บทความวิชาการ

บทความทั้งหมด 84 บทความ

พิพิธภัณฑ์สึนามิ เพื่อใคร เพื่ออะไร ?

21 มีนาคม 2556

ปีใหม่ 2548 นี้เป็นปีที่เริ่มด้วยความตื่นตระหนกและเศร้าสลดจากภัยธรรมชาติ ที่คร่าชีวิตผู้คนทั้งในประเทศไทย และที่อื่นๆตามชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย รวมแล้วเป็นเรือนแสน เป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ใครจะเคยนึกเคยฝันถึงได้ ดิฉันขอร่วมแสดงความเสียใจกับทุกท่านที่ประสบความสูญเสีย และขอร่วมเป็นกำลังใจในการกอบกู้ฟื้นฟูธรรมชาติ และชีวิตครอบครัวการงานของผู้ประสบภัย ให้แข็งแกร่งขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง   ยังมิทันที่คราบน้ำตาจะเลือนหายไปจากใบหน้าของผู้ที่ประสบเคราะห์กรรมทั้งหลาย เราก็เริ่มได้ยินข่าวถึงโครงการที่จะสร้าง อนุสรณ์สถาน อนุสาวรีย์ พิพิธภัณฑ์ และถาวรวัตถุอื่นๆ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้ระลึกถึงเหตุการณ์ครั้งนี้ โครงการเหล่านี้เป็นการริเริ่มที่ควรได้รับความสนใจ ดิฉันจึงอยากจะเชิญชวนให้ชาวชุมชนพิพิธภัณฑ์ ช่วยกันมีส่วนร่วมออกความคิดว่า เราอยากเห็นพิพิธภัณฑ์แบบใดเกิดขึ้น และพิพิธภัณฑ์ที่ว่านี้ เกิดขึ้นมาเพื่อใคร หรือเพื่ออะไร   เป็นเรื่องปรกติของสังคม เมื่อผ่านประสบการณ์ร่วมกันที่สร้างความสะเทือนใจอย่างใหญ่หลวง จะพยายามสร้างสัญลักษณ์ที่เป็นเครื่องเตือนความจำ และสร้างบทเรียนให้แก่คนรุ่นหลัง หน่วยงานของรัฐบาลอาจจะกำลังคิดถึงอนุสรณ์หรือถาวรวัตถุขนาดใหญ่ เป็นศูนย์กลางสำหรับบันทึกเรื่องราวฉบับมาตรฐานหรือฉบับทางการ อาจจะต้องมีการลงทุนขนาดใหญ่ไปในการก่อสร้าง จัดแสดง มีระบบมัลติมีเดีย   ล่าสุดแสดงเหตุการณ์อย่างสมจริงสมจัง และมีระบบการดูแลต่อไปในอนาคต แต่ก็คงจะมีประเด็นอีกมากมายหลายเรื่องที่เราจะต้องขบคิดกัน สาระสำคัญก็ดี เป้าหมายและหน้าที่ก็ดี การมีส่วนร่วมของผู้คนกลุ่มต่างๆ ก็ดี บทบาทต่อชุมชนท้องถิ่น ต่อประเทศ หรือต่อนักท่องเที่ยวก็ดี จะมีที่ทางอยู่ด้วยกันได้อย่างไรบ้างจึงจะลงตัวที่สุด   ในฐานะที่สมาชิกของเราจำนวนมาก เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานพิพิธภัณฑ์ในฐานะแหล่งเรียนรู้ระดับรากหญ้าที่มีส่วนร่วมของชุมชน ย่อมจะมีประสบการณ์ ที่จะนำมาช่วยกันสร้างจินตนาการพิพิธภัณฑ์ ที่มีรูปแบบและเนื้อหาสาระที่แตกต่างออกไปได้อีกมากมาย เช่น เราอาจจะคิดถึงพิพิธภัณฑ์ในระดับชุมชนมากมายหลายแห่ง ไม่ต้องรวมศูนย์อยู่ที่เดียว หรืออาจจะนึกภาพพิพิธภัณฑ์ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นอาคาร คิดถึงบริเวณที่ถูกคลื่นยักษ์โถมซัดทั้งหมดในฐานะพิพิธภัณฑ์ เราอาจจะคิดถึงวิธีที่ทำให้ชุมชนต่างๆ ในท้องถิ่น มีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของ ร่วมคิดและร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ของเขาจากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติครั้งนี้ เราอาจจะคิดถึงพิพิธภัณฑ์ที่สร้างความภูมิใจที่คนสามารถร่วมมือกันในสถานการณ์คับขัน หรือพิพิธภัณฑ์ที่กระตุ้นความสำนึกบางประการ และอื่นๆ อีกมากมาย ถ้าเราเปรียบเทียบพิพิธภัณฑ์เหมือนกับคน ที่เราอยากจะเห็นมีชีวิต เติบใหญ่ มีลูกหลานงอกงาม พิพิธภัณฑ์ก็น่าจะต้องมีทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ อาคารและเครื่องมือ วัตถุสิ่งของ อุปกรณ์ต่างๆ นั้น เป็นร่างกาย แต่จิตวิญญาณ คือข้อคำถามต่างๆ ที่เราจะต้องช่วยกันคิดเหล่านี้   ดิฉันเชื่อว่าใครก็ตามที่รอดชีวิตมาจากคลื่นยักษ์ถล่ม ล้วนมีเรื่องราวที่จะเล่าให้คนอื่น หรือลูกหลานฟังไปได้อีกนานแสนนาน หรือหากเจ็บปวดเกินกว่าที่จะเล่าในขณะนี้ เมื่อเวลาผ่านไป บาดแผลทางกายทางใจได้รับการเยียวยาแล้ว ก็อาจจะต้องการถ่ายทอดเป็นบทเรียนให้แก่คนอื่นต่อไปได้ ความทรงจำส่วนตัวของแต่ละคน เรื่องราวของคนเล็กๆ อย่างเราๆ ท่านๆ ที่แสนจะธรรมดาแต่บางครั้งก็ไม่ธรรมดา เป็นบทเรียนที่มีค่ายิ่ง เรื่องราวของความรัก ความผูกพันของพ่อแม่พี่น้องในวาระสุดท้ายของชีวิต ความเอื้ออาทรของคนแปลกหน้า วีรกรรมการท้าทายมัจจุราชเพื่อช่วยชีวิตผู้อื่น ความกล้าหาญ ทรหดอดทนของอาสาสมัครและผู้ที่เข้าไปช่วยเหลือ พิพิธภัณฑ์แบบไหนที่จะทำให้ทุกๆคนได้มีส่วนร่วมในการสะท้อนภาพความเป็นมนุษย์ในสถานการณ์พิเศษครั้งนี้ ไว้กระตุ้นเตือนมโนธรรมสำนึกของเพื่อนร่วมโลกอื่นๆได้   ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ที่เหลือรอดมาได้ในวันนี้ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่บอกเรื่องราว ทั้งที่เป็นส่วนรวม และเรื่องของเฉพาะบุคคล หลายคนอาจจะมีข้าวของเหล่านี้เหมือนๆกันและอาจดูไม่สำคัญนัก แต่ในอีกยี่สิบปีหรือห้าสิบปีข้างหน้า อาจจะเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือธรรมชาติวิทยาที่มีค่าควรแก่การศึกษาได้ เช่นมีคนเล่าให้ฟังว่า   ทีมนักวิจัยจากญี่ปุ่น มาศึกษารอยกระแทกบนรถยนตร์ที่ถูกคลื่นซัดไปกระแทกสะพาน แล้วสามารถคำนวณได้ว่า คลื่นลูกนั้นวิ่งด้วยอัตราความเร็วกี่กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นต้น นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ ตัวอย่างหนึ่ง   แต่พิพิธภัณฑ์สึนามีของชาวบ้าน ไม่จำเป็นจะต้องจำกัดอยู่แต่เหตุการณ์ของวันที่ 26 ธันวาคม 2547 เท่านั้น หากยังสามารถเชื่อมโยงไปยังวิถีชีวิต วัฒนธรรมและภูมิปัญญาของคนที่อาศัยอยู่กับทะเล และใช้ทรัพยากรจากทะเลในชีวิตประจำวัน เท่าที่อ่านจากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ ดูจะมีหมู่บ้านบางแห่งที่ชาวบ้านทราบด้วยประสบการณ์ของคนที่รู้จักทะเลหรือภูมิปัญญาใดก็แล้วแต่ สามารถหนีขึ้นไปอยู่บนที่สูงล่วงหน้าได้ทัน รอดชีวิตหมดทั้งหมู่บ้าน กล่าวกันว่า สัตว์บางประเภทมีสัญชาตญานเตือนภัยธรรมชาติ สามารถหลบหนีไปอยู่ในที่ปลอดภัยได้ หากเป็นจริงเช่นนั้น ก็น่าจะสันนิษฐานได้ว่า คนบางกลุ่มที่มีภูมิปัญญาสั่งสมมาพอที่จะรู้ใจธรรมชาติ รู้จักสัตว์ดีพอที่จะอ่านสัญญาณจากอาการของมัน ก็จะเหมือนกับมีระบบเตือนภัยธรรมชาติในตัวอยู่แล้ว ทำไมเราไม่ใช้พิพิธภัณฑ์เป็นที่ถ่ายทอดเรียนรู้ภูมิปัญญาที่อาจจะ สามารถช่วยชีวิตเราไว้ได้ในราคาที่ไม่แพงเท่ากับระบบไฮเทคหลายพันล้าน   เราอาจจะนึกถึงพิพิธภัณฑ์ในแง่ที่เป็นแหล่งศึกษา เรียนรู้ที่มีชีวิตต่อเนื่องยั่งยืน มีการเปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อยๆ ไม่แห้งตายไปเสียง่ายๆ เพราะเสนอเรื่องราวใหม่ๆได้ตลอดเวลา เราอาจจะต้องคิดถึงบทบาทของพิพิธภัณฑ์ไม่เพียงแต่ การเรียนรู้จากอดีต แต่รวมถึงการศึกษา และคิดค้นสำหรับปัจจุบันและอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการอยู่กับธรรมชาติ ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างทนุถนอม   หรือแม้แต่เรื่องพื้นๆเช่นว่า หากรู้ว่าภัยธรรมชาติกำลังจะมาถึง จะมีวิธีสื่อข่าวกันในชุมชนริมทะเลต่างๆอย่างไร ที่รวดเร็วและได้ผล ในบางประเทศมีการนำธงแดงไปปักชายหาด เป็นสัญญาณอันตรายให้รีบขึ้นบกทันที เราอาจนึกถึงวิธีสื่อสารพื้นบ้านต่างๆ เช่น ตีเกราะเคาะไม้ หรือใช้การลั่นกลองเตือนภัย โดยที่ขอให้ทุกโรงแรม รีสอร์ท หมู่บ้านสร้างหอกลองตามแบบเมืองโบราณไว้ ซึ่งสามารถทำได้โดยไม่ยากและไม่แพง พิพิธภัณฑ์สามารถจะครอบคลุมเรื่องราวเหล่านี้ และสร้างให้คนเกิดสำนึกในเรื่องการอยู่กับธรรมชาติอย่างมีสติ   และท้ายที่สุด ในพิพิธภัณฑ์ที่ต้องการให้คนทุกกลุ่มมีส่วนร่วม จึงไม่ควรจะมีเฉพาะเรื่องของนักท่องเที่ยวชาวยุโรป เจ้าของโรงแรม รีสอร์ท ร้านค้า ชาวประมง คนอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นกำลังสำคัญทางเศรษฐกิจของจังหวัดชายฝั่งตะวันตกของประเทศไทย เช่นระนอง พังงา คือแรงงานต่างชาติโดยเฉพาะพม่า ที่อพยพเข้ามาทำงานจำนวนมาก คนเหล่านี้ก็ประสบความสูญเสียไม่น้อยไปกว่าคนอื่น ยิ่งกว่านั้นการเป็นแรงงานต่างชาติอาจทำให้เขาประสบเคราะห์กรรมซ้ำสองซ้ำสามหนักหนาสาหัสไปอีก พิพิธภัณฑ์จะมีที่ทางให้แก่เรื่องราวและประสบการณ์ของคนเหล่านี้อย่างไร เป็นเรื่องที่เราควรจะคำนึงถึงด้วยเป็นอย่างมาก   ทั้งหลายที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงจินตนาการเล็กๆของคนคนเดียวซึ่งก็มีความจำกัดในทุกๆทาง ดิฉันจึงอยากจะเชิญชวนให้เราช่วยกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องนี้ระหว่างกัน แทนของขวัญที่ให้แก่กันวันปีใหม่ เพื่อให้จินตนาการร่วมเรื่องพิพิธภัณฑ์สึนามิกว้างขวางออกไปอย่างเต็มที่ โดยท่านสามารถเขียนหรือส่งความเห็นของท่านมายังศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และเราจะใช้จดหมายข่าวนี้เป็นเวทีเผยแพร่ต่อไป   ก่อนจบขออนุญาตยกบทกวีของท่านอาจารย์ สุมน อมรวิวัฒน์ ที่ลงในหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 15 มกราคม 2548 ว่าด้วยบทเรียนจากคลื่นสึนามิ ฝากมายังชาวชุมชนพิพิธภัณฑ์ทุกท่าน ดังนี้   เมื่อคลื่นคลั่งถั่งโถมมหาศาล ธรรมชาติส่งสัญญาณผ่านความหมาย ว่าความรักความสุขและความตาย เป็นรอยร่วมเรียงรายใกล้ชิดกัน เสี้ยวนาทีที่พบก็พลัดพราก แม้ยามยากมีมิตรจิตปลอบขวัญ เราเป็นเพื่อนร่วมทุกข์อยู่ทั้งนั้น รู้เท่าทันอย่าท้อก้าวต่อไป   ** บทความชิ้นนี้ตีพิมพ์ในจุลสารก้าวไปด้วยกัน ปีที่ 1 ฉบับที่ 2 (มกราคม - มีนาคม 2548). * ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล ผู้อำนวยการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร  

