รายชื่อพิพิธภัณฑ์

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกาญจนาภิเษก

สืบเนื่องมาจากนโยบายของกรมศิลปากรในการจัดสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ทางด้านชาติพันธุ์วิทยา เพื่อขยายสาขาของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินอกเหนือไปจากด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และศิลปะ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ ที่สามารถรองรับการขยายตัวของกรุงเทพมหานครออกไปยังพื้นที่แถบชานเมือง และกรมศิลปากรรับสนองพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการจัดหาพื้นที่สำหรับเป็นสถานที่จัดเก็บโบราณวัตถุศิลปวัตถุจากคลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยก่อสร้างอาคารจำนวน 2 หลังในพื้นที่โครงการ สำหรับเป็นที่รองรับโบราณวัตถุศิลปวัตถุจากคลังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ตลอดจนจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอื่นๆ ที่มีพื้นที่ในการจัดเก็บไม่เพียงพอ เป็นลักษณะของคลังเปิด หรือ คลังเพื่อการศึกษา (visible storage) ซึ่งในขณะเดียวกันนั้นได้มีการจัดทำแผนแม่บทพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาติพันธุ์วิทยาควบคู่กันไป โดยอาคาร ๒ หลังที่เป็นอาคารคลังมาแต่เดิมนั้น จะปรับปรุงให้เป็นอาคารจัดแสดงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กาญจนาภิเษกเป็นลำดับต่อไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการนำเสนอเรื่องราวของกลุ่มชนทุกเผ่าพันธุ์ในไทย เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้และศูนย์ข้อมูลเพื่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

จ. ปทุมธานี

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชาวนาไทย

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ชาวนาไทย เดิมตั้งอยู่ที่ถนนพระพันวษา ตำบลท่าพี่เลี้ยง ต่อมาในปี พ.ศ. 2552 ได้ย้ายไปตั้งอยู่บริเวณศูนย์ราชการแห่งใหม่ริมถนนสายสุพรรณ - ชัยนาท (340) อยู่ห่างจากที่เดิมราว 4.5 กิโลเมตร อาคารจัดแสดงเป็นอาคารคอนกรีตออกแบบผสมผสานระหว่างเรือนไทยและยุ้งฉางของชาวนา เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการทำนา โดยไม่ได้จัดแสดงศิลปะโบราณวัตถุ ชั้นล่าง จัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาของการทำนา เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำนา ประเพณีวิถีชีวิตของชาวนา เรื่องราวของข้าวในอดีต และ ที่น่าสนใจ คือการพบภาชนะดินเผ่าที่บ้านบางปูน ตำบลพิหารแดง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งอาจเป็นหลักฐานพระราชพิธีแรกนาขวัญในสมัยอยุธยา ชั้นบน จัดแสดงพระราชจริยวัตรพระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำชูชาวนาไทยทรงพัฒนาการทำนาและการเกษตรของชาติ มีการจัดแสดงภาพจำลองเหตุการณ์พระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมโอรสธิราชฯ เมื่อปี พ.ศ. 2529 ณ แปลงสาธิตบึงไผ่แขก ตำบลดอนโพธิ์ทอง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ทรงทำปุ๋ยหมัก หว่านและเก็บเกี่ยวข้าวด้วยพระองค์เอง และยังคงเก็บรักษาเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ที่พระองค์ทรงใช้ นอกจากนี้ชั้นล่างยังมี ห้องค้นคว้าข้อมูล สำหรับค้นคว้าข้อมูลทางวิชาการเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัตถุที่จัดแสดง

จ. สุพรรณบุรี

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเก่า

สืบเนื่องจากการที่ ดร.เอช อาร์ แวน เฮเกอเร็น (H.R.Van Heekeren) นักโบราณคดีชาวฮอลันดา ถูกจับเป็นเฉลยศึก และถูกเกณฑ์มาสร้างทางรถไฟสายมรณะในสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้พบเครื่องมือหินกะเทาะและขวานหินขัด ขณะทำงานอยู่บริเวณตำบลบ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อสงครามสงบจึงได้นำเครื่องมือหินที่พบกลับไปศึกษาวิเคราะห์ที่พิพิธภัณฑ์พีบอดี สหรัฐอเมริกา จนนำไปสู่การสำรวจขุดค้นทางโบราณคดี โดยนักโบราณคดีไทยและต่างประเทศ ในพื้นที่บ้านเก่า เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2499 หลังจากนั้นระหว่าง พ.ศ.2503- 2505 คณะสำรวจก่อนประวัติศาสตร์ โครงการความร่วมมือทางโบราณคดีระหว่างไทย- เดนมาร์ก ได้ทำการศึกษาขุดค้นทางโบราณคดีที่แหล่งโบราณคดีบ้านเก่า บริเวณที่ดินของนายลือ- นางบาง เหลืองแดง ริมแม่น้ำแควน้อย พบโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์จำนวนมาก ต่อมากรมศิลปากร จึงได้จัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า ขึ้น ในปีพ.ศ. 2508 ใกล้กับบริเวณแหล่งขุดค้น พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ทำหน้าที่เก็บรวบรวมรักษา และจัดแสดงโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่ได้จากการขุดค้นทางโบราณคดีที่แหล่งโบราณคดีบ้านเก่า และแหล่งโบราณคดีอื่นๆ ในจังหวัดกาญจนบุรี

