พระแก้วมรกต (๑)
พระแก้วมรกต มีประวัติความเป็นมาที่ค่อนข้างยาวนานในหนังสือรัตนพิมพวงศ์ กล่าวไว้ว่า มีเทวดาองค์หนึ่งสร้างพระแก้วมรกตถวายพระอรหันต์นามว่า พระนาคเสนเถระ ที่เมืองปาฏลีบุตร ประเทศอินเดีย เมื่อวันเพ็ญ เดือน ๗ พ.ศ.๒๐๐ โดยทำพิธีจัดสร้างถึง ๗ วัน พระแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ มีขนาดหน้าตักกว้าง ๔๓ เซนดิเมตร สูงจากฐานอันเป็นมรกตแท่งเดียวกันถึงยอดพระเศียร ๕๘ เซนติเมตร เมื่อสร้างเสร็จแล้ว พระนาคเสนเถระได้อธิษฐานอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจำนวน ๘ องค์ไว้ที่องค์พระแก้วมรกต และประดิษฐานไว้ที่เมืองปาฏลีบุตรเป็นเวลาถึง ๓๐๐ ปี จนกระทั่งในสมัยของพระเจ้าศิริกิติกุมารเมืองปาฏลีบุตรเกิดสงครามกับพวกนอกศาสนา ชาวเมืองจึงได้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปไว้ที่เมืองลังกา ต่อมาพระเจ้าอนุรุทธมหาราชแห่งเมืองพุกาม (พม่า) ได้ทราบกิตติศัพท์อภินิหารของพระแก้วมรกต จึงส่งพระเถระไปขอพระไตรปิฎกและพระแก้วมรกตจากพระเจ้ากรุงลังกาซึ่งก็ทรงยินดีมอบให้ แต่ระหว่างการเดินทางเรือสำเภาถูกลมทะเลที่พัดแรงจัดพัดพาไปเกยอ่าวที่เมืองกัมพูชา พระเจ้ากรุงกัมพูชาจึงยึดพระแก้วมรกตไว้ และคืนให้เฉพาะพระเถระกับพระไตรปิฎก ต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙ (พ.ศ.๑๘๙๐) ได้มีผู้นำพระแก้วมรกตมายังกรุงศรีอยุธยาแล้วนำไปไว้ที่เมืองละโว้ (ลพบุรี) อีก ในที่สุดพระแก้วมรกตก็ได้ประดิษฐานอยู่ที่เมืองวชิรปราการ หรือจังหวัดกำแพงเพชรจนสิ้นรัชกาลพระราเมศวร
สำหรับทางอาณาจักรล้านนา ในช่วงที่พระยาญาณดิสเป็นเจ้าเมืองกำแพงเพชรอยู่นั้น ตรงกับรัชสมัยของพระเจ้ากือนากษัตริย์เมืองเชียงใหม่องค์ที่ ๘ แห่งราชวงศ์มังราย เมื่อทรงเสด็จสวรรคต ข้าราชการและฝ่ายพลเรือนจึงได้อัญเชิญเจ้าแสนเมืองมา ราชโอรสองค์เดียวของพระองค์ ขึ้นครองราชย์แทน แต่เจ้ามหาพรหม พระราชอนุชาของพระเจ้าคือนาเกิดความขัดเคือง จึงยกกองทัพเข้าประจันกับกองทัพของเจ้าแสนเมืองมา ปรากฏว่ากองทัพของเจ้ามหาพรหมพ่ายแพ้ จึงถอยไปจนถึงเมืองกำแพงเพชร และอาศัยอยู่กับพระยาญาณดิสจนเกิดความคุ้นเคยกันดี เมื่อเจ้าเมืองกำแพงเพชรนำเจ้ามหาพรหมไปนมัสการพระแก้วมรกตและพระพุทธสิหิงค์เจ้ามหาพรหมจึงเกิดความคิดที่จะขอยืมพระพุทธรูปทั้งสองไปยังนครพิงค์เพื่อดำเนินกุศโลบายทางการเมืองกับเจ้าแสนเมืองมาดังนั้นเจ้ามหาพรหมจึงแอบเป็นชู้กับนางจันทน์ผู้เป็นมารดาของพระยาญาณดิส