ทำสิ่งที่ยากให้ง่ายได้หรือไม่ การให้ความรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ด้วยวัตถุพิพิธภัณฑ์

17 เมษายน 2557

ความสนใจต่อสาธารณชนในประเด็นกระบวนการและหลักการอนุรักษ์ที่เพิ่มมากขึ้น นำไปสู่โครงการนการให้ความรู้จำนวนมาก ซึ่งถือได้ว่าเป็นงานของนักอนุรักษ์ รวมถึงสถาบันและองค์กรในสายงานการอนุรักษ์ เช่น สถาบันเพื่อการอนุรักษ์งานศิลปกรรมและประวัติศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกา(American Institute for Conservation of Historic and Artistic Works - AIC) จากความสนใจดังกล่าวนี้ พิพิธภัณฑ์ เจ. พอล เกตตี้ (J. Paul Getty Museum) จัดนิทรรศการแบบโต้ตอบ (interactive exhibition) ภายใต้ชื่อ “สงวนไว้ซึ่งอดีต” (Preserving the Past) นิทรรศการมาจากความร่วมมือระหว่างส่วนงานงานต่างๆ ทั้งส่วนการอนุรักษ์ของโบราณ (Antiquities Conservation) ส่วนงานการศึกษาและวิชาการ (Education and Academic Affairs) และส่วนงานภัณฑารักษ์ (Antiquities Curatorial departments) จากวัตถุประสงค์หลักของนิทรรศการในการให้ความรู้เบื้องต้นกับผู้เข้าชมในเรื่องหลัก กิจกรรม และแผนการอนุรักษ์ “สงวนไว้ซึ่งอดีต” แสดงให้เห็นการดำเนินงานต่างๆ ในด้านการอนุรักษ์งานสะสมของพิพิธภัณฑ์และวัตถุโบราณ นิทรรศการแบ่งเป็นประเด็นได้แก่ จริยธรรมและหลักการอนุรักษ์ การตรวจสอบและวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ปฏิบัติการต่อวัตถุ และการควบคุมสิ่งแวดล้อม (รวมถึงการเตรียมการการจัดแสดงวัตถุภายใต้สภาวะของแผ่นดินไหวจากแบบจำลอง) ห้องนิทรรศการมีเจ้าหน้าที่ประจำทุกส่วน ซึ่งได้รับการอบรมเป็นพิเศษจากเจ้าหน้าที่การศึกษาของพิพิธภัณฑ์ เราเรียกพวกเขาเหล่านั้นว่า “เจ้าหน้าที่ให้ความรู้” (Facilitators) ผู้ทำหน้าที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากที่คำอธิบายในนิทรรศการ ผู้ดำเนินการกิจกรรม และให้คำแนะนำผ่านสิ่งจัดแสดง เมื่อจบนิทรรศการที่จัดแสดง 7 เดือน มีจำนวนผู้ชมประมาณ 12,000 คน บทความนี้อธิบายการทำงานในการวางหลัก และแนวทางที่เป็นจริงและเป็นไปได้ในการนำเสนอหัวข้อที่ดูซับซ้อน เช่น การอนุรักษ์ สำหรับผู้ชมที่มีความรู้ ความสนใจ แต่ถูกจำกัดด้วยเวลา ด้วยเหตุนี้ ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ การวางแผนนิทรรศการ แนวคิด การออกแบบและติดตั้ง การประเมินรูปแบบนิทรรศการท้ายสุด และผลกระทบที่ส่งต่อผู้ชม เกริ่นนำในช่วงที่ผ่านมา ความสนใจของผู้คนต่อการอนุรักษ์ทั้งที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมมีเพิ่มมากขึ้น นักอนุรักษ์ทำงานสนองตอบต่อความต้องการดังกล่าว และถือเป็นโอกาสในการให้ความกระจ่างต่อผู้คนในเรื่องงาน และหลักการทำงานของสาขาอาชีพ ดังนั้น ข้อคำนึงหลักของสถาบันการอนุรักษ์ผลงานศิลปกรรมและประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ในปัจจุบันได้แก่ การเพิ่มความสนใจของสาธารณชนต่อประเด็นการอนุรักษ์และประโยชน์ที่พึงได้รับ การดำเนินการไม่ใช่เพียงการให้ความรู้ต่อบุคคลทั่วไป หากแต่เป็นการเพิ่มจำนวนผู้ที่สนใจการอนุรักษ์มากขึ้น ทั้งในภาครัฐแลเอกชน คนเหล่านี้ย่อมมีแนวโน้มที่จะให้การสนับสนุนด้านการเงินมากขึ้นเช่นกัน และเมื่อสาธารณชนในระดับกว้างมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการอนุรักษ์ งานสะสมไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชนย่อมได้รับการเอาใจใส่มากขึ้น แน่นอนว่า งานอนุรักษ์สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้บางคนก้าวเข้าสู่อาชีพต่อไปในอนาคตอีกด้วย จากความพยายามในการสร้างให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ ส่วนการอนุรักษ์โบราณวัตถุของพิพิธภัณฑ์ เจ. พอล เกตตี้ ด้วยความร่วมมือของส่วนงานการศึกษาและวิชาการ และส่วนงานภัณฑารักษ์ สร้างสรรค์งานนิทรรศการเรื่อง สงวนไว้ซึ่งอดีต ที่มีเนื้อหาแสดงหลักการอนุรักษ์และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับงานสะสมศิลปโบราณของพิพิธภัณฑ์ การทำงานของพิพิธภัณฑ์ไม่มีทางสำเร็จได้บุคคลคนเดียว รวมทั้งนิทรรศการที่จะต้องมาจากพรสวรรค์และความสามารถที่หลากหลาย จึงผลักดันให้การเตรียมงานนิทรรศการมาจากการวางแผนของคณะทำงานจากส่วนงานต่างๆ ของพิพิธภัณฑ์   เพื่อวางเป้าหมายและส่วนประกอบของนิทรรศการ อนึ่ง การทำงานยังได้รับความร่วมมือของส่วนงานโสตทัศนศึกษา งานเตรียมการ งานพิมพ์ และงานภาพถ่าย จากจุดเริ่มต้นสู่การเปิดนิทรรศการต่อสาธารณชนเป็นการดำเนินงานเบ็ดเสร็จหนึ่งปี งบประมาณมาจากส่วนงานการศึกษาและวิชาการ หน้าที่เริ่มแรกของคณะทำงานคือ การแปลหลักพื้นฐานของงานอนุรักษ์ และเลือกสิ่งที่เกี่ยวข้องในแต่ละประเด็นสำหรับการดำเนินการ คำถามหลักได้แก่ สิ่งใดที่ผู้คนต้องการรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์ สิ่งใดที่คณะทำงานปรารถนาที่จะบอกกล่าวกับผู้คน และจัดลำดับประเด็นต่างๆ ตามความสำคัญ แผนงานขยายออกไปอย่างรวดเร็วและความซับซ้อนของเนื้อหาเพิ่มมากขึ้น ภายใต้เงื่อนไขของพื้นที่และเวลาที่จำกัด การนำเสนอขบวนการทำงานของนักอนุรักษ์ในลักษณะที่ให้ความรู้และเข้าถึงผู้ชมได้ง่ายเป็นสิ่งที่ยากและมีความเสี่ยง ความท้าทายจึงเป็นการสร้างสรรค์การจัดแสดงที่เป็นมากกว่าการบอกเล่างานที่นักอนุรักษ์ทำทุกวัน (เพราะคงต้องเป็นเรื่องน่าเบื่อ) กับผู้ชมหลากหลายประเภท ดังนั้น คณะทำงานจึงตัดสินใจทำให้ผู้ชมตระหนักในสิ่งที่เขากำลังพินิจมอง หรือสิ่งที่เขาไม่เคยนึกถึงมาก่อน จากการสำรวจของพิพิธภัณฑ์เกตตี้ โดยทั่วไป ผู้ชมใช้เวลาเฉลี่ย 2-3นาทีในแต่ละห้องจัดแสดง ด้วยข้อมูลเบื้องต้นเช่นนี้ คณะทำงานวางแผนว่าการจัดแสดงในครั้งนี้จะต้องสร้างความสนใจ และตรึงผู้ชมให้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับส่วนงานอนุรักษ์โดยสังเขป จึงนำไปสู่การสร้างกระบวนการเรียนรู้แบบโต้ตอบ พร้อมไปกับการคงแนวทางการตีความแบบเดิม เช่น ป้ายคำอธิบาย ทั้งนี้ คณะทำงานระลึกเสมอว่า การถ่ายทอดความรู้สามารถทำได้หลายวิธี เมื่อพิจารณานิทรรศการโดยภาพรวม ข้อมูลจัดแบ่งออกเป็นหลายส่วน ท่วงทีและรูปแบบสื่อความรู้มีลักษณะที่ไม่เป็นทางการ ผู้ชมสามารถเข้าชมนิทรรศการได้อย่างเป็นอิสระในแต่ละประเด็นที่ตนสนใจ นอกจากวิธีการการสร้างชิ้นงานแบบโต้ตอบแล้ว วิธีการหนึ่งในการสร้างความน่าสนใจให้กับนิทรรศการคือ   การอบรมเจ้าหน้าที่ให้ความรู้ ซึ่งวิธีการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากส่วนงานการศึกษาและวิชาการ เจ้าหน้าที่นำชมประจำ อยู่ในแต่ละส่วนของนิทรรศการ พวกเขามีหน้าที่หลักในการปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม ทั้งการอธิบายให้ผู้ชมเข้าใจการเรียนรู้จากชิ้นงานแบบโต้ตอบ การตอบคำถามหรือให้ความรู้เพิ่มเติมต่อผู้ชม รวมทั้งการตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของชิ้นงาน เจ้าหน้าที่ให้ความรู้เข้าฟังบรรยายหัวข้อต่างๆ เกี่ยวกับการอนุรักษ์ โดยมีเจ้าหน้าที่จากส่วนงานการอนุรักษ์เป็นผู้บรรยาย การบรรยายเป็นการให้ความรู้พื้นฐาน วัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์ ด้วยเหตุนี้ ผู้ให้ความรู้จึงสามารถตอบคำถามเบื้องต้นเกี่ยวกับงานอนุรักษ์และกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ให้ความรู้จึงทำให้ข้อมูลที่ซับซ้อนสามารถเข้าใจได้ง่ายมากขึ้น พวกเขายังได้รับรายนามหนังสือ สิ่งพิมพ์ที่เกี่ยวข้อง และสามารถหาซื้อได้ที่ร้านขายหนังสือของพิพิธภัณฑ์ รวมทั้งรายชื่อหลักสูตรการศึกษาที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์ ผู้ชมสามารถขอรายละเอียดเพิ่มเติมต่างๆ เหล่านี้ได้ หากมีความสนใจเป็นพิเศษ ประโยชน์ของการเน้นถึงการอนุรักษ์วัตถุโบราณตามเนื้อหานิทรรศการคือ การสร้างความเข้าใจทั้งเรื่องหลักปรัชญาพื้นฐานการทำงานและเทคนิคการอนุรักษ์ และสร้างประเด็นถกเถียงเกี่ยวกับงานอนุรักษ์ ที่เป็นการสร้างความชัดเจนว่า งานอนุรักษ์เป็นการพยายามสงวนสภาพที่เป็นของสิ่งต่างๆ   มากกว่าการเข้าไปจัดการ ซ่อมแซม เรียกได้ว่าเป็นการ “เข้าไปสอดแทรกให้น้อยที่สุด” เท่าที่จะทำได้ นิทรรศการ สงวนไว้ซึ่งอดีต จัดแสดงในห้องนิทรรศการที่เชื่อมต่อกับห้องจัดแสดงของโบราณ พื้นที่จัดแสดงดังกล่าวย่อมกระตุ้นให้ผู้ชมนำสิ่งที่เพิ่งได้ชมไปใช้ จากนี้จะเป็นการกล่าวถึงนิทรรศการส่วนต่างๆ อันได้แก่ เกริ่นนำ การตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ การปฏิบัติการ และสภาพแวดล้อม เกริ่นนำในนิทรรศการส่วนเกริ่นนำของนิทรรศการอธิบายถึงวิชาชีพงานอนุรักษ์ เนื้อหาดังกล่าวสร้างกรอบแนวคิดและให้ความรู้พื้นฐาน เพื่อทำความเข้าใจกับส่วนที่เหลือของนิทรรศการ ข้อพิจารณาและข้อท้าทายในจรรยาบรรณของนักอนุรักษ์ปรากฏทั้งในส่วนนี้และส่วนอื่นของนิทรรศการเช่นกัน จุดหลักของนิทรรศการส่วนนี้ ในฐานะเป็นประเด็นหลักของนิทรรศการทั้งหมดคือ วีดิทัศน์ความยาว 6 นาทีในชื่อ “เบื้องหลังฉาก” วีดิทัศน์ดังกล่าวจัดทำโดยส่วนงานโสตทัศนศึกษา และใช้เวลาร่วมปีในการผลิต ภัณฑารักษ์ส่วนงานสะสมโบราณวัตถุ เจ้าหน้าที่ฝ่ายศิลปกรรม และเจ้าหน้าที่ฝึกงานของพิพิธภัณฑ์ แสดงงานปฏิบัติการที่หลากหลาย ทั้งการอุดช่องว่าง การเติมสี การทำความสะอาดหิน สำริด และเครื่องกระเบื้อง ส่วนนิทรรศการฉากจำลองแผ่นดินไหวเป็นการทดสอบให้เห็นวิธีปฏิบัติภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว วีดิทัศน์แสดงให้เห็นการทดสอบโดยใช้วัตถุจำลองประติมากรรมกรีกในศตวรรษที่ 5 ทั้งนี้ ระดับแรงสั่นสะเทือนเทียบเท่ากับแผ่นดินไหวที่เกิดทางใต้ของแคลิฟอร์เนีย ในการจัดทำวีดิทัศน์ คณะทำงานยังคำนึงถึงผู้ชมที่ใช้ภาษาสเปนในการสื่อสาร ดังนั้นวีดิทัศน์จึงปรากฏบทบรรยายที่เป็นภาษาสเปนด้วย ท้ายที่สุด เมื่อคณะทำงานศึกษาปฏิกิริยาของกลุ่มผู้ชม วีดิทัศน์สามารถตรึงและดึงดูดให้ผู้ชมสนใจเนื้อหา และเป็นโอกาสที่ผู้เข้าชมได้มองเห็นการทำงานของพิพิธภัณฑ์ ซึ่งเขาไม่เคยเห็นมาก่อน การตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ ส่วนที่สองของนิทรรศการกล่าวถึงความสำคัญของการตรวจสอบวัตถุทางวิทยาศาสตร์ ก่อนการลงมือปฏิบัติการใดๆ นิทรรศการต้องการให้ผู้ชมมีส่วนร่วมและได้ลงมือปฏิบัติการพอเป็นสังเขป เพื่อเพิ่มประสบการณ์ ภาพขยายจากกล้องจุลทัศน์ (Wentzscope) เป็นสิ่งจัดแสดงที่ผู้ชมสามารถทดลอง และสังเกตภาพที่ปรากฏ ทั้งตัวสีและองค์ประกอบวัสดุของวัตถุสะสม (ภาพที่ 1) ตัวอย่างอื่นๆ เกี่ยวกับการใช้สื่อภาพและการตรวจสอบในระดับจุลภาคในรูปแบบสไลด์ ยังปรากฏภาพถ่ายขยายใหญ่ที่จัดแสดงบนผนังแสดงให้เห็นการทำงาน ของนักวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ ในการตรวจสอบอิเลกตรอน เรียกว่าเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นเครื่องมือ ที่ซับซ้อนในงานวิเคราะห์วัตถุ ทั้งนี้ สมุดบันทึกประกอบการชมจะให้รายละเอียดและภาพแสดงเกี่ยวกับการ ตรวจสอบเครื่องประดับทองโบราณ ควบคู่ไปกับการชมนิทรรศการ   1) ผู้ชมมีโอกาสในการชม ภาพขยาย จากกล้องจุลทัศน์                                        ในส่วนนิทรรศการการ   ตรวจสอบ ทางวิทยาศาสตร์ปัญหาการตรวจสอบความจริงแท้ของวัตถุเป็นประเด็นที่ทั้งสื่อมวลชนและผู้คนทั่วไปให้ความสนใจ โดยที่การทำงานเป็นการบอกรูปพรรณและที่มาของวัตถุ ดังนั้น นิทรรศการเปิดโอกาสให้ผู้ชมทำความเข้าใจเกี่ยวกับความสามารถและข้อจำกัดของการสืบสวน ทั้งทางวิทยาศาสตร์และเทคนิค การจัดแสดงเป็นการใช้แจกันเครื่องเคลือบดินเผา 2 ใบ ใบหนึ่งเป็นแจกันโบราณ และอีกใบหนึ่งเป็นแจกันที่ผลิตขึ้นใหม่ ประกอบการตั้งคำถามต่อผู้ชมในสิ่งที่พวกเขาเห็นและสังเกตได้ โดยเชื่อมโยงว่ามีสิ่งที่บ่งชี้ว่าชิ้นใดเป็นของจริง และชิ้นใดที่ลอกเลียนแบบ ในการนี้ สมุดบันทึกประกอบการชมให้คำตอบต่อคำถามและคำอธิบายเพิ่มเติม นอกจากนี้ ยังมีการอธิบายเทคนิค thermoluminescence รังสีอุลตราไวโอเลต และเครื่องฉายรังสีเอกซ์-เรย์ในการตรวจสอบเช่นกัน การปฏิบัติการอนุรักษ์ ส่วนที่ว่าด้วยการปฏิบัติการเริ่มต้นด้วยการเชื้อเชิญให้ผู้ชมประกอบภาชนะดินเผาที่แตกหัก และให้ชื่อแจกันตามแผนภาพแสดงรูปทรงแจกันสมัยกรีก คณะทำงานเห็นว่ากิจกรรมการมีส่วนร่วมเช่นนี้จะทำให้ผู้เข้าชมเข้าใจถึง ความอดทนพากเพียรที่นักอนุรักษ์ต้องมีในการปฏิบัติงาน แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือ การเชื่อมโยงแง่มุมทั้งหมดของสิ่งจัดแสดง กิจกรรมไม่ใช่เพียงการทำให้ผู้ชมตระหนักถึงวิธีการอนุรักษ์หม้อเก่าใบหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นวิธีการที่จะทำให้ผู้ชมสนใจในเนื้อหาวิชาการของนิทรรศการโดยภาพรวมด้วย กิจกรรมอนุรักษ์แจกันเกริ่นนำการจัดแสดงเกี่ยวกับการอนุรักษ์เครื่องเคลือบ ซึ่งเป็นการอธิบายกระบวนการทำงานของนักอนุรักษ์ในการประกอบแก้วดื่มไวน์สมัยกรีกที่แตกหักเป็นลำดับ ขั้นตอนการทำงานประกอบเรียงตามลำดับในแนวนอน เริ่มต้นด้วยการที่ผู้ชมสังเกตชิ้นส่วนของแก้วไวน์บนแผ่นกระดาษตีตาราง จากนั้น แก้วในกระบะทรายได้รับการประกอบด้วยตัวเชื่อมที่สามารถชะล้างออกได้ เพื่อเป็นการย้ำว่างานซ่อมแซมทั้งหลายจะต้องสามารถแก้ไขได้ในอนาคต ชิ้นงานยังประกอบด้วยส่วนของหูจับและขาที่ทำมาจากวัสดุทดแทน ทำให้ชิ้นส่วนมีความสมบูรณ์ และขณะเดียวกันเป็นการแสดงให้เห็นชิ้นส่วนที่หายไป การประกอบชิ้นส่วนเพิ่มเติม กระทำได้ต่อเมื่อมีหลักฐานประวัติศาสตร์เปรียบเทียบ การจัดแสดงจบลงที่ถ้วยไวน์ที่มีสมบูรณ์แบบ แม้ว่าส่วนที่เติมเต็มจะมีการระบายสีให้ใกล้เคียงกับสีผิวภาชนะ แต่ยังสามารถแยกความแตกต่างจากผิวเดิมได้ นักวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์จะจดบันทึก ขั้นตอนการอนุรักษ์ สำหรับการประเมินผลและการศึกษาในอนาคต เนื้อหาและแนวคิดในการจัดแสดงส่วนดังกล่าวสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้เข้าชมเป็นอย่างมาก  2) ผู้ชมจับต้อง ทดลอง สร้างประสบการณ์ด้วยตนเอง                                                    ในส่วนนิทรรศการ งานปฏิบัติการอนุรักษ์ การปฎิบัติการอนุรักษ์เครื่องสำริดและหินอ่อนโบราณนำเสนอด้วยภาพเปรียบเทียบ ก่อนและหลังการปฏิบัติการ พร้อมคำอธิบายที่กล่าวถึงแนวคิดและกระบวนการอนุรักษ์ คำอธิบายและภาพเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิคการทำความสะอาดสามารถ อ่านได้จากสมุดบันทึกประกอบการชม ที่วางใต้ชั้นที่จัดแสดงตัวอย่างการอนุรักษ์วัตถุ (ภาพที่ 2)     ผู้คนทั่วไปสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์จากการแสดงภาพก่อนและหลังการปฏิบัติการ วิธีการสื่อสารดังกล่าวสามารถดึงดูดความสนใจของผู้ชม แต่กลับไม่สามารถทำให้ความรู้นั้นๆ คงอยู่กับผู้เข้าชมได้ หากเปรียบไปแล้วความสัมพันธ์ระหว่างนักอนุรักษ์กับวัตถุก็ไม่ต่างไปจาก ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์กับคนไข้ การตัดสินใจลงมือแก้ไขแล้วทำให้สิ่งที่ “ป่วยไข้” ฟื้นกลับดีขึ้นคงเหมาะกับการเขียนเป็นนิยายมากกว่า เพราะการปฏิบัติการที่ควรเป็นไปน่าจะเป็นให้คำแนะนำในเรื่องอาหารและสุขภาพ โลกในปัจจุบัน การป้องกันดูจะเป็นวัคซีนที่น่าสนใจกว่าการแก้ไขในภายหลังทั้งในทางการแพทย์และทางศิลปะ ด้วยเหตุนี้ ในนิทรรศการ คณะทำงานจึงพยายามลดการให้ความสำคัญของบทบาทแพทย์-นักอนุรักษ์ และเพิ่มสิ่งที่ควรคำนึงถึงในการสงวนป้องกันที่ทันสมัย สภาพแวดล้อม การจัดแสดงตัวอย่างการควบคุมบรรยากาศของนิทรรศการด้วยการใช้ประติมากรรมขนาดย่อม เพื่อแสดงให้เห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อม (ภาพที่ 3) ตัวอย่างแสดงให้เห็นมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการป้องกัน-การสงวนรักษาหลายปัจจัย ที่ช่วยให้สิ่งแวดล้อมคงที่และอยู่ภายใต้การควบคุม แท่นรองแสดงให้เห็นว่าประติมากรรมได้รับการจัดวางอย่างไร ถาดวัสดุดูดความชื้น (Celica gel) และเครื่องวัดความชื้นในระบบดิจิตอลแสดงให้เห็นการทำงาน สมุดบันทึกประกอบอธิบายรายละเอียดความสำคัญของการติดตั้งเครื่องมือควบคุมความชื้น ระดับความเข้มของแสง และระดับรังสีอัลตร้าไวโอเลต ตัวอย่างแสดงไม่สามารถสร้างความสนใจต่อผู้ชมได้มาก เท่ากับวีดิทัศน์ และแบบทดลองการประกอบแจกัน แต่ผู้ชมใช้เวลาไม่น้อยในการพิจารณาเนื้อหาเกี่ยวกับการสงวนรักษา และการทำงานที่ต่อเนื่องในการดูแลงานผลงานศิลปะในการจัดแสดงและในคลังวัตถุ การจัดแสดงดังกล่าวนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ เช่นกัน  3) สิ่งจัดแสดงสาธิตตัวอย่าง การควบคุมสิ่งแวดล้อม ของนิทรรศการ                                                    ในส่วนที่ว่าด้วย สภาพแวดล้อม ในประเด็นที่ว่าด้วยเรื่องของไขมันและฝุ่นสะสม การจัดแสดงนำเสนอชิ้นหินอ่อนสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 4 นิ้ว ซึ่งคณะทำงานได้นำชิ้นวัตถุให้คนทั่วไปสัมผัสเป็นเวลา 1 ปีก่อนการเปิดนิทรรศการ ตัวอย่างแสดงให้ผู้ชมเข้าใจว่าด้วยเหตุใดผู้ชมจึงไม่ควรสัมผัสงานสะสมที่จัดแสดงอีกต่อไป วิธีการนำเสนอเป็นการเปรียบเทียบส่วนของวัตถุที่มีการป้องกันตรงกลางชิ้นวัตถุ และส่วนรอบๆ ที่ไม่ได้รับการป้องกันและมีการสัมผัสชิ้นงานหินอ่อน  4) “โต๊ะสะเทือน” แสดงในส่วนนิทรรศการ เรื่องสภาพแวดล้อม การจัดแสดงอื่นที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมกับการอนุรักษ์วัตถุ เป็นการยกตัวอย่างอันตรายที่สามารถเกิดกับงานศิลปะจากแรงสั่นสะเทือน ของแผ่นดินไหวของแคลิฟอร์เนีย แจกัน 2 ใบบนโต๊ะที่สั่นสะเทือน “เล็กน้อย” จัดแสดงในตู้ครอบแก้ว ซึ่งเป็นประดิษฐกรรมจากฝ่ายศิลปกรรมของพิพิธภัณฑ์ แจกันใบหนึ่งจัดแสดงแบบชิ้นงานเดี่ยว และติดตั้งระบบการป้องกันเฉพาะ เมื่อผู้ชมกดปุ่มเครื่องกล โต๊ะจะสั่นไหว แจกันที่ติดตั้งระบบการป้องกันไม่ได้รับอันตราย ในขณะที่แจกันอีกใบได้รับความเสียหาย ตัวอย่างของแจกันในระบบรักษาความปลอดภัย เช่น การใช้ขี้ผึ้งที่ทันตแพทย์ใช้ในการรักษายึดกับแท่นแก้ว ในการจัดแสดงแจกันในห้องนิทรรศการ ผลการสำรวจ ในระหว่างช่วงอาทิตย์สุดท้ายของนิทรรศการ ส่วนงานการศึกษาและวิชาการสำรวจ ความคิดเห็นอย่างไม่เป็นทางการของผู้เข้าชม จำนวน 125 คน ในขณะที่พวกเขาออกจากพิพิธภัณฑ์ และสัมภาษณ์ผู้ชมในเชิงลึก จำนวน 38 คน ในขณะออกจากนิทรรศการ สงวนไว้ซึ่งอดีต นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ให้ความรู้บันทึกปฏิกริยาต่างๆ ของผู้ชมนิทรรศการ ข้อมูลแสดงให้เห็นสิ่งที่สร้างความสนใจให้กับผู้ชม (ตามลำดับ) ดังนี้ วีดิทัศน์ แบบฝึกการประกอบแจกัน โต๊ะแผ่นดินไหว กล้องจุลทัศน์ การจัดแสดงแก้วไวน์ที่ได้รับการซ่อมแซม การทำความสะอาดวัตถุสำริดและหิน และการตรวจสอบความจริงแท้ของแจกัน แต่มีผู้ชมอีกจำนวนไม่น้อยที่ชอบภาพรวมนิทรรศการ โดยไม่มีข้อแตกต่างระหว่างสิ่งจัดแสดง เวลาที่ใช้ในแต่ละจุด ขึ้นอยู่กับความสนใจของแต่ละคน ผู้ชมคนหนึ่งใช้เวลามากที่สุดประมาณ 10 นาที ณ จุดการประกอบแจกัน แต่หากพิจารณาในภาพรวม ผู้ชมบางคนใช้เวลามากกว่า 20 นาทีในการชมนิทรรศการทั้งหมด ทั้งการหยุดอ่าน มอง วิเคราะห์ ปฏิบัติ อย่างไรก็ดี ผู้ชมบางคนเห็นว่านิทรรศการยังไม่พูดถึงเรื่องการปฏิบัติการเชิงเทคนิคเพียงพอ ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งกลับเห็นว่า นิทรรศการมีลักษณะที่เป็นเทคนิคมากเกินไป ผู้ใหญ่เป็นกลุ่มเป้าหมายของนิทรรศการตามความตั้งใจของคณะทำงาน แต่กลับมีคนเห็นว่า นิทรรศการดูตอบสนองต่อกลุ่มเด็กมากกว่า เด็กเล็กๆ ชอบจุดประกอบแจกันและโต๊ะแผ่นดินไหว ส่วนเด็กโตและเด็กวัยรุ่นเข้าถึงนิทรรศการด้วยความอยากรู้อยากเห็นและกระตือรือร้น ผู้ชมที่มีส่วนร่วมในการการสัมภาษณ์เชิงลึก 38 คน สามารถอภิปรายเกี่ยวกับหลักการอนุรักษ์สำคัญๆ อย่างน้อยหนึ่งประเด็นที่นิทรรศการได้หยิบยกขึ้นมา ขณะเดียวกัน ผู้ร่วมการประเมินผลทั้งหมดแสดงความเห็นว่าต้องการจะเห็นนิทรรศการที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับอนุรักษ์เช่นนี้อีก บทสรุป นิทรรศการ สงวนไว้ซึ่งอดีต นำมาซึ่งประเด็นถกเถียงและข้อมูล รวมทั้งสร้างความตระหนักในงานอนุรักษ์ให้กับผู้ชมในระดับที่กว้างและหลากหลายมากขึ้น คณะทำงานหวังว่าผู้ชมกว่า 12,000 คน รวมทั้งนักเรียน จะมีโอกาสกลับมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ของเรา และพิพิธภัณฑ์อื่นในอนาคตด้วยมุมมองใหม่ๆ นิทรรศการเช่นนี้เปิดให้ผู้ชมมีมุมมองใหม่ให้เห็นความซับซ้อนของการทำงาน การชั่งน้ำหนักในการตัดสินใจ และการพัฒนาทางออกสำหรับปัญหาที่รอเราอยู่ข้างหน้า คณะทำงานเห็นว่า ด้วยการวางแผนที่รอบคอบและตรึกตรอง นิทรรศการเปิดโลกของงานอนุรักษ์สู่ความเข้าใจของคนโดยทั่วไปได้เป็นอย่างดี แปลและเรียบเรียงจากJerry C. Podany and Susan Lansing Maish“Can the complex be made simple? Informing the public about conservation through museum exhibits”.Journal of the American Institute for Conservation (1993, Vol. 32, No. 2) pp. 101 - 108.

