ปฐมสัมโพธิกคัมภีร์ชื่อปฐมสัมโพธิกถา หรือ ปถมสมโพธิกถาเป็นชื่อคัมภีร์สำคัญที่ใช้ในพิธีพุทธาภิเษกแบบล้านนา โดยจะใช้เทศน์เป็นกัณฑ์ท้ายสุดในพิธีกรรมซึ่งมักจะเป็นเวลาประมาณรุ่งอรุณก่อนที่จะมีพิธีถวายข้าวมธุปายาสแก่พระพุทธรูปที่อบรมสมโภช ใหม่นั้น (ดูประกอบที่ อบรมสมโภชพระเจ้า)
คัมภีร์ปฐมสัมโพธิกถาในล้านนานี้มีทั้งฉบับย่อและฉบับสำนวนพิสดาร โดยฉบับย่อซึ่งมักจะใช้ในพิธีพุทธาภิเษกนั้นจะมีความยาว ๑ ผูก ส่วนฉบับสำนวนพิสดารนั้นมีความยาวมีใจความตั้งแต่พระโพธิสัตว์จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตมาปฏิสนธิในพระครรภ์ของนางสิริมหามายาไปจนจบการเทศน์ธัมมจักกัปปวตนสูตต์ แบ่งเป็น ๖-๙ ปริจเฉท ต้นฉบับที่บำเพ็ญระวิน ใช้ในการปริวรรตเป็นไมโครฟิล์มถ่ายจากคัมภีร์ของวัดขันแก้ว ตำบลหารแก้ว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ยาว ๗ ผูก รวม ๓๑๗ หน้าใบลาน จารเมื่อ พ.ศ.๒๓๗๗ ซึ่งเห็นว่าจารขึ้นเมื่อ ๑๐ ปี ก่อนที่สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรสจะนิพนธ์งานของพระองค์ เนื้อเรื่องสรุปความไว้ตามแต่ละปริจเฉท ดังนี้
ปริจเฉทที่ ๑ คัพภนิกขมนปริวัตต์
เมื่อพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีเต็มที่แล้วก็ได้เสวยสุขอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต และเมื่อสิ้นอายุในสวรรค์แล้ว บรรดาเทวดาอินทร์พรหมทั้งหลายมีพระอินทร์เป็นประธานได้อัญเชิญพระโพธิสัตว์ให้ไปเกิดเป็นมนุษย์เพื่อตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระโพธิสัตว์พิจารณาดูเหตุ ๕ ประการแล้ว จึงลงมาปฏิสนธิในครรภ์ของนางสิริมหามายา มเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะแห่งเมืองกัปปิลวัตถุนคร ในคืนนั้น นางสิริมหามายาทรงพระสุบินไปว่าท้าวจตุโลกบาลนำนางไปอาบน้ำในสระอโนดาตแล้วบรรทมอยู่ในวิมานทอง จากนั้นก็มีช้างเผือกมาประทักษิณรอบนางสามรอบแล้วเข้าไปหานางทางด้านขวา ความฝันดังกล่าวนี้พระเจ้าสุทโธทนะโปรดให้บรรดาพราหมณาจารย์ทำนาย ซึ่งก็ได้ความว่านางจะทรงพระครรภ์พระโอรส และพระโอรสดังกล่าวหากไม่บวชก็จะได้เป็นพญาจักรพรรดิราช แต่หากออกบวชก็จะได้เป็นพระพุทธเจ้า ในครั้งที่พระโพธิสัตว์ลงสู่ครรภ์พระมารดานั้น เป็นเวลาใกล้รุ่งเดือนวิสาขะเพ็ญวันพฤหัสบดีเมื่อพระจันทร์เสวยอุตราสาฒฤกษ์ของปีระกา ครั้งนั้นก็ได้เกิดเหตุอัศจรรย์ไปทั่วทั้งหมื่นโลกจักรวาลไปถึงโลกันตมหานรก