เมื่อได้โอกาสจึงขอยืมพระพุทธสิหิงค์ไปเป็นแบบเพื่อหล่อพระพุทธสิหิงค์จำลอง ซึ่งนางก็อนุญาตพร้อมกันนั้นเจ้ามหาพรหมก็วางแผนขโมยพระแก้วมรกตไปด้วยนางจันทน์ได้ให้ความร่วมมือ โดยสั่งคนสนิทให้ตัดไม้มะเดื่อท่อนใหญ่มาสลักเป็นพระพุทธรูป แล้วเอาพระแก้วมรกตซ่อนไว้ในโพรงของพระไม้มะเดื่อนั้น
ใน พ.ศ.๑๙๓๓ เจ้ามหาพรหมเดินทางจากกำแพงเพชรสู่เชียงใหม่ ได้นำเอาพระพุทธสิหิงค์ไปถวายพระเจ้าแสนเมืองมาซึ่งพระเจ้าแสนเมืองมาก็พระราชทานอภัยโทษ และโปรดให้ไปครองเมืองเชียงรายตามเดิม
ต่อมาเจ้ามหาพรหมทรงประชวรเนื่องจากความชราภาพทรงห่วงใยพระแก้วมรกต เกรงว่าจะถูกทำลายโดยคนใจบาปพระองค์จึงเอาปูนผสมทรายอ่อนคลุกเคล้าด้วยน้ำผึ้งน้ำอ้อยพอกทาทั่วองค์พระแก้วมรกต แล้วลงรักปิดทองบรรจุในย่ามขนาดใหญ่และเย็บปากถุงให้แน่นหนา จากนั้นทรงรับสั่งกับทหารที่ไว้ใจว่าให้นำย่ามใบนี้ไปไว้ที่คอระฆังขององค์พระเจดีย์ วัดป่าญะ (วัดพระแก้ว เชียงราย) แต่พระองค์ก็ได้กำจัดนายทหารผู้นั้นเสียเพื่อกันเรื่องรั่วไหล ต่อมาไม่นานนักเจ้ามหาพรหมก็ถึงแก่พิราลัย จนกระทั่งในปี พ.ศ.๑๙๗๗ พระเจดีย์วัดป่าญะถูกอสุนีบาตพังทลายลงมา เจ้าอธิการวัดพร้อมกับพุทธศาสนิกชนจึงพบพระพุทธรูปองค์หนึ่ง ซึ่งในครั้งแรกเข้าใจว่าเป็นพระพุทธรูปธรรมดา จึงอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ในวิหาร ต่อมาปูนที่พอกตรงปลายพระนาสิกกะเทาะออก สามารถเห็นเป็นแก้วสีเขียวงดงาม เมื่อกะเทาะออกทั้งองค์ก็ปรากฏเป็นพระพุทธรูปแก้วเขียวแท่งทีบ
เมื่อพระเจ้าสามฝั่งแกน (ครองราชย์ พ.ศ.๑๙๕๔-๑๙๘๕) เจ้าเมืองเชียงใหม่ทราบเรื่อง จึงให้จัดขบวนช้างอัญเชิญพระแก้วมรกตไปยังเมืองเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ.๑๙๗๗ แต่ในช่วงที่ขบวนช้างเดินทางถึงเมืองแช่สัก (อ่าน "แจ้สัก") ซึ่งอยู่กึ่งกลางทางไปลำปางและเชียงใหม่ ช้างเกิดตื่นหนีไปทางเมืองลำปางและไม่ยอมเดินทางต่อไป เมื่อผู้รับผิดชอบในขบวนช้างแจ้งเหตุไปยังพระเจ้าสามฝั่งแกนแล้ว พระองค์จึงโปรดฯ ให้เสี่ยงทายชื่อเมืองต่าง ๆ ที่เชื่อว่าพระแก้วมรกตประสงค์จะไปเมื่อเสี่ยงทายได้ชื่อเมืองลำปางถึงสามครั้ง จึงโปรดฯ ให้เชิญพระแก้วมรกตไปมอบให้เจ้าหมื่นด้งนครเจ้านครลำปาง ซึ่งเป็นพระเชษฐาของพระเจ้าสามฝั่งแกน ชาวลำปางจึงพร้อมกันสร้างวัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดารามถวายแก่พระแก้วมรกต (ความในตำนานพระแก้วดอนเต้าจะแตกต่างจากที่กล่าวมานี้) และพระแก้วมรกตได้ประดิษฐานอยู่ที่ลำปางเป็นเวลา ๓๔ ปี (พ.ศ.๑๙๗๗-๒๐๑๑)