พบกันครึ่งทาง: ระหว่างวัฒนธรรมรักษ์สิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยว

21 มีนาคม 2556

โครงการการจัดการทางวัฒนธรรมและท่องเที่ยวของสะพานแห่งการ์ด (le Pont du Gard) มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการป้องกันตัวถาวรสถาน และสภาพแวดล้อม รวมทั้งยังเป็นการเพิ่มคุณค่าของแหล่งโบราณสถานโดยรวม พื้นที่พิพิธภัณฑ์ที่เป็นสื่อกลางบอกเล่าประวัติศาสตร์ของสะพานและพื้นที่ใกล้เคียงสำหรับการเรียนรู้ของเด็กเยาวชน เรียกได้ว่าเป็นจุดเด่นของพื้นที่งานวัฒนธรรมใหม่แห่งนี้ อุปสรรคที่เกิดขึ้นในการดำเนินงานก็มิอาจจะขวางกั้นประโยชน์จากโครงการ และเส้นทางสู่อนาคตข้อมูลต่อไปนี้มาจากการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานและบริหารของโบราณสถานสะพานแห่งการ์ด อธิบายถึงประวัติศาสตร์ของสะพานแห่งการ์ดโดยสังเขป   สะพานแห่งการ์ดเป็นส่วนหลักของระบบชลประทานโบราณของนครนีมส์ (Nîmes) ที่ออกแบบและสร้างโดยชาวโรมันประมาณปีที่ 50 ของยุคเรา เพื่อเป็นการนำน้ำมาสู่เมืองนีมส์ การชลประทานสามารถนำน้ำในปริมาณเฉลี่ย 20,000 ลูกบาศก์เมตร ตลอด 24 ชั่วโมง เรียกได้ว่าเป็นน้ำที่บริสุทธิ์และสะอาดสำหรับหล่อเลี้ยง น้ำพุในเมือง ห้องอาบน้ำสาธารณะ และสวนต่างๆ ของนีมส์ หรือมหานครแห่งความอุดมสมบูรณ์ของชาวกาลโล-โรมัน ระบบดังกล่าวใช้งานถึง 450 ปี จนในที่สุดน้ำไม่สามารถใช้งานได้ดังเดิม เนื่องจากการขาดการดูแลรักษาจนปล่อยให้หินปูนเกาะติดทางลำเลียงน้ำ ด้วยเหตุนี้ น้ำจึงไม่สะอาดเพียงพอสำหรับการบริโภคอุปโภค   พยานเทคนิคการจัดการน้ำของวิศวกรชาวโรมันเป็นผลงานที่สร้างความประทับใจให้กับนักเดินทางมาแล้วหลายชั่วศตวรรษ เป็นเส้นทางที่ศิลปินพื้นบ้านแกะสลักหินต้องเดินทางผ่านในเส้นทางการเดินทางทั่วฝรั่งเศส อย่างไรก็ดี ถาวรสถานถูกทิ้งร้างและมีอินทรีย์พืชที่เจริญเติบโต จนทำให้สภาพทั่วไปเสื่อมโทรม จนในปี 1840 สะพานแห่งการ์ดอยู่ในรายนามของแหล่งโบราณคดีในทำเนียบของ Prosper M?rim?e จากนั้นงานอนุรักษ์ซ่อมแซมจึงได้เริ่มดำเนินการ ในปี 1973 สะพานแห่งการ์ดขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งแวดล้อมศิลปกรรมของกระทรวงสิ่งแวดล้อม และตั้งแต่ปี 1985 ถาวรสถานขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ประกาศโดยองค์การยูเนสโก   แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่า สาเหตุที่โบราณสถานเป็นที่รู้จักมิได้มาจากความเสื่อมโทรมของโบราณสถานที่ผ่านมาในอดีต   พื้นที่ธรรมชาติที่งดงาม ซึ่งตรึงนักท่องเที่ยวและผู้คนที่พักอาศัยในบริเวณใกล้เคียง นำเอาผู้คนจำนวนมากเข้ามาเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้ในหลายปีที่ผ่านมา (ผู้ชมจำนวนมากกว่าหนึ่งล้านคนต่อปี) ด้วยเหตุที่ว่าส่วนประกอบต่างๆ ที่ไม่สอดคล้องและเหมาะสมกับแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นป้ายบอกเส้นทาง การก่อสร้างเพิ่มเติมที่ไม่เหมาะสม จำนวนพืชพรรณที่ไม่พอเพียง บางครั้งพืชตกอยู่ในอันตรายด้วยขาดการอนุรักษ์ เหล่านี้กลายเป็นภาพลักษณ์ของสะพาน ความทรุดโทรมของภูมิทัศน์เพิ่มมากขึ้น เส้นทางที่ "รกชัฏ" และพื้นที่หินปูนที่มากขึ้น ตลิ่งแม่น้ำที่มีการใช้งานโดยปราศจากการเอาใส่ใจต่อสิ่งมีชีวิตทั่งพืชและสัตว์ที่อาศัยในบริเวณนั้นๆ   แม้ว่าจะมีการขึ้นทะเบียนโบราณสถาน แต่กลับไม่ได้ช่วยให้มีการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เข้าเยี่ยมชมประมาณหกพันถึงหมื่นคนต่อวันในช่วงที่ฤดูร้อน เข้ามาในพื้นที่โดยเฉลี่ยไม่มากกว่าหนึ่งชั่วโมง ดังนั้น ความประทับใจเพียงการค้นพบอย่างฉาบฉวย จึงทำให้โบราณสถานเป็นที่ "ไร้เสียง" ที่ผู้ชมไม่ได้สังเกตเลยว่ามันตั้งอยู่ที่ใด   ความเป็นมาในการตระหนักถึงความจำเป็นในการสงวนรักษาและเพิ่มคุณค่าให้กับโบราณสถานเป็นอย่างไร   ตั้งแต่ปี 1985 องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นการ์ดประกาศโครงการการจัดการทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของโบราณสถานแห่งการ์ด เพื่อการสงวนรักษาและเพิ่มคุณค่า และในปี 1995 คณะกรรมการการบริหารงานส่วนจังหวัดนีมส์มอบหมายให้หอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งนีมส์จัดการแหล่งประวัติศาสตร์และนิเวศน์ของสะพานแห่งการ์ด ในปี 1997 สหภาพยุโรปให้การสนับสนุนโครงการ และให้ปรับชื่อเป็นโครงการสำคัญของ ยุโรปอันเกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว (le Label Grand Projet Europ?en environmental, culturel et touristique)   ในเดือนพฤษภาคม 2000 สัญญาความร่วมมือพัฒนาแหล่งโบราณสถานสำคัญแห่งนี้ เป็นการลงนามร่วมระหว่างกระทรวงการจัดการท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อม ภูมิภาคลองดอก-รูซิออง (Lanquedoc-Roussillon) องค์การบริหารท้องถิ่นการ์ด หน่วยงานรับผิดชอบสะพานแห่งการ์ด และหอการค้าและอุตสาหกรรมของนีมส์   ขั้นตอนหลักในการดำเนินงานเป็นอย่างไร   การดำเนินงานทั้งการป้องกันและการจัดการมีพื้นที่ทั้งหมด 165 เฮคเตอร์ นั่นหมายถึงแหล่งธรรมชาติของถาวรสถานมีพื้นที่อยู่ใน 3 ท้องที่ [คาสตีออง-ดู-การ์ด (Castillon-du-Gard) แวร์ส-ปง-ดู-การ์ด (Vers-Pont-du-Gard) เรอมูแลงส์ (Remulins)] และมีแม่น้ำการ์ดอง (Gardon) ไหล่ผ่าน   การจัดการดำเนินงานภายใต้แนวคิดของการพบกันครึ่งทางระหว่างการใช้พื้นที่และการปฏิบัติตัวของผู้เยี่ยมชมที่แตกต่างหลากหลายต่อแหล่งประวัติศาสตร์สำคัญ หรือเรียกว่าเป็นการประสานทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และการพักผ่อนหย่อนใจ การจัดการแนวใหม่เป็นความสอดประสานระหว่างการต้อนรับกลุ่มผู้ชมจำนวนมากและความมหัศจรรย์ของสถานที่ ความมหัศจรรย์ที่มาพร้อมกับหินผาน้ำของการ์ดอง และพรรณพืชในแถบเมดิเตอร์เรเนียน   วัตถุประสงค์พื้นฐานของการดำเนินงานคือ การป้องกันโบราณสถานและสภาพแวดล้อม ขณะเดียวกัน ยังคงให้แหล่งทำหน้าที่ต้อนรับกลุ่มคนที่เข้ามาเยี่ยมชม รวมทั้งให้ความเคารพต่อการใช้พื้นที่ของคนในท้องถิ่น และที่แน่นอนคือ กลุ่มผู้ชมจะต้องได้ "กุญแจ" ในการไขประตูไปสู่ความเข้าใจประวัติศาสตร์ของแหล่งเช่นกัน   การปรับปรุงสะพานแห่งการ์ดเพื่อกลุ่มผู้ชมดำเนินการทุกอย่างในแนวทางที่จะทำให้ภูมิทัศน์ "บริสุทธิ์" จากสิ่งที่บดบังทัศนะวิสัยของโบราณสถานและบริบทแวดล้อม ตั้งแต่ก้าวแรก ผู้เยี่ยมชมจะได้รับการเชื้อเชิญให้เข้าไปในประวัติศาสตร์ของสะพาน พื้นที่โดยรอบ และท่อลำเลียงน้ำ จากจุดที่ตรึงผู้ชมไว้ชั่วขณะหนึ่ง ณ เบื้องล่างของถาวรสถาน ผู้ชมจะเพิ่มพูนความรู้ และปรารถนาที่จะเยี่ยมชมนานมากขึ้นด้วยการค้นพบสิ่งต่างๆ ที่หลากหลายออกไป   การเข้าเยี่ยมชมสะพานและธารน้ำยังคงเปิดกว้างสำหรับทุกคนอย่างที่เป็นมาในอดีต แต่จากนี้ไปชีวิตที่ถือกำเนิดขึ้นใหม่จะไม่ทำร้ายและทำลายพื้นที่ มันจะกลายเป็นสถานที่ของนักเดินสำรวจทุกคน ในทางกลับกันรอยทางของยวดยานพาหนะทุกประเภทจะต้องถูกลบออกไป ผู้ชมจะต้องจอดรถไว้ในที่ให้บริการด้านใดด้านหนึ่งของลำน้ำ จากนั้น เส้นทางที่ชัดเจนจะนำผู้คนเข้าสู่สะพาน โดยคำนึงถึงการอำนวยความสะดวกต่อผู้สูงอายุ ผู้พิการ และเด็กในรถเข็น   การจัดการแหล่งโบราณสถานและพื้นที่โดยรอบดำเนินการใน 3 จุดใหญ่ คือ พื้นที่ชีวิตชายตลิ่งของสะพานแห่งการ์ด เป็นพื้นที่ใกล้น้ำมีขนาด 43 เฮคเตอร์ ซึ่งรวมสิ่งก่อสร้างต่างๆ พื้นที่ธรรมชาติของการสำรวจร่องรอยท่อส่งน้ำ เป็นพื้นที่มีอาณาบริเวณ 72 เฮคเตอร์ และเป็นเส้นทางเดินเล็กๆ เพื่อการสำรวจ พื้นที่ธรรมชาติสงวน เป็นพื้นที่ป่าขนาดใหญ่ที่แทบจะไม่สามารถย่างกรายเข้าไปได้ และเป็นผืนดินแบบเมดิเตอร์เรเนียน ขนาด 50 เฮคเตอร์ เปรียบเสมือนกับสิ่งห่อหุ้มโบราณสถาน     โบราณสถานสะพานแห่งการ์ด พื้นที่สำหรับคนเดินสำรวจ จะเป็นสถานที่เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจและเพื่อการสำรวจ ผู้ชมจะสามารถเข้าเยี่ยมสถานที่ได้ตามความต้องการ ตามเวลาที่เปิดทำการในแต่ละช่วงของปี เรียกได้ว่า เป็นการตอบสนองต่อความต้องการของผู้เยี่ยมชมในการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และความรุ่มรวยของมรดกวัฒนธรรมด้วยความเพลิดเพลิน   แง่มุมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับความเข้าใจในประวัติศาสตร์ของแหล่งโบราณสถานสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ พื้นที่ที่ได้รับการจัดการใหม่นี้อย่างไร   