จ. กาญจนบุรี

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครคีรี

พระนครคีรีหรือ เขาวัง เดิมเป็นพระราชวังในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งอยู่บนยอดเขา 3 ยอดติดต่อกัน ภายหลังรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็มิได้มีพระมหากษัตริย์เสด็จมาประทับที่พระนครคีรีอีก จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มีพระราชดำริ ให้บูรณะปฏิสังขรณ์ กรมศิลปากรจึงได้ประกาศขึ้นทะเบียนพระนครคีรีเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติ ดำเนินการบูรณะอาคารหมู่พระที่นั่งต่างๆ และได้ประกาศจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครคีรี เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2522 เป็นพิพิธภัณฑ์ประเภทอนุสรณ์สถาน โดยได้นำเครื่องราชูปโภคทั้งหมดที่ได้รับมอบกลับคืนมาจากสำนักพระราชวัง และกระทรวงมหาดไทย นำมาขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุ อนุรักษ์และนำออกจัดแสดงภายในพระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์ และพระที่นั่งปราโมทย์มไหสวรรย์

จ. เพชรบุรี

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ เป็นพิพิธภัณฑสถานประเภทโบราณคดีและประวัติศาสตร์โบราณวัตถุที่นำมาจัดแสดงส่วนใหญ่เป็นศิลปะสมัยทวาราวดี (พุทธศตวรรษที่ 12-16) ที่เก็บรวบรวมได้ในจังหวัดนครปฐม ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของนครปฐมในอดีต เริ่มตั้งแต่หลักฐานทางโบราณคดีที่พบในนครปฐม ซึ่งมีอายุเก่าไปถึงสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อราว 2,000-3,000 ปีล่วงมาแล้ว พัฒนาการของนครปฐมในยุคเริ่มแรกของสมัยประวัติศาสตร์ ซึ่งมีการติดต่อรับอารยธรรมจากอินเดีย และพัฒนาจนมีรูปแบบเป็นของตนเอง ในนามของ วัฒนธรรมแบบทวาราวดี นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึง ศาสนาและความเชื่อของคนทวาราวดีที่นครปฐม โดยวิเคราะห์จากโบราณวัตถุและโบราณสถานที่พบในจังหวัดนครปฐม เน้นที่ เจดีย์จุลประโทน ซึ่งเป็นเจดีย์สำคัญกลางเมืองนครปฐมโบราณ

จ. นครปฐม

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุพรรณบุรี

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี จัดตั้งขึ้นตามโครงการพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ประจำเมือง เมื่อ พ.ศ. 2538 เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านโบราณคดีประวัติศาสตร์ มานุษยวิทยา ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นของจังหวัดสุพรรณบุรี การจัดแสดงนิทรรศการถาวรของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี มีลักษณะของการผสมผสานระหว่างการจัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ กับสื่อจัดแสดงประเภทต่างๆ เช่น หุ่นจำลอง ระบบโสตทัศนูปกรณ์ ฯลฯ เพื่อให้ผู้เข้าชมได้รับทั้งความรู้ และความเพลิดเพลิน โดยแบ่งหัวข้อการจัดแสดงเป็นห้องต่างๆ อาคารพิพิธภัณฑ์เป็นทรงไทยประยุกต์ 2 ชั้น ภายในพิพิธภัณฑ์นำเสนอเรื่องราว วิถีชีวิต ของชาวจังหวัดสุพรรณบุรี นับตั้งแต่หลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงเมืองสุพรรณบุรีในอดีต หลักฐานที่แสดงถึงพัฒนาการของเมืองสุพรรณบุรี ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ทวาราวดี ลพบุรี อยุธยา และรัตนโกสินทร์ เหตุการณ์ยุทธหัตถี กลุ่มชนต่างๆที่อาศัยในจังหวัดสุพรรณบุรี ประวัติบุคคลสำคัญของจังหวัดสุพรรณบุรีในอดีต วรรณกรรมสำคัญของจังหวัดสุพรรณบุรี เพลงพื้นบ้านหรือเพลงลูกทุ่ง จนถึงสุพรรณบุรีในวันนี้