หลังจากนั้น พระเจ้าสุทโธทนะก็โปรดให้ดูแลพระครรภ์อย่างดี โดยมีท้าวจตุโลกบาลถือดาบสรีกัญไชยมาคอยระวังทั้งสี่ด้านของห้องพระบรรทม ทั้งนี้ พระมารดาสามารถมองเห็นพระโพธิสัตว์ในพระครรภ์ว่าประทับนั่งพับแพนงเชิงพิงอยู่กับกระดูกส่วนหลังของพระมารดา
เมื่อทรงพระครรภ์ครบสิบเดือนแล้ว นางสิริมหามายาก็ประสงค์จะไปสู่เมืองเทวทหนครของพระบิดามารดา ครั้นขบวนเสด็จไปถึงป่าลุมพินีวันซึ่งอยู่ระหว่างเมืองกัปปิลวัตถุนครและเมืองเทวทหนครนั้น นางสิริมหามายาก็ทรงเจ็บพระครรภ์ นางจึงไปยืนจับกิ่งไม้รังแล้วพระโอรสก็ประสูติในท่ายืน ในยามรุ่งอรุณของวันพุธเดือนวิสาขะ พระจันทร์เสวยวิสาขฤกษ์ โบราณสักราช ๘๔๐ ท่ามกลางความอัศจรรย์โกลาหลเป็นอันมาก เมื่อพระกุมารประสูติแล้วก็ดำเนินไป ๗ ก้าว แล้วตรัสว่า "อคฺโคหสมึเสฏฺโฐ อนุตฺตโร อยมนฺติมา เม ชาติ นตฺถิ ทานิ ปุพฺพภโว" ซึ่งแปลว่า "กูคือผู้ประเสริฐยิ่งนัก ไม่มีปุคละผู้ใดจักประเสริฐไปกว่ากในโลกนี้ การเกิดมาแห่งกูปางนี้เป็นปางสุดปางซ้อยกรียาอันเกิดมาแห่งกูนี้ บ่จักมีพอสองเทื่อชะแล"
ในวาระที่พระโพธิสัตว์ประสูดินั้น ก็เป็นอุบัติกาลของนางยโสธราพิมพา พระอานนท์ ฉันนามาตย์ กาฬุทายีอามาตย์ ม้ากัณฐกะ และขุมทองอีกสี่ขุม
ปริจเฉทที่ ๒ มหาสัตตลักขณปริวัตต์
หลังจากประสูติกาลแล้ว ขบวนเสด็จก็นำพระโอรสและพระมารดาคืนสู่นครกัปปิลวัตถุ ต่อมากาลเทวิลฤๅษีได้เข้าเฝ้าเพื่อขอดูพระกุมาร ซึ่งพระบิดาก็โปรดให้นำพระกุมารไนมัสการฤาษีนั้น แต่พระบาทของพระกุมารกลับไปตั้งอยู่บนเศียรของฤๅษี ทำให้ฤาษีต้องรีบลุกจากอาสนะแล้วยกมือไหว้รับเอาพระบาทของพระกุมาร พร้อมกับหัวเราะและว่าดีใจที่ได้พบพระกุมารผู้จะได้มาตรัสเป็นพระพุทธเจ้า แล้วฤาษีก็กลับร้องไห้เพราะเสียใจที่ตนจะตายก่อนโดยมิได้พบพระพุทธเจ้าจากเหตุนี้ พระเจ้าสุทโธทนะจึงประคองอัญชลีต่อพระโอรสเป็นครั้งแรก จากนั้นฤๅษีจึงให้หลานของตนชื่อนาลกะออกบวชเพื่อรอพบพระพุทธเจ้า ต่อมา พระเจ้าสุทโธทนะก็ประชุมพราหมณ์ ๑๐๘ ตนทำพิธีขนานนามพระโอรสว่า "สิทธัตถะ"เจ้าชายสิทธัตถะประกอบด้วยมหาปุริสลักขณะ ๓๒ ประการเช่น พระบาทมีพื้นอันเรียบ ประกอบด้วยรูปกงจักรอยู่กลางและมีรูปอื่นๆ อีก ๑๐๘ รูปอยู่โดยรอบ เช่น รูปนางส่องกระจกรูปจานใส่ข้าว รูปปลาตะเพียน รูปไหน้ำ รูปเขาพระสุเมรุ ฯลฯนอกจากนั้นยังมีนิ้วพระหัตถ์และพระบาทยาวเสมอกัน มีพระทนต์จำนวน ๔๐ ซี่ เป็นต้น
ปริจเฉทที่ ๓ ราชาภิเสกปริวัตต์