เพื่อสร้างความพอใจให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และสร้างสรรค์สื่อกลางทางวัฒนธรรมโดยดำเนินการอย่างเป็นวิชาการและเป็นระบบ ทีมงานที่ประกอบด้วยนักวิชาการที่หลากหลาย (นักโบราณคดี นักประวัติศาสตร์ นักภูมิศาสตร์ สถาปนิก นักประวัติศาสตร์ภูมิทัศน์ นักชาติพันธุ์วิทยา นักพืชวิทยา นักชลวิทยา) ภายใต้การควบคุมของ ฌอง-ลุค ฟิชส์ (Jean-Luc Fiches) นักโบราณคดีและผู้อำนวยการส่วนวิจัย ศูนย์วิจัยแห่งชาติ ได้กำหนดโครงการงานวัฒนธรรมที่มีชื่อว่า มนุษย์ หินผา และน้ำ ในพื้นที่เมดิเตอร์เรเนียน   โครงการดังกล่าวเกี่ยวข้องประเด็นที่ครอบคุลมและเกี่ยวเนื่องกับแหล่งโบราณสถาน สาระหลักไม่ได้สัมพันธ์เฉพาะสะพานแห่งการ์ด แต่เป็นการชลประทานโบราณของเมืองนีมส์ในบริบทสิ่งแวดล้อม และภูมิทัศน์ที่เกี่ยวข้องกับสะพาน สามารถแบ่งเป็นหัวข้อใหญ่ ดังนี้ ศิลปะของการดำเนินชีวิตชาวโรมัน การควบคุมน้ำ ประวัติของท่อส่งน้ำโบราณแห่งนีมส์ ภูมิทัศน์ของเมดิเตอร์เรเนียน     การทำงานเป็นทีมของผู้ชำนาญการข้างต้นก่อให้เกิดการผสมผสาน จนกลายเป็นงานวัฒนธรรมที่หลากหลายและพร้อมที่นำเสนอให้กับแหล่งถาวรสถานสะพานแห่งการ์ด ผู้ชมสามารถสร้างความรู้จากพื้นที่ทางวัฒนธรรม 8 แห่งในระหว่างการเยี่ยมชม นิทรรศการมัลติมีเดียเรื่อง ประวัติศาสตร์ของสะพานแห่งการ์ดและท่อส่งน้ำโรมันแห่งนีมส์ ที่จะนำผู้ชมย้อมเวลากลับไปในโลกของโรมัน หรือเมื่อ 20 ศตวรรษที่แล้ว ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นอารยธรรมแห่งน้ำ ตลอดเส้นทางการเดินชมการเดินชมในพื้นที่ 2,500 ตารางเมตร และสื่อการจัดแสดงต่างๆ ที่หลากหลาย (แบบจำลองย่อส่วน วัตถุจัดแสดง ภาพปรากฏบนจอภาพหลายผืน วีดิทัศน์ บรรยากาศเสียง…) ผู้ชมจะได้เอิบอิ่มไปกับสายสัมพันธ์ระหว่างน้ำและชีวิตของชาวโรมัน ความน่าอัศจรรย์ใจในการสร้างท่อส่งน้ำแห่งนีมส์ (วัสดุและเทคนิค การช่าง และองค์ความรู้) หรือในอีกแง่หนึ่ง เป็นภาพสะท้อนของศิลปะและเทคนิคของสะพานที่ได้รับความสนใจจากผู้รู้ วิศวกร และสถาปนิก ตั้งแต่สมัยเรอเนสซอง ภาพยนตร์ที่มีความยาว 23 นาที (จัดฉายในห้องภาพยนตร์และระบบเครื่องเสียงเต็มรูปแบบ) เรื่อง ธารแห่งการ์ดอง (le Vaisseau du Gardon) เป็นเรื่องเล่า (การพบกันระหว่างหนุ่มโรมันและสาวนีมส์ในสมัยปัจจุบัน) ที่ย้อนเวลากลับไปตามสายธารแห่งประวัติศาสตร์ของสะพานแห่งการ์ดและผู้ที่สร้างสรรค์ผลงาน พื้นที่ ลูโด (Ludo) ขนาด 600 ตารางเมตร สำหรับกลุ่มผู้ชมรุ่นเยาว์ (5 -12 ปี) เป็นการนำเสนอเส้นทางสำรวจที่ประกอบด้วย 4 ประเด็น คือ ท่องเที่ยวไปในอดีต การจัดการน้ำ ค้นหาร่องรอยของอดีต และสังเกตการณ์ธรรมชาติ ด้วยการนำเสนอแบบ "ของเล่น" (เกม การสืบสวน) และการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งจัดแสดง (การจับสัมผัส การมีประสบการณ์โดยตรง) เด็กจะกลายเป็นตัวหลักของการสำรวจ ศูนย์ข้อมูล Biblio ที่เปิดบริการสำหรับทุกคน และเป็นการตรึงผู้คนให้เยี่ยมชมแหล่งโบราณสถานนานมากขึ้น เก็บรักษาและให้บริการหนังสือกว่า 600 เรื่อง และวารสารกว่า 100 ชื่อเรื่อง รวมถึงการให้บริการอินเตอร์เนตที่ได้คัดสรรเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ (พื้นที่ในเมดิเตอร์เรเนียน หินผา สะพาน ประวัติศาสตร์…)   นอกจากนี้ ยังมีการแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของพื้นที่ งานแสดงที่สะท้อนให้เห็นคุณค่าการทำมาหากินในอดีต และเส้นทางสำรวจเพื่อความเข้าในในภูมิทัศน์เมดิเตอร์เรเนียน ความทรงจำของพื้นที่แบบเมดิเตอร์เรเนียน และในช่วงทุกเย็นค่ำของฤดูร้อน ผู้ชมสามารถชมสะพานที่ประดับแสงไฟอย่างสวยงามโดยศิลปินเจมส์ ตรูเรล (James Turrell)   หนึ่งในวัตถุประสงค์การปรับปรุงแหล่งโบราณสถานสะพานแห่งการ์ด เพื่อเป็นการต้อนรับกลุ่มเด็กเยาวชนที่มากับครอบครัว แต่ขณะเดียวกันให้ความสำคัญกับการเป็นแหล่งเรียนรู้ของสถานศึกษาด้วย ในจุดนี้มีการเตรียมการเกี่ยวกับกิจกรรมของฝ่ายบริการการศึกษาอย่างไร   เรียนรู้ เข้าใจ สนุกสนาน ผ่อนคลาย เหล่านี้เป็นแนวคิดพื้นฐานสำหรับการทำงานของงานบริการการศึกษา (เริ่มต้นในปี 1998) สำหรับเด็กและเยาวชนของสถานศึกษาหรือในหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้อง ในการทำงานดังกล่าวนี้ หน่วยดำเนินการอย่างครบวงจร ทั้งการศึกษาความต้องการของกลุ่มนักเรียนและเยาวชน การคำนวณอัตราการบริการเฉพาะ การประชาสัมพันธ์ต่อหน่วยงานการศึกษาใกล้เคียง ศูนย์กิจกรรม และองค์กรที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว   การนำเสนอจะเน้นที่ความหลากหลายในบริการต่างๆ ของแหล่ง รวมทั้งเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนของการศึกษาในระบบ อันประกอบด้วยประวัติศาสตร์ สิ่งแวดล้อม โบราณคดี และอารยธรรมโรมัน ลักษณะเฉพาะของสถานที่สอดคล้องกับกิจกรรมทั้งในร่ม (พื้นที่งานวัฒนธรรม) และกิจกรรมกลางแจ้ง (พื้นที่ของการสำรวจ ขนาด 72 เฮคเตอร์) จากการจัดกิจกรรมการเยี่ยมชมแบบง่ายๆ ที่ใช้เวลาเพียงครึ่งวันหรือหนึ่งวันสู่การสร้างสรรค์กิจกรรมร่วม ผู้สอนที่มากับกลุ่มนักเรียนจะพบกิจกรรมที่มีตัวเลือกหลากหลาย (การเยี่ยมชม-การเดินสำรวจ ซึ่งอาจจะมีการทำกิจกรรมในพื้นที่การเรียนรู้ของเด็กหรือไม่ก็ได้…) เพื่อทำให้การเยี่ยมชมมีความสมบูรณ์มากขึ้น   ฝ่ายบริการการศึกษาเตรียมการเยี่ยมชมเฉพาะสำหรับผู้สอนที่ต้องการจัดเตรียมเอกสารสำหรับนักเรียนในการเข้าชมสถานที่ กิจกรรม M?mento ที่จัดขึ้นสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น กิจกรรมแบ่งออกเป็น 2 หัวข้อใหญ่ คือ วัฒนธรรมและมรดก กับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ เอกสารที่ให้กับผู้สอนที่เข้าร่วมกิจกรรมประกอบด้วยประเด็นดังนี้ o    เด็กน้อยชาวโรมัน o    เทคนิคการก่อสร้างในสมัยโรมัน o    การช่างและอาชีพต่างๆ o    ชีวิตของชาวโรมัน   เอกสารเหล่านี้จะทำให้ผู้สอนสามารถเตรียมการเข้าชมพร้อมไปกับนักเรียน ทั้งในลักษณะของการแนะนำเบื้องต้น และจะกลายเป็นการยืดเวลาให้กลุ่มผู้ชมใช้เวลาในพื้นที่มากขึ้นเช่นกัน   หลังจากที่ได้ชมโบราณสถานและแหล่งเรียนรู้ เด็กๆ จะได้รับบันทึกช่วยจำเล่มน้อยที่มีเนื้อหาเหมาะสมกับการเรียนรู้ในแต่ละวัย (ระดับเริ่มต้นสำหรับเด็กอายุ 5 - 7 ปี ระดับการสำรวจสำหรับเด็กอายุ 8 - 11 ปี ระดับเรียนรู้ลึกซึ้ง สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป) และมีเนื้อหาเฉพาะในแต่ละแบบหัวข้อการเยี่ยมชม เอกสารนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสนใจ ความอยากรู้อยากเห็น การตระหนัก ด้วยกลวิธีเชิงละเล่น และแน่นอนว่า จะเป็นเครื่องมือช่วยในการเยี่ยมชม เอกสารประกอบการทำงานและการศึกษาเพิ่มเติม   เรื่องของความคุ้มทุนในการปรับปรุงแหล่งการเรียนรู้เชิงท่องเที่ยว และการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นสิ่งที่ผู้ดำเนินการโครงการได้ตระหนักหรือไม่   นอกจากมิติงานมรดกและวัฒนธรรมของโครงการ สภาการปกครองท้องถิ่นได้นำมิติเศรษฐกิจรวมเข้าไปในโครงการด้วย ความปรารถนาหนึ่งของโครงการที่ไม่ใช่เพียงเพื่อการพัฒนาในมิติงานวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม และการท่องเที่ยวคือ การพัฒนาให้สะพานแห่งการ์ดเป็นเสมือนบัตรเชิญให้ผู้คนเข้ามาสำรวจภูมิภาคและสิ่งนำเสนออื่นๆ เป็นเฉกเช่นคันฉ่องสะท้อน "ความรุ่มรวยของการ์ด" เพื่อให้เขาและเธอเหล่านั้นปรารถนาในการสำรวจแหล่งอื่นๆ ในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง   เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน พร้อมไปกับการให้ความเคารพต่อประวัติศาสตร์และสถานที่ การดำเนินงานของหอการค้าและอุตสาหกรรมของนีมส์อยู่บนพื้นฐานของการคำนึงต่อผลพวงและผลกระทบทุกด้านที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่น การจัดการในครั้งนี้จึงเป็นโครงการที่อยู่ในกรอบของเศรษฐศาสตร์งานมรดก อันนำไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวที่สอดประสานกันระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องภายในท้องถิ่น ทั้งเอกชนที่จัดการการท่องเที่ยวและการพักผ่อน และชุมชนท้องถิ่นที่เป็นเจ้าของพื้นที่   แปลและเรียบเรียงจาก Serge Lochot. "Le grand site du Pont du Gard",la Lettre de de l’OCIM, no.81, 2002, pp. 13 - 17.  * ชีวสิทธิ บุณยเกียรติ นักวิชาการประจำศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร

เล่าเรื่องผ่านภาพถ่ายเก่า เรื่องเล่าของชาวลุ่มน้ำนครชัยศรี

07 กุมภาพันธ์ 2557

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด อ.สามพราน จ.นครปฐม  เก็บสะสมภาพถ่ายเก่าของชุมชนท่าพูดและชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงไว้จำนวนหนึ่ง มีทั้งภาพขาวดำ และภาพสี เจ้าของภาพบางคนเสียชีวิตแล้ว ลูกหลานจึงนำภาพมามอบให้พิพิธภัณฑ์ เจ้าของภาพบางรายยังมีชีวิตอยู่แต่อยากมอบภาพให้กับพิพิธภัณฑ์เก็บรักษา  ภาพเก่าชุดนี้ถูกเก็บรักษามาระยะหนึ่ง และเคยนำจัดแสดงให้ผู้ชมดูบ้างแล้วเมื่อ พ.ศ. 2549  ในนิทรรศการ “เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก” งานบุญประจำปีวัดท่าพูด ซึ่งได้รับความสนใจจากคนในชุมชนและคนที่มาเที่ยวชมงานเป็นอย่างมาก ...ใครเป็นใครในภาพ ฉันรู้จักคนโน้น คนนี้ คนนี้ยังอยู่ คนนี้ตายแล้ว  ที่ตรงนี้คือ  อันนี้ยังอยู่ อันนี้ย้ายไปแล้ว รื้อไปแล้ว...  เพียงภาพไม่กี่ภาพ แต่มีผลทำให้เกิดประเด็นการสนทนา ซึ่งสะท้อนให้เห็นชีวิตผู้คน ประวัติศาสตร์ และความเปลี่ยนแปลงของคนและพื้นที่ในแถบนี้   ดังนั้น ผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร  ในฐานะที่คุ้นเคยและทำงานร่วมกันมาหลายปี จึงร่วมกันหาเรื่องเล่าจากภาพ เพื่อให้ภาพถ่ายเก่าของพิพิธภัณฑ์ได้ทำหน้าที่ในการบอกเล่าเรื่องราวของชุมชน   และจัดกิจกรรม “เล่าเรื่องผ่านภาพถ่ายเก่า เรื่องเล่าของชาวลุ่มน้ำ (นครชัยศรี)”  เพื่อรวบรวมและบันทึกเรื่องราวของชุมชนลุ่มน้ำนครชัยศรี โดยใช้ภาพถ่ายเก่าของชุมชน เป็นสื่อในการเล่าเรื่อง  เปิดตัว นิทรรศการภาพถ่ายเก่า เปิดตัวภาพถ่ายครั้งแรก ด้วยนิทรรศการภาพเก่า ที่เป็นภาพงานรื่นเริง เช่น ภาพการแสดง วงดนตรี ขบวนแห่  งานบวช  การเชิดสิงโต  แฟชั่น เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย  เพราะทีมงาน ได้แก่นักวิชาการด้านพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของศูนย์ฯ และผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด คือคุณมานะ เถียรทวี และคุณวิรัตน์ น้อยประชา คิดว่าเป็นเรื่องที่คนในชุมชนน่าจะสนใจ  โดยเลือกวันสำหรับจัดงานที่มีคนมาทำบุญที่วัดมากที่สุด  เช่น วิสาขบูชา มาฆบูชา และเทศกาลต่างๆ   การเปิดตัวครั้งแรกของนิทรรศการภาพถ่ายเก่า คือ เทศกาลสงกรานต์ ซึ่งจะมีคนมาวัดท่าพูดมากที่สุดช่วงหนึ่ง จึงเป็นโอกาสที่คนจะได้มาดู มาเห็นนิทรรศการชุดนี้ด้วย เมื่อเลือกภาพจากภาพ ภายใต้แนวคิดว่า เป็นภาพที่สอดคล้องกับงานสงกรานต์ คือ งานบุญ งานรื่นเริง แล้ว จึงอัดขยายภาพเป็นขนาด 8 × 12นิ้ว   เพื่อให้เห็นรายละเอียดภาพชัดเจนขึ้น  ภาพบางภาพ คุณมานะและคุณวิรัตน์ หาข้อมูลไว้บ้างแล้ว โดยพริ้นท์ภาพลงในกระดาษ เอ 4 แล้วเขียนชื่อไว้ว่าใครเป็นใครในภาพ  ทีมงานจึงแสกนภาพและระบุข้อมูลดังกล่าว แล้วติดภาพลงบนแผ่นฟิวเจอร์บอร์ด โดยติดคู่ไปกับภาพที่อัดขยายมา เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นของภาพนั้นๆ  เป็นการตรวจเช็คข้อมูล และกระตุ้นให้คนดูเข้ามาดู อ่าน และเขียนข้อมูลที่อาจจะรู้เพิ่มเติม  หลังจากนั้นนำชุดนิทรรศการติดลงบนนิทรรศการจำนวน 2 บอร์ด แล้วตั้งนิทรรศการไว้ในเต็นท์ ซึ่งมีกิจกรรมหลากหลายที่ทางวัดจัดไว้ ทั้งการทำบุญพระประจำวันเกิด การก่อเจดีย์ทราย และเวทีรำวงต้อนยุค  นิทรรศการตั้งแสดงตั้งแต่วันที่ 10 – 17เมษายน  เพื่อเปิดโอกาสให้คนผ่านไปผ่านมาได้เห็น นิทรรศการภาพถ่ายบริเวณลานบุญวัดท่าพูด ในวันที่ 17เมษายน มีงานสรงน้ำพระที่วัดท่าพูด ทีมงานลงเก็บข้อมูลเบื้องต้น คนมาร่วมงานสนใจภาพเก่าพอสมควร มีการเติมชื่อคนที่รู้จักในภาพ  ซึ่งทีมงานจะสอบถามข้อมูลเบื้องต้นของคนในภาพ เพื่อจะได้ติดตามต่อในภายหลัง บางรายขออัดภาพที่มีรูปพ่อของตัวเองตอนสมัยยังหนุ่ม เพราะไม่เคยเห็นและไม่มีเก็บไว้ เช่น ภาพของคุณช้ง(ถาวร  งามสามพราน)  ที่ลูกสาวมาขออัดรูป และเล่าว่าพ่อเป็นช่างทำสิงโตของคณะสิงโตท่าเกวียน  ตอนนี้พ่ออายุประมาณ 90 ปีแล้ว และย้ายไปอยู่ที่บางเลน  หลายคนตื่นเต้นที่เห็นตัวเองอยู่ในภาพและไม่เคยเห็นภาพของตัวเองมาก่อนเลย เช่น คุณหมอแน่งน้อย ลิมังกูร ที่มาร่วมรำวงย้อนยุคและได้มาเห็นภาพถ่ายของตัวเองเมื่อหลายสิบปีก่อน ที่ได้ไปร่วมงานบวชของญาติ  บางคนเกิดความสนใจในวิธีการทำงานของทีมงานก็ให้ภาพมาเพิ่มเติม ซึ่งทีมงานขอยืมภาพไปแสกน พร้อมกับนัดวันเวลาที่จะเข้าไปเก็บข้อมูลภายหลัง หลังจากนั้นทีมงานลงเก็บข้อมูลหลายครั้ง แต่ละครั้งจะได้ข้อมูลมาเติมภาพเสมอ ทั้งใครเป็นใครในภาพ เราจะไปถามใครต่อ  รวมถึงประเด็นที่น่าสนใจ    จากการลงพื้นที่เก็บข้อมูล 5-6 ครั้ง เริ่มเห็นประเด็นใหญ่น่าสนใจ โดยเฉพาะเรื่องสิงโตท่าเกวียนและตลาดท่าเกวียน ตลาดท่าเกวียนเมื่อประมาณ 70ปีทีแล้ว ที่มาภาพ: พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด จ.นครปฐม “ย้อนเวลาหา ... ตลาดท่าเกวียน และสิงโตท่าเกวียน”  หลังจากทีมงาน ได้เข้าไปสืบค้นเรื่องราวของภาพเก่าชุมชนท่าพูดเป็นระยะตั้งแต่เดือนเมษายน-มิถุนายน 2556   และมีโอกาสได้พบและพูดคุยทั้งกับเจ้าของภาพถ่าย  คนที่อยู่ในภาพ คนที่รู้จักคนในภาพ คนเหล่านี้ยังจำเรื่องราว เหตุการณ์ในภาพได้อย่างดี  ปัจจุบันผู้คนบางส่วนโยกย้ายไปอาศัยอยู่ที่อื่นๆ ทำให้ไม่มีโอกาสได้มาร่วมคุยกันบ่อยนัก  ทีมงานจึงจัดเวทีเล่าเรื่องภาพเก่าขึ้น เพื่อให้คนในชุมชนที่เคยมีประสบการณ์-ความทรงจำในภาพและเรื่องราวของชุมชน มาร่วมกันรื้อฟื้นความทรงจำ เล่าเรื่องราวโดยใช้ภาพถ่ายเก่าเป็นสื่อ โดยจะจัดเวทีเป็นระยะ ซึ่งเวทีแต่ละครั้งจะมีประเด็นของเรื่องต่างกัน ครั้งนี้ จัดเวทีเล่าเรื่อง “ย้อนเวลาหา ... ตลาดท่าเกวียน และสิงโตท่าเกวียน”  เพราะได้รับฟังคำบอกเล่าจากชาวชุมชนมาว่าตลาดท่าเกวียนในอดีต ถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของคนในแถบนี้ เป็นตลาดใหญ่ที่คึกคักและมีชีวิตชีวา  มีความสำคัญและความสัมพันธ์กับชุมชนอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียง แต่ปัจจุบันตลาดท่าเกวียนไม่มีอยู่แล้ว ดังนั้นเรื่องราวของตลาดท่าเกวียนจึงเหลือแค่ความทรงจำของคนในวัย 40-50 ปีขึ้นไป   ตลาดท่าเกวียนเจ้าของเดิมคือนายจำปี สร้อยทองกับนางเลื่อน  สร้อยทอง สร้างห้องแถวให้คนมาเช่าขายของ  แต่สร้างขึ้นเมื่อไหร่ยังไม่รู้แน่ชัด คุณยายประทุม สร้อยทอง ปัจจุบันอายุ 78 ปี ลูกสาวของนายจำปีเจ้าของตลาดเล่าว่าเดิมที่ดินเป็นของแม่เลื่อน เตี่ยของแม่เลื่อนเป็นหลงจู๊ค้าข้าว มีที่ดินเยอะและยกที่แถบนี้ให้กับแม่เลื่อน ต่อมานายจำปี(เป็นคนบางเตย) แต่งงานกับแม่เลื่อน และได้สร้างเป็นตลาดขึ้น  ตอนเป็นเด็กตอนจำความได้ ก็เห็นว่ามีตลาดแล้ว เมื่อก่อนตลาดท่าเกวียนเจริญมาก มากกว่าดอนหวาย ใครๆ ก็มาตลาดท่าเกวียน เป็นตลาดใหญ่ มีเกวียนข้าวมาลง “สมัยก่อนจะมีเกวียนลากข้าวมาขายให้คนจีนในตลาด และซื้อของจากตลาดกลับไป ไม่มีใครเคยเห็นสมัยที่มีเกวียนลากข้าวมาขาย แต่รู้ว่าท่าจอดเกวียนอยู่ตรงไหน” (เทียนบุ๊น พัฒนานุชาติ) “ ลักษณะตลาดท่าเกวียนเป็นห้องแถวสองข้าง ติดริมแม่น้ำ น้ำเข้าใต้ถุนได้ มีหลังคาคลุม คนเดินตลาดจะไม่เปียกฝน ในตลาดมีร้านขายยา 2 ร้าน ร้านห้างทอง 2 ร้าน ร้านทองร้านหนึ่งอยู่ติดกับบ้านแม่ทองดี” (ประทุม สร้อยทองและแน่งน้อย ลิมังกูร) ผังตลาดท่าเกวียนจากความทรงจำของชาวตลาดท่าเกวียน ตัวอาคารห้องแถวตลาดเป็นไม้ หลังคามุงสังกะสี สร้างขนาบ 2 ข้างทางเดินที่ขึ้นมาจากท่าน้ำ ระหว่างทางเดินจะมีหลังคาสังกะสีคลุมตลอด พื้นเป็นดินอัดแน่น มีร่องน้ำเล็กๆ ขนาบทางเดิน  ร้านค้าในตลาดได้แก่ (จากท่าน้ำ) ..ฝั่งขวามือ บ้านตาจำปีเจ้าของตลาด  ร้านทำทองของนายเสถียร  กรุงกาญจนา ห้องเช่าของนายเลี้ยง (เช่าเป็นห้องพักแต่ไปขายก๋วยเตี๋ยวที่วัดท่าพูด) ร้านขายของชำของตาง้วน นอกจากนี้ขายเสื้อผ้าและปล่อยเงินกู้ ร้านขายยาสมุนไพรไทยของยายทองดี ร้านขายน้ำมันเรือ น้ำมันก๊าด น้ำมันตะเกียงของนายหอย  ร้านตัดเสื้อของตากือ  ร้านขายก๋วยเตี๋ยวและกาแฟของนายเฮี้ยง แซ่เอี๊ยว ร้านขายของชำของตาเส็ง และขายหมากแห้ง   ร้านขายของชำและผ้าของน้าวาด  ร้านตัดเย็บเสื้อผ้า ของลูกนายเทียนสื่อ… ฝั่งซ้ายมือ..บ้านใหญ่ของนายเปี๊ยะค้าข้าว ร้านขายผ้าดำ และเย็บเสื้อในของยายกวย ร้านหมอสมพงษ์  ร้านขายของชำและยาไทยของหมอหนอม นางเหรียญ สร้อยทอง พี่ชายนายจำปี ขายสมุนไพร.....ร้านตัดเสื้อกางเกงของเจ๊เปี้ยงตาเจิม ... ร้านตัดผมของตาบุญธรรมยายกลุ่ม ยุ้งข้าวของนายหอย (เปิดเป็นร้านเย็บเสื้อผ้า  เลี้ยงหมู  และนายหอยยังเป็นเถ้าแก่ไปตวงข้าวด้วย)  ยุ้งข้าวของตายิ้ม ยุ้งข้าวของตาเอี๊ยง ร้านขายของจากเมืองจีน และรับสีข้าวของเจ๊กโต  ยายปทุมเล่าว่า ตอนเป็นเด็กชอบไปขโมยขนมเกี้ยมซันจาของร้านเจ๊กโตกิน   ร้านโอตือ เลี้ยงหมู และหาปลามาขายด้วยเรือผีหลอก ร้านขายก๋วยเตี๋ยวของเจ๊กมุ้ย บ้านเจ๊กจง(หาบของไปขายตามทุ่งนา) ริมน้ำมีคนมาเช่าที่ทำโรงสี เรียกกันว่าโรงสีตาเซี้ยงบ้านแป๊ะตีเหล็ก ..... คลีนิกหมอสมพงษ์ บริเวณหน้าตลาด(ริมแม่น้ำนครชัยศรี) เปิดทำการเมื่อประมาณ พ.ศ.2520     ที่มาภาพ : พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด จ.นครปฐม ความคึกคักของตลาดท่าเกวียน นอกจากจะแป็นแหล่งจับจ่ายใช้สอยสินค้าบริโภค อุปโภคแล้ว ยังเป็นจุดสำคัญของการคมนาคม เพราะมีท่าเรือโดยสารของบริษัทสุพรรณขนส่ง เป็นเรือ 2 ชั้น  รับส่งผู้คนตั้งแต่จังหวัดชัยนาท สุพรรณบุรี นครปฐม สมุทรสาคร กรุงเทพ ฯ แน่งน้อย ลิมังกูรเล่าว่า “เรือสุพรรณ มี 2 ชั้น เป็นเรือเมล์โดยสาร บางทีก็เรียกเรือไฟ เรือไอ เรือจะทาสีแดงและมีชื่อเรือ เช่น เรือศรีประจัน เรือขุนช้าง เรือขุนแผน”  “...