จ. สุพรรณบุรี

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง

อู่ทองเป็นเมืองโบราณสำคัญ ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี แห่งหนึ่ง พ.ศ. 2502 กรมศิลปากรได้จัดสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ขึ้นเป็นอาคารชั่วคราวเพื่อเก็บรักษาโบราณวัตถุที่ได้จากการสำรวจและขุดค้น ทางโบราณคดีที่เมืองโบราณอู่ทอง ต่อมาเมื่อสำรวจขุดแต่งโบราณสถานเพิ่มเติม พบโบราณวัตถุสมัยทวารดีจำนวนมาก พ.ศ. 2508 - 2509 กรมศิลปากรได้จัดสร้างอาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ขึ้นเป็นการถาวรเพื่อเก็บรักษาและจัดแสดงโบราณวัตถุที่ได้จากขุดค้นทางโบราณคดี พิพิธภัณฑ์มีอาคารจัดแสดง 3 หลัง อาคารที่ 1 จัดแสดงอารยธรรมเมืองอู่ทองสมัยอยุธยาก่อนประวัติศาสตร์ถึงสมัยประวัติศาสตร์วัฒนธรรมทวาราวดี อาคารที่ 2 จัดแสดงประวัติศาสตร์ เมืองอู่ทองในสมัยอยุธยา พุทธศตวรรษที่ 20-24 การบูรณะเจดีย์หมายเลข 1 ในสมัยพระเจ้าปราสาททอง แห่งกรุงศรีอยุธยา (พุทธศักราช 2173-2198) และอาคารที่ 3 เป็นสถาปัตยกรรมเรือนลาวโซ่ง จัดแสดงขนบธรรมเนียม ประเพณี เครื่องมือ เครื่องใช้ และการทอผ้า

จ. สุพรรณบุรี

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพและสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ได้ทรงรวบรวมโบราณวัตถุที่พบในจังหวัดลพบุรี และจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงโบราณวัตถุที่พระที่นั่งจันทรพิศาลภายในพระนารายณ์ราชนิเวศน์ เปิดให้เข้าชมเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2467 และได้ประกาศเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ เมื่อ พ.ศ. 2504 นำเสนอเรื่องราวในหลายส่วน ได้แก่พระที่นั่งพิมานมงกุฎ เป็นอาคาร 3 ชั้น สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดแสดงเรื่องราวตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์แถบภาคกลางลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อประมาณ 3500-4000 ปีมาแล้ว โบราณวัตถุที่พบจากการขุดค้นที่แหล่งโบราณคดีในจังหวัดลพบุรี ตลอดจนอารยธรรมลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา หลักฐานทางประวัติศาสตร์ศิลปกรรมยุคสมัยต่างๆ พระที่นั่งจันทรพิศาล เป็นท้องพระโรงสำหรับประชุมเสนาบดีในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ปัจจุบันจัดแสดงประวัติศาสตร์สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช หมู่ตึกพระประเทียบ เป็นหมู่อาคารในเขตพระราชฐานชั้นในรัชสมัยสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีทั้งหมด 8 หลัง ใช้จัดแสดงนิทรรศการถาวร 2 เรื่อง คือ 1. ชีวิตไทยภาคกลาง 2. หนังใหญ่ของจังหวัดลพบุรี ที่ได้มาจากวัดตะเคียน ตำบลท้ายตลาด และวัดสำราญ ตำบลโพธิ์เก้าต้น

จ. ลพบุรี

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติหอศิลป

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป หรือที่เรียกอีกชื่อว่า หอศิลปเจ้าฟ้า ในอดีตเป็นสถานที่ตั้งพระตำหนักของเจ้านายฝ่ายวังหน้า ต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รื้อถอนและสร้างเป็นโรงงานผลิตเหรียญกษาปณ์นาม “โรงกษาปณ์สิทธิการ” สร้างขึ้นตามลักษณะทางสถาปัตยกรรมตะวันตกโดย โดยได้แรงบันดาลใจจากโรงงานเครื่องจักรที่เมืองเบอร์มิ่งแฮม ประเทศอังกฤษ อาคารหลักด้านหน้าเป็นทรงปั้นหยา สูงสองชั้น หลังคามุงกระเบื้องว่าว สองข้างอาคารหลักต่อเป็นปีกทอดยาว เป็นอาคารชั้นเดียวหักมุมฉากสี่ด้านบรรจบกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสเชื่อมต่อกัน จนถึง พ.ศ. 2511 กรมธนารักษ์ได้ย้ายไปสร้างโรงงานใหม่ โรงงานกษาปณ์สิทธิการจึงร้างลงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ในวาระครบรอบ 100 ปี การพิพิธภัณฑ์ไทย (พ.ศ.2517) กรมศิลปากร ได้ริเริ่มโครงการจัดตั้ง พิพิธภัณฑสถานประเภทศิลปะสมัยใหม่ จึงได้เสนอขอใช้โรงกษาปณ์สิทธิการ เพื่อจัดตั้งเป็น “หอศิลปแห่งชาติ” โดยมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อเป็นสถานที่เก็บรวบรวมและจัดแสดงผลงานศิลปกรรมประเภททัศนศิลป์ ของศิลปินผู้มีชื่อเสียงทั้งชาวไทยชาวต่างประเทศ ตลอดจนเป็นศูนย์ศึกษาวิจัยและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับศิลปกรรมทั้งแบบไทยประเพณีและร่วมสมัย เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. 2520

จ. กรุงเทพมหานคร