เมื่อพระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบว่าเหตุที่จะทำให้พระโอรสออกไปบวช ได้แก่ การพบคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช พระองค์จึงให้ห้ามบุคคลดังกล่าวเข้ามาใกล้พระโอรสในระยะหกพันวา จากนั้นก็โปรดให้จัดหาแม่นมแก่พระโอรส ๖๔ คนและมีผู้คอยรับใช้อีก ๓๖๐ คน
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะมีอายุครบ ๗ วันแล้ว นางสิริมหามายาก็สิ้นพระชนม์ไปเกิดเป็นเทวบุตรในสวรรค์ชั้นดุสิตเมื่อพระนางมีชนมายุ ๓๓ ปี ๘ วัน
ต่อมาเมื่อพระโอรสมีอายุ ๗ ปีแล้ว พระเจ้าสุทโธทนะก็ได้พาไปในพิธีแรกนาขวัญ โดยให้ประทับอยู่ในวงผ้าม่านใต้ร่มไม้หว้าแล้วพระองค์ก็ออกไปทรงไถนา เมื่อพระโอรสเห็นว่าไม่มีผู้ใดอยู่ใกล้แล้วก็ประทับนั่งพับแพนงเชิงเข้าสู่สมาธิอันเป็นเหตุให้เงาของไม้หว้านั้นไม่เคลื่อนไป เหตุดังนี้ทำให้พระเจ้าสุทโธทนะประคองอัญชลีต่อพระโอรสอีกเป็นครั้งที่สอง
ครั้นเจ้าชายสิทธัตถะมีชนมายุ ๑๖ ปีแล้ว พระบิดาก็โปรดให้สร้างปราสาท ๓ หลังให้พระโอรสประทับในฤดูต่างๆโดยสร้างปราสาทเก้าชั้นสำหรับประทับในฤดูหนาว ปราสาทห้าชั้นสำหรับฤดูร้อน และปราสาทเจ็ดชั้นสำหรับประทับในฤดูฝนซึ่งปราสาทแต่ละหลังก็ได้รับการก่อสร้างอย่างวิจิตรและมีอุปกรณ์ประกอบที่เหมาะสมต่อความสบายในฤดูกาลที่ต่างกัน
เมื่อสร้างปราสาทสำหรับพระโอรสเสร็จแล้ว พระเจ้าสุทโธทนะก็โปรดให้ส่งข่าวถึงบรรดาท้าวพญาในสกุลสักยราชให้ส่งธิดาไปถวาย แต่ท้าวพญาก็ทักว่าแม้พระกุมารจะมีรูปงามแต่ก็น่าจะมี "สิปปคุณ" คือความรู้อย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อที่จะเลี้ยงลูกเมียได้ พระโพธิสัตว์ทูลพระบิดาว่าพระองค์มี "สิปปคุณ" อยู่แล้ว และได้แสดงฝีมือธนูให้แก่ปวงญาติที่ไปประชุมกัน โดยแผลงศรไปเป็นรูปต่างๆ ในอากาศ จากนั้นก็หุ้มตาของพระโพธิสัตว์ไว้แล้วให้แผลงศรไปตัดขนของเนื้อทรายที่ตั้งห่างไปหนึ่งโยชน์ ในขณะที่พระอาทิตย์ค่ำลงแล้ว ซึ่งพระโพธิสัตว์ก็กระทำได้สำเร็จ จากนั้นก็ได้จัดพิธีอภิเษกเจ้าชายสิทธัตถะกับนางยโสธราพิมพาและให้ครองเมืองกัปปิลวัตถุ
วันหนึ่ง เมื่อพระโพธิสัตว์ไปประพาสอุทยาน ได้ทอดพระเนตรเห็นเทวดาที่แปลงเป็นคนแก่ก็ทรงสะเทือนพระทัยจึงให้สารถีซักรถคืนสู่ปราสาท และในการเสด็จไปประพาสราชอุทยานในครั้งต่อๆ มา ก็ได้ทอดพระเนตรเห็นคนเจ็บและคนตาย ซึ่งก็โปรดให้ชักราชรถกลับเช่นกัน ต่อเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะได้ทอดพระเนตรเห็นนักบวชแล้วก็ทรงตั้งพระทัยที่จะออกบวช และในวันนั้นก็ได้ประพาสราชอุทยานเป็นครั้งสุดท้ายและขณะที่ประทับอยู่ในอุทยานนั้น พระบิดาก็ให้คนไปทูลว่านางพิมพาประสูติพระโอรส พระโพธิสัตว์จึงตรัสว่า "ราหุโล ชาโต พนฺธนํ ชาตํ" ซึ่งทำให้พระโอรสได้พระนามว่า "ราหุล"