เรือมาเป็นเวลา  เช้าวิ่งจากสุพรรณลงไปสมุทรสาคร เย็นจากสมุทรสาครขึ้นมาสุพรรณ ขากลับจะมีสินค้ามาขาย  ที่ได้กินบ่อยคือปลาทู  แม่จะเลี้ยงลูกด้วยปลาทูต้ม...”  ประทุม สร้อยทอง กล่าว ตลาดท่าเกวียนจึงคึกคักไปด้วยผู้คนที่มาจับจ่ายใช้สอยและมารอเรือโดยสาร คุณประทุมและคุณเทียนบุ๊น ย้อนให้เห็นบรรยากาศตลาดท่าเกวียนเมื่อหลายสิบปีก่อนด้วยใบหน้าที่มีรอยยิ้ม  “ตาดวง ตายู้ ตาเอิ๊ก ชอบมานอนอยู่หน้าเรือนนายจำปีที่อยู่ติดริมแม่น้ำ หน้าเรือนของนายจำปีเป็นลานกว้าง มีหลังคาคลุม เด็กๆ ชอบมานั่งเล่นตอนกลางวัน ส่วนคนโตชอบมาสังสรรค์ตอนกลางคืน หน้าเรือนลมเย็นมาก”   คุณเทียนบุ๊นเล่าว่า  “สมัยยังหนุ่ม ชอบไปนอนถอนขนจั๊กแร้กันที่หน้าเรือนนายจำปี และเอาแผ่นกอเอี๊ยะไปแปะด้วย...”   นอกจากนี้ยังเป็นที่พบปะของคนหนุ่มสาวเพราะเป็นที่ร่ำรือกันว่าสาวๆท่าเกวียนสวยและหน้าตาดี จึงมักมีคนมาขอแรงให้ไปช่วยงานต่างๆ เสมอ ทั้งงานประจำปีวัดไร่ขิง อุ้มเทียนในงานบวช...  “แต่ก่อนเวลาใครจะมาดูสาว ต้องมาที่ตลาดท่าเกวียน คนชอบมาดูสาวๆ ขายของ โดยเฉพาะช่วงงานประจำปีวัดไร่ขิง กลางเดือน 5 คนจะมารอเรือไปวัดไร่ขิง หนุ่มๆ ที่จะมาเที่ยวงานวัดไร่ขิง  ก็จะไปดูสาวๆ ซึ่งเป็นสาวจากตลาดท่าเกวียนที่ผลัดเปลี่ยนกันไปขายทอง ขายดอกไม้ไหว้พระ .." (นงเยาว์ สร้อยทอง) ภายในตลาดมีศาลเจ้า เรียกว่าศาลอากง เป็นที่นับถือของคนในตลาด  เมื่อถึงช่วงตรุษจีน เจ้าของตลาดจะทำบุญตลาดในช่วงนี้จะนำเป็ดไก่มาไหว้ ตอนกลางวันจะมีการทำบุญเลี้ยงพระ คนห้องแถวนำข้าวปลาอาหาร ขนม (ขนมแปะก้วย แตงโม(ที่แข่งกันแต่ละบ้านในเรื่องความใหญ่) และจ้างละครชาตรีและงิ้วเล็ก มาเล่นกลางตลาด เวจ สิ่งสำคัญที่จะขาดไม่ได้สำหรับที่ทุกชีวิตที่อาศัยอยู่ในตลาดแห่งนี้ คือห้องส้วม หรือที่ชาวตลาดท่าเกวียนเรียกกันว่าเวจขี้ เป็นสถานที่ที่กล่าวถึงแล้วหลายคนทำจมูกย่น เหมือนกับย้อนได้กลิ่นและเห็นภาพแต่หนหลัง ส้วมของตลาดท่าเกวียนตั้งอยู่ท้ายตลาด เป็นส้วมรวมที่ทุกบ้านในตลาดจะต้องมาใช้ถ่ายของหนักของเบา เพราะในห้องแถวไม่มีส้วม ส่วนห้องน้ำที่จะใช้อาบน้ำชำระร่างกายนั้น ชาวตลาดอาศัยอาบในแม่น้ำตรงท่าน้ำหน้าบ้าน เวจขี้ตลาดท่าเกวียน เป็นอาคารปลูกสร้างด้วยไม้ ยกพื้นสูงประมาณ 2 เมตร ด้านบนมีหลังคา ด้านล่างเปิดโล่ง ห้องส้วมมีสองข้าง ด้านหนึ่งเป็นของผู้หญิงอีกด้านเป็นส้วมชาย แต่ละด้านมีส้วม  4 ห้อง มีฝากั้นแต่ละห้อง แต่มักมีคนเอาตะปูเจาะข้างฝาเพื่อแอบดูกัน เวลาคนขี้ที่เวจจะมีหมูมากินขี้ บางคนก็ขี้ไปโดนหูหมู หมูจะสลัดขี้มาโดนคน บางคนจึงเอาไม้ยาวๆ เข้าเวจด้วย เพื่อใช้ไล่หมู ส่วนอุปกรณ์เช็ดก้น คือ กาบมะพร้าวที่ตัดเป็นชิ้น แต่ละบ้านจะตัดกาบมะพร้าวสำหรับเช็ดก้นใส่กระบอกเก็บไว้ เวลาใช้ก็หยิบไปใช้ได้เลย บางคนก็ใช้ใบสะแกเช็ดก้น บางคนก็ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ เมื่อกระดาษหนังสือพิมพ์เช็ดก้นแห้งจะปลิวออกมา ตาหน่ำเซ้งจะคอยเก็บกระดาษไปเผา เพราะเห็นว่าหนังสือเป็นของสูง ไม่ควรนำมาใช้เช็ดก้น นายหน่ำเซ้งชอบอ่านหนังสือมาก หลายคนบอกว่าในเวจขี้ ไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่เฉอะแฉะ เพราะหมูกินขี้จนหมด หมูที่กินขี้จะเป็นหมูเล็ก(ลูกหมู) พอหมูอายุรุ่นๆ คนเลี้ยงก็จะผูกไว้ จึงไม่ต้องกังวลว่าเนื้อหมูจะเปื้อนขี้  คุณเทียนบุ๊นเล่าเรื่องให้ฟังอย่างเห็นภาพและแทบจะได้กลิ่นกันเลยทีเดียว เวจขี้เลิกใช้ในสมัยกำนันสมควร (กำนันเหงี่ยม) เพราะกำนันสมควรให้สร้างส้วมในบ้านแทน แต่พอสร้างส้วมในบ้านก็ลำบาก เพราะบ้านมีเนื้อที่ไม่มาก และไม่มีถังเก็บขนาดใหญ่ เวลาส้วมเต็มก็ต้องเปิดถังและตักขี้ไปทิ้งแม่น้ำ เพราะไม่รู้จะไปทิ้งที่ไหน เวลาตักขี้ไปทิ้งจะส่งกลิ่นเหม็นทั่วตลาด เมื่อสร้างส้วมในบ้าน เวจขี้ที่ตลาดก็ปล่อยเป็นที่ว่าง มีต้นมะขามเทศและต้นไม้อื่นๆ ขึ้น  ด้านหลังวัดท่าพูดก็เป็นเวจขี้เหมือนกัน แต่สร้างมิดชิด เป็นป่ารกทึบ น่ากลัว และเดินไปยากกว่าเวจขี้ที่ตลาดท่าเกวียน ปัจจุบันที่ตั้งเวจขี้วัดท่าพูดกลายเป็นพื้นที่สร้างสถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพชุมชนตำบลไร่ขิง  (จุไรรัตน์,  2556)  คณะสิงโตท่าเกวียน นอกจากตัวตลาด และผู้คนที่มาจับจ่ายใช้สอยแล้ว ความมีชีวิตชีวาของตลาดท่าเกวียนที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ คณะสิงโตท่าเกวียน ตามปกติสิงโตจะเล่นในช่วงตรุษจีน คณะสิงโตจะแห่ไปในตลาดตามบ้าน เพื่ออวยพรในเทศกาลปีใหม่ของคนจีน  “พอเขาเห็นสิงโตมาที่บ้านเขาจะดีใจ เราก็จะอวยพรให้ บางทีก็ให้ส้มกับเจ้าของบ้านเพื่ออวยพรให้โชคดีปีใหม่ แล้วเจ้าของบ้านก็จะให้อั่งเปามา คณะก็จะเอาอั่งเปาไปมอบให้โรงเรียนบ้าง เก็บไว้ใช้จ่ายบ้าง ก่อนตรุษจีน คณะสิงโตก็จะมาซ้อมกัน ใช้พื้นที่ทุ่งนากว้างๆ ตอนนั้นเขาเกี่ยวข้าวกันหมดแล้ว ตอนเย็นๆ อากาศดี ก็ไปซ้อมกัน ซ้อมทุกเย็นกลางทุ่งนา  ...” คุณช้ง เล่าถึงคณะสิงโตท่าเกวียนในอดีต คณะสิงโตท่าเกวียน นอกจากจะเล่นช่วงตรุษจีนแล้ว การเชิดสิงโตยังรับเล่นในงานบวชเพราะในขบวนแห่นาคที่มีสิงโต จะคึกคักมาก ทำให้งานสนุก เด็กๆ ชอบมาก  เจ้าภาพจะมาขอแรงให้คณะสิงโตไปช่วยงาน  คนในคณะก็จะช่วยงานทุกอย่างนอกเหนือจากการเชิดสิงโต เช่นยกอาหาร จัดเตรียมสถานที่   บางทีคณะก็จะขอของตอบแทนจากเจ้าภาพเป็นโต๊ะ เก้าอี้ เอาไปมอบให้โรงเรียน บางทีก็จะขอเป็นเสื้อสีขาว กลอง รองเท้า สำหรับใช้ในการเล่นสิงโต และในช่วงหลังมีการเชิดสิงโตเพื่อเรี่ยไรเงินไปซื้อกระเบื้องปูรอบโบสถ์วัดท่าพูด ระยะหลังตลาดท่าเกวียนรวมทั้งดอนหวายก็เริ่มซบเซา ช่วงหลัง พ.ศ. 2510 เรือของบริษัทสุพรรณขนส่งเลิกกิจการไปแล้ว เพราะมีการตัดถนนสายมาลัยแมนทำให้การเดินทางด้วยเรือระหว่างสุพรรณ-นครปฐม-กรุงเทพฯ สะดวกรวดเร็วขึ้น  คนจึงหันไปเดินทางด้วยรถมากขึ้น ท่าเรือที่ตลาดท่าเกวียนจึงปิดลง ส่วนในชุมชนก็เริ่มมีถนน ถนนสายแรกในชุมชนคือถนนสายไร่ขิงประชาร่วมใจตัดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2517-2518 และมีการตัดถนนเพิ่มขึ้นอีกหลายสายเพื่อเชื่อมต่อกับถนนเพชรเกษม  หลังจากนั้นจึงเริ่มมีรถจักรยาน มอเตอร์ไซค์ ใช้เป็นยวดยานพาหนะในการเดินทางแทนเรือมากขึ้น การเดินทางออกไปภายนอกสะดวกรวดเร็วขึ้น   และคนในตลาดก็เริ่มย้ายไปอยู่ที่อื่นๆ พอคนย้ายไป นายจำปีซึ่งอายุมากแล้วก็แบ่งที่ดินให้ลูกหลาน เลิกทำตลาดและรื้อตลาดในที่สุด นอกจากเรื่องเล่าของตลาดจากความทรงจำแล้ว ทีมงานและชาวชุมชนยังได้ช่วยกันทำผังตลาดอย่างง่ายๆ  จากคำบอกเล่า ซึ่งนอกจากจะทำให้รู้ว่ารูปร่างหน้าตาของตลาดท่าเกวียนในอดีตเป็นอย่างไร ใครเป็นใครบ้างในตลาด มีร้านค้าอะไรอยู่ตรงไหน ใครบ้างที่เข้ามาติดต่อสัมพันธ์กับตลาด เช่น คนมาซื้อของ คนมาลงเรือ ฯลฯ    ความสัมพันธ์ของคนในตลาด สถานที่ที่แสดงถึงความสัมพันธ์ของชุมชอยู่ที่ใดบ้าง เช่น ท่าเรือ ระเบียงบ้านนายจำปี ศาลเจ้า เวจขี้ ลานซ้อมสิงโต ท่าน้ำ ฯลฯ แล้ว  ที่สำคัญการทำผังตลาดยังเป็นการช่วยสร้างบรรยากาศของการช่วยกันคิด ช่วยกันให้ข้อมูล และเห็นถึงความผูกพันของคนกับพื้นที่ ประสบการณ์ที่มีร่วมกัน ความเป็นเพื่อน ชีวิตในวัยเยาว์ และนำไปสู่การพบปะเยี่ยมเยือนกัน บริเวณที่เคยเป็นห้องแถวตลาดท่าเกวียน ปัจจุบันเป็นห้องแถวสร้างใหม่ ภาพโดยธัญลักษณ์ ศรีสง่า ถ่ายเมื่อ 28 สิงหาคม 2555 เรือนของนายจำปี สร้อยทอง อาคารเดิมที่เหลือเพียงหลังเดียวของตลาดและพังทลายลงมา เนื่องจากพายุฝนเมื่อ พ.ศ.2556 ปัจจุบันจึงไมม่มีอยู่แล้ว ภาพโดยธัญลักษณ์ ศรีสง่า ถ่ายเมื่อ 28 สิงหาคม 2555 การนำภาพเก่ามาเป็นสื่อในการเล่าเรื่อง จึงไม่ได้เพียงก่อให้เกิดเรื่องเล่าที่น่าสนใจของชุมชน แต่ยังช่วยย้อนอารมณ์และความรู้สึกของผู้คนในชุมชน  และที่สำคัญคือเกิดพลังในการฟื้นความสัมพันธ์ของผู้คน  สร้างความรู้สึกเป็นคนบ้านเดียวกันของคนในชุมชนที่มีประสบการณ์ร่วมกัน ซึ่งก่อให้เกิดพลังความคิดในการผลักดันให้เกิดความสนใจและเห็นความสำคัญในการศึกษา การบันทึก และการถ่ายทอดเรื่องราวของชุมชนมากขึ้น ตอนนี้ขอชวนทุกท่านนั่งหลับตาจินตนาการถึงตลาดท่าเกวียน ที่คึกคักไปด้วยผู้คน ทั้งคนที่มาค้าขาย จับจ่าย แม่ค้าสาวสวยนั่งหน้าร้าน ท่าเรือที่มีผู้โดยสารคอยขึ้นเรือนั่งๆ นอนๆ พูดคุย มีเรือมาเทียบท่าเป็นระยะ แต่ยังจินตนาการไปไม่ถึงตอนที่เกวียนเข้ามาเพราะไม่มีใครเกิดทัน  เสียงเครื่องยนต์เรือ เสียงทักทาย เสียงพูดคุย เสียงตีเหล็ก เสียงซ้อมของคณะเชิดสิงโต เสียงชวนกันไปส้วม ลูกหมูวิ่งกรูกันไปใต้เวจขี้ ........................ เอกสารอ้างอิง   จุไรรัตน์ ปิยะวัชร์.  บันทึกสรุปการเสวนา “ย้อนเวลา...ตลาดท่าเกวียนและสิงโตท่าเกวียน” . เวทีเล่าเรื่อง ผ่านภาพถ่ายเก่า เรื่องเล่าของชาวลุ่มน้ำ(นครชัยศรี) วันที่ 12 มิถุนายน 2556.   นวลพรรณ บุญธรรม. บันทึกสรุปการเสวนา “เล่าเรื่องผ่านภาพถ่ายเก่า เรื่องเล่าของชาวลุ่มน้ำ (นครชัยศรี)". โครงการอบรม/สร้างเวที เพื่อสร้างพลังชุมชนท้องถิ่นและพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น พ.ศ.2556 ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)  ณ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดท่าพูด  อำเภอสามพราน  จังหวัดนครปฐม.   สัมภาษณ์ ถาวร งามสามพราน นงเยาว์  สร้อยทอง ปทุม สร้อยทอง แน่งน้อย ลิมังกูร เทียนบุ๊น พัฒนานุชาติ วีรศักดิ์  เพ่งศรี เรืองทิพย์  จันทิสา ธนศักดิ์  พัฒนานุชาติ มานะ  เถียรทวี วิรัตน์ น้อยประชา สมพิศ นิ่มประยูร

