ เช่น เงินตรา เครื่องถ้วยชามสมัยต่างๆ ต้นไม้เงิน ๑ ต้น และต้นไม้ทองคำอีก ๑ ต้น ซึ่งเป็นของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี
อนึ่ง สิ่งสำคัญของวัดที่ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๕๒ ตอนที่ ๗๕ ลงวันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๘ และได้รับการประกาศกำหนดขอบเขตในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๙๓ ตอนที่ ๑๖๓ ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๒๓ มีดังนี้ คือ
วิหารน้ำแต้ม คือ วิหารบริวารของวิหารหลวง ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของพระธาตุเจดีย์ ลักษณะโดยทั่วไปของวิหารคือเป็นวิหารเครื่องไม้เปิดโล่งรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็กกว่าวิหารหลวง ขนาดกว้าง ๘ เมตร ยาวประมาณ ๒๒ เมตร สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยเจ้าหาญศรีธัตถะ ประมาณปี พ.ศ.๒๐๔๔ ความสำคัญของวิหารน้ำแต้มคือเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ ปางมารวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง ๔๕ นิ้ว (๑.๒๕ เมตรเท่ากับความสูงขององค์พระ) สร้างในสมัยเจ้าหาญศรีธัตถะ ภายในวิหารมีภาพเขียนบนพื้นดินสอพองเรื่องท้าวสักกะและพระนางสามาวดี ซึ่งขณะนี้ลบเลือนไปมากแล้ว (เข้าใจกันว่ามีภาพเขียนบางส่วนที่เก่าแก่ที่สุดของภาคเหนืออยู่ในวิหารแห่งนี้) คาดว่าภาพเขียนเหล่านี้เป็นงานศิลปะในสมัยของพระเจ้าติโลกราช ล่าสุดทางกรมศิลปากรได้ทำการบูรณะเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๑
ซุ้มประตูโขง และ บันไดนาคด้านหน้า โดยซุ้มประตูโขง เป็นงานฝีมือของช่างหลวงที่สวยงามและอยู่ในสภาพที่ดี ก่อสร้างด้วยอิฐถือปูน ทำเป็นซุ้มประตูยอดแหลมเป็นชั้น แต่ละชั้นมีซุ้ม ๔ ทิศ ประดับตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นอย่างประณีตถือเป็นการสร้างซุ้มทรงปราสาทแบบกู่ที่แสดงถึงอิทธิพลของปราสาทแบบทวารวดีตอนปลาย (พุทธศตวรรษที่ ๑๖) ประตูโขงแห่งนี้ยังมีความสำคัญในฐานะที่ถูกเลือกใช้ให้เป็นสัญลักษณ์ของเมืองลำปางในตราประจำจังหวัดลำปางอีกด้วย อนึ่ง ซุ้มประตูโขงแห่งนี้ได้รับการบูรณะครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๑ โดยกรมศิลปากร คือขูดปูนสีขาวที่ทาพอกทับมาเป็นเวลานานออกจนมองเห็นผิวเดิมของซุ้ม ทำความสะอาดและเคลือบน้ำยากันเชื้อรา ทำให้ลวดลายของซุ้มคมชัดสวยงามขึ้น สำหรับบันไดขึ้นด้านหน้าของวัดทั้งสองฟากได้รับการออกแบบให้เป็นรูปมังกรคาบพระยานาค ตรงเชิงบันไดประดับด้วยรูปปั้นสิงห์ขนาดใหญ่ ๒ ตัว สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นสมัยเจ้าหอคำดวงทิพย์ เจ้าผู้ครองนครลำปาง เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๓๓๑
หอพระพุทธบาท เป็นสถาปัตยกรรมก่ออิฐ รูปทรงสี่เหลี่ยมคล้ายฐานเจดีย์ กว้างประมาณ ๙.๕๐ เมตร สร้างขึ้นในสมัยเจ้าหาญแต่ท้อง (พระเจ้าติโลกราช กษัตริย์เมืองเชียงใหม่ส่งมาครองเมืองลำปาง) ประมาณปี พ.ศ.๑๙๙๒ โดยครอบรอยพระพุทธบาทไว้ หลังคาเป็นจั่วและมีพะไลล้อมรอบ
หออุโบสถ ศิลปะแบบล้านนา
วิหารพระศิลา หรือวิหารละโว้
วิหารพระพุทธ เป็นวิหารบริวารอีกหลังหนึ่งตั้งอยู่ด้านทิศใต้ของพระธาตุเจดีย์ คู่กับวิหารน้ำแต้ม ตัววิหารเป็นอาคารปิดทึบ ขนาดกว้างประมาณ ๑๐ เมตร ยาวประมาณ ๒๕ เมตร หน้าบันมีขนาดใหญ่ โครงสร้างอาคารกับผนังบางส่วนเป็นไม้ล้วน มีแต่ผนังที่ติดดินซึ่งใช้อิฐฉาบปูน ภายในวิหารมีรูปอากาศเป็นกลุ่มก้อน และเป็นที่ประดิษฐานพระประธานแบบเชียงแสนองค์ใหญ่น้อยประดิษฐานอยู่เต็มอาคาร พระพุทธรูปที่สำคัญ คือพระพุทธรูปปางมารวิชัยซึ่งมีขนาดหน้าตักกว้าง ๔๐ นิ้ว
วิหารหลวง เป็นวิหารประธานของวัด วางผังให้อยู่ในแนวเดียวกับประตูโขงและเจดีย์ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๐๑๙ โดยเจ้าหมื่นคำเป็ก เจ้าเมืองใต้ซึ่งมาสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าติโลกราช แห่งนครเชียงใหม่ ลักษณะของตัววิหาร คือเป็นวิหารจั่วรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างประมาณ ๑๗ เมตร ยาวประมาณ ๓๖ เมตร และมีเสาทั้งหมด ๓๖ ต้น อนึ่ง ตัววิหารค่อนข้างโล่งตามแบบของวิหารล้านนาในยุคแรกๆ หลังคาจั่วซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ด้านหน้า ๓ ชั้น ด้านหลัง ๒ ชั้น ภายในวิหารบรรจุมณฑปพระเจ้าล้านทอง ซึ่งเป็นมณฑปปราสาทยอดแหลม ก่ออิฐปิดทอง ด้านในของแผงคอสองมีภาพเขียนสีโบราณเป็นเรื่องราวในชาดก