ในตอนที่ประทับราชรถกลับจากราชอุทยานนั้น เจ้าชายสิทธัตถะทรงได้ยินนางกีสาโคตมีสรรเสริญพระองค์ว่ามีรูปงามอันอาจยังให้ "รำงับจากอันร้อนกระหาย เป็นดั่งได้เถิงนิพพานแล้วนั้นแล" ก็ทำให้ทรงถือว่านางเป็นอาจารย์เตือนสติ จึงให้คนนำเครื่องประดับของพระองค์ไปมอบแก่นางเพื่อเป็นเครื่องบูชาคุณ และในวันนั้นเป็นวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะที่พระโพธิสัตว์มีชนมายุครบ ๒๙ ปีพอดี
ปริจเฉทที่ ๔ มหาภินกขมนปริวัตต์
หลังพระกระยาหารมื้อเย็นแล้ว บรรดาหญิงนักดนตรีและนักขับนักฟ้อนก็เข้าถวายงาน แต่พระโพธิสัตว์ก็ทรงรำพึงเพียงแต่การจะออกบวชและมิได้ยินดีต่อการขับฟ้อนเหล่านั้นจึงบรรทมหลับไป หญิงทั้งหลายเห็นเช่นนั้นต่างก็พากันหลับตาม โดยฟุบหลับอยู่กับเครื่องดนตรีของตน ท่ามกลางแสงอัจกลับโคมไฟซึ่งสว่างรุ่งเรืองในปราสาท ครั้นพระโพธิสัตว์ตื่นบรรทมได้ทอดพระเนตรเห็นนางเหล่านั้นนอนอยู่ในท่าที่ไม่สำรวมเช่น มีน้ำลายไหล นอนกรน นอนละเมอ หรือเสื้อผ้าหลุดลุ่ยมีลักษณะทั่วไปดังป่าช้าผีดิบเช่นนั้น พระองค์จึงตรัสแสดงความสังเวชในภวสงสาร จึงตัดสินพระทัยจะออกบวช จากนั้นก็เสด็จไปบอกนายฉันนามาตย์ซึ่งนอนหนุนธรณีประตูอยู่ให้เตรียมม้าที่นั่ง ซึ่งฉันนามาตย์ก็เลือกม้ากัณฐกะประดับอานและเครื่องบังคับม้าเตรียมรออยู่ ถัดนั้น พระโพธิสัตว์ก็เสด็จไปเปิดประตูห้องบรรทมของนางยโสธราพิมพา และราหุลราชกุมารก็เห็นนางพิมพาประทับนอนตะแคง พระหัตถ์ขวาทรงกอดพระโอรสไว้ ก็ทรงคำนึงว่าหากจะเข้าไปอุ้มพระโอรสก็เกรงว่านางพิมพาจะตื่น ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อการออกบวช พระโพธิสัตว์จึงเสด็จไปประทับม้ากัณฐกะมีนายฉันนามาตย์ติดตามออกจากเมืองกัปปิลวัตถุไป
เมื่อออกจากเมืองไปไม่ไกลนัก พญามารก็ปรากฏตัวขวางหน้าพระโพธิสัตว์ไว้เพื่อทูลว่าหากพระองค์จะครองแผ่นดินต่อไปอีกเจ็ดวันข้างหน้าก็จะได้เป็นพระยาจักรพรรดิราช แต่พระโพธิสัตว์มิได้ไยดีในสมบัติดังกล่าว จึงทรงขับไล่พญามารให้หลีกไป พญามารจึง "ขอดเวร" ไว้ว่าเมื่อใดที่พระโพธิสัตว์เกิดกามวิตก ก็จะเข้าแทรกแซงให้พระโพธิสัตว์เลิกล้มความคิดที่จะบวชเพื่อแสวงหาโพธิญาณเสีย