ต่อมาเจ้าหมื่นด้งนครย้ายมาอยู่ช่วยราชการในสมัยของพระเจ้าติโลกราชที่เมืองเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ.๒๐๑๑ เจ้าหมื่นดังนครจึงนำพระแก้วมรกตมาถวายพระเจ้าติโลกราชด้วย และพระเจ้าติโลกราชได้โปรดฯ ให้นำพระแก้วมรกตไปประดิษฐานที่ซุ้มจระนำมุขด้านทิศตะวันออกขององค์พระเจดีย์หลวงในวัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่
ใน พ.ศ.๒๐๘๙ พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชได้รับอัญเชิญจากหลวงพระบางมาครองเชียงใหม่ และเมื่อพระองค์เสด็จกลับไปครองราชย์ที่เมืองหลวงพระบางแทนพระบิดาเมื่อ พ.ศ.๒๐๙๑ ก็ได้ทรงนำพระแก้วมรกตไปด้วย พระแก้วมรกตอยู่ที่หลวงพระบางได้ ๑๒ ปี พระไชยเชษฐาธิราชย้ายไปครองเมืองเวียงจันทน์ ก็ได้นำพระแก้วมรกตไปประดิษฐานไว้ที่หอพระแก้วนครเวียงจันทน์ พระแก้วมรกดประดิษฐานอยู่ในที่ดังกล่าวเป็นเวลา ๒๑๘ ปี (พ.ศ.๒๑๐๓-๒๓๒๑)
เมื่อพระเจ้าตากสินขึ้นครองแผ่นดินนั้น เมืองเวียงจันทน์ไม่ยอมขึ้นกับกรุงธนบุรี จึงทรงโปรดฯ ให้เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกยกไปตีเมืองเวียงจันทน์ ซึ่งก็ยึดเมืองได้เมื่อ พ.ศ.๒๓๒๑ ครั้งนั้น เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกก็ได้อัญเชิญพระแก้วมรกตจากเวียงจันทน์ไปประดิษฐานไว้ที่กรุงธนบุรีต่อเมื่อเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกปราบดาภิเษกเป็นพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกและสร้างกรุงเทพฯ ขึ้นแล้ว โปรดฯ ให้อัญเชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐานที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามที่สร้างขึ้นใหม่ เมื่อวันจันทร์ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๔ ปีมะโรง ตรงกับวันที่ ๒๒ มีนาคม พ.ศ.๒๓๒๗ พระแก้วมรกตหรือพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรจึงประทับเป็นหลักชัยของชาวไทยทั้งมวลนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
(เรียบเรียงจาก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงแสน ประวัติศาสตร์เชียงแสน และ สมโภช ๖๐๐ ปี พระธาตุเจดีย์หลวง วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เชียงใหม่, ๒๕๓๘)
บุปผา คุณยศยิ่ง