องค์พระธาตุเจดีย์ เป็นเจดีย์ขนาดใหญ่ ก่ออิฐถือปูนทรงกลมแบบล้านนาผสมทรงลังกา มีฐานกว้างด้านละ ๒๔ เมตร สูง ๔๕ เมตร และมีกำแพงแก้ว ลูกกรงสำริด ยอดดอกบัวล้อมเป็นรูปจัตุรัส นอกจากนี้องค์เจดีย์ยังบุด้วยแผ่นทองแดงปิดทอง (ทางเหนือเรียกว่าทองจังโก) สลักลวดลายแบบต่างๆ กันไป ตามตำนานกล่าวว่า เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ คือพระอัฐิพระนลาฏข้างขวาและอัฐิธาตุลำคอข้างหน้าและข้างหลังของพระพุทธเจ้า อนึ่ง ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี จะมีการจัดงานแสง สี เสียงขึ้น ณ ลานพระเจดีย์แห่งนี้โดยมีการเลี้ยงขันโตก จุดบอกไฟ และตีกลองฟ้อนรำต่างๆ เรียกว่า งานหลวงเวียงละกอน
ในแง่คตินิยมของชาวล้านนาแล้ว พระธาตุแห่งนี้เป็นพระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดในปีฉลู มีคำไหว้พระธาตุลำปางหลวงว่า "ยาปาตุภูตา อตุลานุภาวาจีรัง ปติฎฐาลัมภะ กัปปะปุเร เทเวนคุตตา อุตตะราภิทัย ยานะมามิ หันตัง วะระชินะธาตุง"
หอไตร แบบพื้นเมืองล้านนา (ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนในราชกิจจานุเบกษาแล้วและกำลังดำเนินการประกาศกำหนดขอบเขตอยู่)
สรุปได้ว่าวัดพระธาตุลำปางหลวงมีความสำคัญหลายด้าน ได้แก่ เป็นวัดเก่าแก่ที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองทางพุทธศาสนาในดินแดนแถบนี้ เคยเป็นที่ประทับของเจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์ในปี พ.ศ.๒๓๑๙ เป็นสถานที่บรรจุอัฐิของเจ้าศรีอโนชา พระขนิษฐาของพระเจ้ากาวิละ ซึ่งพระนางทรงเป็นอัครชายาของพระราชวังบวรสุรสิงหนาท (ในรัชกาลที่ ๑) นอกจากนี้ ยังเป็นสถานที่เจ้านครและเจ้าวงศ์เจ็ดตนใช้เป็นที่ถวายการรับรอง อีกทั้งเคยเป็นที่ประทับเสวยพระกระยาหารกลางวันของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ อีกด้วย
วันงานประเพณีประจำปีของวัดพระธาตุลำปางหลวงจะมีขึ้นในวันเพ็ญเดือน ๑๒ หรือในเดือนยี่เป็ง ซึ่งตรงกับวันลอยกระทง ถือว่าวันนี้เป็นงานประเพณีนมัสการพระบรมธาตุสำหรับวันปากปี (๑๖ เมษายน) จะเป็นงานประเพณีสรงน้ำพระบรมธาตุและพระแก้วมรกต รวมทั้งวันประเพณีนมัสการพระพุทธบาทซึ่งจะมีขึ้นในวันเพ็ญเดือน ๖ เหนือ
ล่าสุดนี้เมื่อวันที่ ๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕ นายอำเภอเกาะคาเจ้าของพื้นที่ ได้จัดทำแปลนโครงการปรับปรุงและขยายถนนเข้าสู่วัดพระธาตุลำปางหลวง เสนอไปยังการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ของปีเดียวกันนั้นเอง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้แจ้งมายังผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ว่าโครงการดังกล่าวได้รับการอนุมัติแล้ว และกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการให้แล้วเสร็จตามเป้าหมาย
(เรียบเรียงจาก ตำนานพระธาตุลำปางหลวง วัดพระธาตุลำปางหลวง พ.ศ.๒๕๓๒, อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พระราชสุธรรมาภรณ์ (หล้า อินทรวิชยมหาถร) พ.ศ.๒๕๓๔, ประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.๒๕๓๒, คณาจารย์โรงเรียนลำปางกัลยาณี จังหวัดลำปาง พ.ศ.๒๕๒๕, ลานนาปริทัศน์ หนังสืออนุสรณ์ครบรอบปีวันคล้ายวันมรณะ นางกิมฮ้อ นิมมานเหมินท์ พ.ศ. ๒๕๒๕, หน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมท้องถิ่น ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดลำปาง สภาพสิ่งแวดล้อมแหล่งศิลปกรรมในจังหวัดลำปาง, ๒๕๓๓, อนุสาร อ.ส.ท. ปีที่ ๓๓ ฉบับที่ ๔ ประจำเดือน พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๕ หน้า ๒๘, พระยาประชากิจกรจักร์ (แช่ม บุนนาค) พงศาวดารโยนก พ.ศ.๒๕๑๕ และกรมศิลปากร การขึ้นทะเบียนโบราณสถานภาคเหนือ พ.ศ.๒๕๒๕)
บุปผา คุณยศยิ่ง