กัณฐกะม้าทรงนำเสด็จออกจากเมืองไประยะหนึ่งแล้วพระโพธิสัตว์ก็ได้ทอดพระเนตรดูเมืองเป็นครั้งสุดท้ายแล้วตรัสว่าจะกลับเมืองอีกต่อเมื่อได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วจากนั้นก็เดือนม้าที่นั่งต่อไปจนข้ามเขตของสามเมืองคือกัปปิลวัตถุ สาวัตถี และเวสาลีไปจนกระทั่งถึงฝั่งแม่น้ำอโนมาเมื่อเวลารุ่งอรุณ พระองค์ใช้ดาบสรีกัญไชยตัดพระเกศาซัดขึ้นไปในอากาศ พระอินทร์ก็นำผอบแก้วรับพระเกศานั้นไปบรรจุไว้ที่จุฬามณีเจดีย์ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ถัดนั้นก็เปลื้องผ้าทรงออกแล้วทรงเครื่องสมณบริขารซึ่งฆฏิการพรหมนำมาถวาย และฆฏิการพรหมก็นำผ้าทรงของพระโพธิสัตว์ไปบรรจุไว้ที่ทุสสเจดีย์ในพรหมโลก
ปริจเฉทที่ ๕ ทุกกรกิริยาปริวัตต์
ครั้นพระโพธิสัตว์ดำรงสภาวะเป็นนักบวชแล้ว ก็ตรัสสั่งให้นายฉันนามาตย์นำเครื่องประดับและม้ากัณฐกะไปทูลพระบิดาว่าพระองค์ผนวชแล้ว แต่ม้ากัณฐกะก็ถึงแก่อกแตกตายด้วยอาลัยรักในพระโพธิสัตว์
เมื่อบรรพชาแล้ว พระโพธิสัตว์ประทับเสวยสุขที่ใต้ต้นมะม่วงในบริเวณนั้นเป็นเวลาเจ็ดวัน แล้วจึงเสด็จไปยังเมืองราชคหนคร เมื่อกิตติศัพท์ความงามของพระโพธิสัตว์ลือไปถึงพระเจ้าพิมพิสารแล้ว พระองค์ได้เสด็จไปเฝ้าและทูลเชิญให้ครองราชสมบัติ แต่พระโพธิสัตว์ไม่ทรงรับ พระเจ้าพรหมทัตจึงทูลอาราธนาว่าหากสำเร็จพระโพธิญาณแล้วก็ขอให้เทศนาโปรดพระองค์ด้วย จากนั้นพระโพธิสัตว์ก็เสด็จไปบำเพ็ญทุกกรกิริยาที่ตำบลอุรุเวลาตราบจนเวลาล่วงเข้าสู่พรรษาที่ ๖จึงมีนักบวช ๕ ตน ซึ่งโกณฑัญญะเป็นหัวหน้าพากันไปอุปัฏฐาก
ต่อมาเมื่อทรงเห็นว่าการอดพระกระยาหารมิใช่ทางที่จะบรรลุโพธิญาณ จึงหันกลับมาเสวยภัตตาหารอีก เหล่าปัญจวัคคีย์เห็นเช่นนั้นก็คิดว่าพระโพธิสัตว์ทรงล้มเลิกการบำเพ็ญเพียรเสียแล้ว จึงพากันไปอยู่ที่ป่าอิสิปตนมิคคทายวัน
เมื่อถึงวันเพ็ญเดือนวิสาขะอันเป็นวันที่ครบหกปีที่พระโพธิสัตว์ได้บำเพ็ญเพียรเพื่อการค้นหาสัจธรรมนั้น นางสุชาดาธิดาของของกุถุมพีผู้หนึ่งในตำบลอุรุเวลาเสนานิคมได้จัดทำข้าวมธุปายาสใส่ถาดทองคำเพื่อไปบูชาแก่รุกขเทวดา เมื่อได้พบพระโพธิสัตว์ก็เข้าใจว่าเป็นรุกขเทวดา จึงน้อมข้าวมธุปายาสนั้นเข้าถวายต่อพระหัตถ์ในยามเช้า
อนึ่ง ในคืนก่อนที่จะถึงวันเพ็ญดังกล่าว ในขณะที่นางสุชาดาจัดทำข้าวมธุปายาสอยู่นั้น พระโพธิสัตว์ทรงพระสุบินดังนี้
๑. ได้บรรทมอยู่ในแผ่นดิน พระเศียรหนุนดอยหิมวันต์ทอดพระกรและพระบาทไปในมหาสมุทรทั้งสี่
๒. มีหญ้าแพรกขนาดคันไถโผล่จากพระนาภีสูงขึ้นไปในอากาศนับพันโยชน์
๓. มีหนอนขาวขนดำขึ้นมาจากพระบาทไปถึงเข่า
๔. มีนกต่างๆ บินมาตกที่พระบาทแล้วกลายเป็นผ้าขาดไปทั้งหมด
๕. ได้ดำเนินไปเหนือภูเขาแห่งอาจมโดยที่อาจมเหล่านั้นไม่อาจแปดเปื้อนพระองค์ได้ ซึ่งความฝันทั้งหมดนี้ส่อแสดงว่าพระองค์จะบรรลุสัพพัญญุตญาณ
ครั้นถึงเวลารุ่งเช้า พระโพธิสัตว์สรงพระพักตร์แล้วก็ประทับนั่งที่ใต้ต้นโพธิ์ เมื่อนางสุชาดาไปพบเข้าก็ถวายถาดทองคำบรรจุข้าวมธุปายาส พระองค์จึงไปสรงน้ำและทรงผ้ากาสาวพัสตร์แล้วแบ่งข้าวมธุปายาสเป็น ๔๙ ก้อน เสวยแล้วนำถาดทองไปลอยในแม่น้ำเพื่อเสี่ยงทายว่า หากพระองค์จะได้บรรลุพระโพธิญาณก็ขอให้ถาดนั้นลอยทวนน้ำ ซึ่งถาดทองก็ลอยทวนน้ำขึ้นไป ๒๐ วา แล้วจมลงไปยังที่อยู่ของกาฬนาคราชและซ้อนอยู่เหนือถาดทองเสี่ยงทายของพระพุทธเจ้าสามพระองค์ที่ตรัสรู้ไปก่อนแล้ว จากนั้นพระโพธิสัตว์ก็กลับไปประทับอยู่ใต้ร่มมหาโพธิ ครั้นโสตถิพราหมณ์นำหญ้า ๘ กำมือไปถวายก็ทรงนำหญ้าคานั้นไปปูลาดทางทิศตะวันออกของต้นโพธิ์ซึ่งก็เกิด "แท่นแก้ววชิรเพ็ก" หรือบัลลังก์เพชรสูง ๑๔ ศอกพระองค์ก็ประทับนั่งพับแพนงเชิงที่บัลลังก์นั้นพิงดต้นพระศรีมหาโพธิผันพระพักตร์ไปทิศตะวันออก แล้วอธิษฐานว่า หากไม่บรรลุโพธิญาณแล้ว จะไม่ทรงลุกจากพุทธบัลลังก์นั้น แม้ว่าพระวรกายจะเหี่ยวแห้งไปหมดก็ตาม
ปริจเฉทที่ ๖ มารวิชัยปริวัตต์
พญามารได้ติดตามพระโพธิสัตว์เป็นเวลาหกปีเพื่อหาโอกาสที่พระโพธิสัตว์จะประพฤติในทางที่เป็นโทษ เมื่อตระหนักว่าพระโพธิสัตว์จะหาช่องเพื่อออกจากวิสัยของตนเช่นนั้น จึงเรียกธิดาทั้งสาม คือนางราคา อรดี และตัณหาให้ไปขับพระโพธิสัตว์ออกจากพุทธบัลลังก์แต่ก็ไม่สำเร็จ พญามารจึงเตรียมพลมารเต็มบริเวณ ๘ ล้านวาแปลงกายให้น่ากลัวเข้าไปทางด้านเหนือแล้วคุกคามให้พระโพธิสัตว์ลุกจากพุทธบัลลังก์พญามารกล่าวว่าพุทธบัลลังก์ควรเป็นของตนเพราะตนได้ให้ทานมาเป็นอันมากและได้อ้างเอาไพร่พลมารเป็นสักขีพยานแต่พระโพธิสัตว์ได้อ้างเอาแผ่นดินเป็นพยาน ทำให้นางธรณีมาปรากฏแล้วทูลว่านางได้ซับน้ำที่พระโพธิสัตว์กรวดไว้ครั้งทำบุญในวาระต่างๆ ไว้ที่มวยผม แล้วนางก็บิดมวยผมทำให้น้ำถั่งออกมาเป็นกระแสแม่น้ำใหญ่พัดพาเอาเหล่ามารให้กระเจิดกระเจิงไป พญามารจึงยอมแพ้แล้วได้สรรเสริญพระโพธิสัตว์และได้ขอขมาโทษ จากนั้นจึงพาบริวารคืนไปยังที่อยู่ของตน
ปริจเฉทที่ ๗ ปถมสมโพธิปริวัตต์
ในคืนนั้นพระจันทร์ส่องสว่างไปทั่วบริเวณ พระโพธิสัตว์ประทับนั่งอยู่ที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิท่ามกลางการแวดล้อมบูชาของเหล่าพรหม เทวดาและอมนุษย์ทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ได้ย้อนระลึกถึงชาติต่างๆ ในอดีตจนสำเร็จปุพเพนิวาสานุสติญาณยามเที่ยงคืนบรรลุทิพจักขุญาณ ปลงปัจจยาการ และยามใกล้รุ่งก็ได้พิจารณาปฏิจจสมุปบาทโดยอนุโลมและปฏิโลมด้วยสามัตถปัจจยาการวัฏฏ์ได้ ๑๒ บท แล้วตรัสรู้ไญยยธัมม์ทั้งปวงในวาระที่พระอาทิตย์แรกขึ้นสู่ท้องฟ้า หลังจากนั้นก็เกิดอัศจรรย์โกลาหลเป็นอันมาก ในวาระที่พระโพธิสัตว์ได้ตรัสสัพพัญญตญาณเป็นพระพุทธเจ้า
จากนั้น พระพุทธเจ้าได้เปล่งอุทานกถาดังที่พระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ ได้เคยปฏิบัติ คือตรัสว่า "อเนกชาติสํสาร์ฯ"อันมีความว่าพระองค์ได้รื้อเอากิเลสตัณหาทิ้งไปได้แล้ว ถัดนั้นพระพุทธองค์ก็ได้ประทับนั่งอยู่ที่พุทธบัลลังกันั้นต่อมาอีกจนครบเจ็ดวัน
ปริจเฉทที่ ๘ พรหมัชเฌสนปริวัตต์
เมื่อประทับที่พุทธบัลลังก์ครบเจ็ดวันแล้ว พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปประทับยืนทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระแท่นนั้นอีกเจ็ดวันด้วยพระเนตรที่ลืมอยู่ เรียกว่า "อนิมมิสเจดีย์"ถัดนั้นทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ที่จงกรมแก้วที่พาดจากขอบจักรวาลไปยังเขาพระสุเมรุ แล้วเสด็จจงกรมจากทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออกกับจากเหนือไปใต้ของไม้มหาโพธินั้นอีกเจ็ดวัน เรียกว่า "จังกมนเจดีย์" ในสัปดาห์ที่สี่ พระพุทธเจ้าประทับยืนอยู่ในเรือนแก้วทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของไม้มหาโพธิรำพึงถึงพระอภิธัมมปิฎก ได้ชื่อว่า "รัตนฆรเจดีย์" สัปดาห์ที่ห้าพระพุทธเจ้าประทับนั่งพับแพนงเชิงเสวยวิมุตติสุขอยู่ที่โคนต้นอชปาลนิโครธทางทิศตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธิสัปดาห์ที่หก พระพุทธเจ้าเสด็จไปประทับนั่งอยู่ใต้ร่มไม้จิกหรือมุจจลินท์ และครั้งนั้นเกิดฝนตก พญานาคชื่อมุจจลินท์จึงขดกายล้อมพระพุทธเจ้าไว้เจ็ดรอบและเลิกพังพานออกคลุมพระเศียรเพื่อป้องกันสิ่งต่างๆ ที่จะรบกวนพระพุทธองค์ จากนั้นพระพุทธเจ้าก็ได้เสด็จไปประทับนั่งอยู่ที่ใต้ต้นราชายตนะเป็นเวลาอีกเจ็ดวัน
เมื่อสิ้นสัปดาห์ที่เจ็ดแล้ว พระอินทร์ได้นำผลสมอทิพย์และน้ำสรงพระพักตร์ไปถวาย ต่อมาก็มีพ่อค้าเกวียนสองพี่น้องชื่อตปุสสะและพัลลิกะได้นำข้าวสตุก้อนและสตุผงไปถวายครั้งนั้น ท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่เห็นว่าพระพุทธเจ้าไม่มีบาตร จึงนำบาตรไปถวาย พระพุทธเจ้าจึงอธิษฐานรวมบาตรทั้งสี่เป็นใบเดียวแล้วรับข้าวสตุจากพ่อค้าดังกล่าว และในโอกาสนั้น พ่อค้าทั้งสองก็ได้ปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ พระพุทธเจ้าจึงประทานเกศธาตุให้แก่บุคคลทั้งคู่
จากโคนไม้ราชายตนะ พระพุทธเจ้าไปประทับนั่งอยู่ที่ใต้ต้นอชปาลนิโครธและได้ทรงรำพึงว่าพระธรรมที่พระองค์คันพบนั้นเป็นธรรมที่ลึกซึ้ง ยากที่บุคคลทั้งหลายจะเข้าใจได้ จึงทรงคิดว่าจะไม่เทศนาธรรมนั้นแก่ผู้ใด เมื่อท้าวสหัมปติมหาพรหมได้ทราบถึงความคิดดังกล่าวก็เห็นว่าจะเป็นอันตรายแก่สัตว์โลกจึงรีบไปอาราธนาขอให้พระพุทธองค์แสดงธรรมทั้งหลายที่พระองค์ค้นพบ ซึ่งพระพุทธองค์ก็ทรงรับ
ปริจเฉทที่ ๙ ธัมมจักกัปปวัตนปริวัตต์
เมื่อพระพุทธเจ้าพิจารณาดูบุคคลที่ควรจะไปเทศนาโปรดก็ทรงทราบว่าอาฬารฤาษีและอุทกฤๅษีซึ่งเคยสอนพระองค์มาก่อนเสียชีวิตแล้ว พระองค์จึงเสด็จไปเทศน์โปรดเบญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมิคคทายวันในเขตเมืองพาราณสี ระหว่างทางก็ได้เทศนาโปรดหมู่ชีวกะกลุ่มหนึ่งด้วย ในวันที่พระพุทธเจ้าเทศนาธัมมจักกัปปวดนสูตต์แก่เหล่าปัญจวัคคีย์ทั้งห้านั้นตรงกับวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ ซึ่งโกณฑัญญะได้เป็นผู้บรรลุธรรมเป็นท่านแรก และทุกท่านก็ได้บรรลุอรหัตผลด้วยกันทั้งสิ้น
(เรียบเรียงจาก ปฐมสัมโพธิฉบับล้านนา ของ บำเพ็ญ ระวินภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ.๒๕๓๑)
อุดม รุ่งเรืองศรี
พระเจ้าสุทโธทนะออกไปไถนา (ภาพจิตรกรรมฝาผนังวิหารวัดป่าแดด อำเภอแม่แจ่ม เชียงใหม่)
เทวดามาอภิบาลเจ้าชายสิทธัตถะ ในขณะที่พระบิดาทรงไถนา (ภาพจิตรกรรมฝาผนังวิหารวัดป่าแดด อำเภอแม่แจ่ม เชียงใหม่)
เจ้าชายสิทธัตถะยิงธนู (ภาพจิตรกรรมฝาผนังวิหารวัดพระธาตุจอมปิง อำเภอเกาะคา ลำปาง)
เจ้าชายสิทธัตถะทรงม้ากัณฐกะออกผนวช โดยมีฉันนามาตย์ติดตามมีพระอินทร์ พระพรหม และเหล่าเทวดาให้ความอารักขา
(ภาพจิตรกรรมฝาผนังวิหารวัดเมืองสาตรหลวง อำเภอเมือง เชียงใหม่)
เจ้าชายสิทธัตถะทอดพระเนตรพระชายาและพระโอรสบรรทมก่อนออกผนวช (ภาพจิตรกรรมฝาผนังวิหารวัดบวกครกหลวง อำเภอเมือง เชียงใหม่)
เทวดาประคองเท้าม้ากัณฐกะให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงม้าออกผนวช (ภาพจิตรกรรมฝาผนังวิหารวัดพระธาตุจอมปิง อำเภอเกาะคา ลำปาง)
พระพุทธเจ้าเสด็จสู่นิพพาน (ภาพจิตรกรรมฝาผนังวิหารวัดบวกครกหลวง อำเภอเมือง เชียงใหม่)
พระพุทธเจ้าแสดงปาฏิหาริย์ (ภาพจิตรกรรมฝาผนัง วิหารวัดเมืองสาตรหลวง อำเภอเมือง เชียงใหม่)