บทเรียนจากอีโนลา เกย์

23 กุมภาพันธ์ 2565

“คุณต้องการทำนิทรรศการเพื่ออยากให้เหล่าทหารผ่านศึกรู้สึกดี   หรือคุณต้องการที่จะทำนิทรรศการที่นำพาผู้ชมให้ได้ย้อนคิดถึงผลพวงจากการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ญี่ปุ่น?  ...ตอบอย่างจริงใจเลยนะ ผมไม่คิดว่าเราจะทำทั้งสองอย่างพร้อมกันได้” ทอม เคราช์ (Tom Crouch) ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑ์การบินและอวกาศแห่งชาติ สถาบันสมิธโซเนียน             การจัดแสดงเครื่องบิน B -29  อีโนลา เกย์(Enola Gay) ในวาระครบรอบ 50 ปี การสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง โดยพิพิธภัณฑ์การบินและอวกาศแห่งชาติ สถาบันสมิธโซเนียน ก่อให้เกิดข้อโต้เถียงอย่างเผ็ดร้อนถึงวิธีการนำเสนอประวัติศาสตร์การทิ้งระเบิดปรมาณูที่ญี่ปุ่น  การจัดแสดงในครั้งนั้นเป็นบทเรียนสำคัญโดยเฉพาะให้กับวงการพิพิธภัณฑ์ นักประวัติศาสตร์   และผู้เกี่ยวข้องในสังคมอเมริกัน  ในประเด็นเกี่ยวกับการรักษาอิสระทางความคิดและความซื่อสัตย์ทางวิชาการ  แรงกดดันและการแทรกแซงทางการเมืองต่อการนำเสนอข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์  การต่อรองเกี่ยวกับการจัดแสดง  รวมไปถึงการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่นำเสนอในนิทรรศการให้กับสาธารณะ  บทความนี้พยายามแสดงให้เห็นลำดับเหตุการณ์โดยสังเขปของข้อโต้เถียงกรณีนิทรรศการอีโนลา เกย์ และรีวิวความคิดความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องในกรณีดังกล่าว ซึ่งน่าจะเป็นบทเรียนที่มีค่าสำหรับคนทำงานพิพิธภัณฑ์โดยเฉพาะในด้านประวัติศาสตร์ เมื่อเสรีภาพทางวิชาการถูกสั่นคลอน           อีโนลา เกย์ เครื่องบินทิ้งระเบิด B-29  ตั้งชื่อโดยนักบินผู้ขับเครื่องบินลำนี้ คือ พอล ดับเบิลยู ทิบเบตส์ จูเนียร์ (Paul W. Tibbetts,Jr) ตามชื่อมารดาของเขา  เป็นเครื่องบินที่ทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 1945  และถูกนำออกมาจัดแสดงในปี ค.ศ. 1995 โดยพิพิธภัณฑ์การบินและอวกาศแห่งชาติ สถาบันสมิธโซเนียน  โดยเป็นนิทรรศการที่กระพือแรงปฏิกิริยาจากสาธารณะหลายฝ่ายทั้ง ทหารผ่านศึก สื่อมวลชน นักการเมือง นักวิชาการ และภัณฑารักษ์  เกี่ยวกับบทบาทของพิพิธภัณฑ์ โดยเฉพาะพิพิธภัณฑ์สาธารณะในสังคมอเมริกัน           นิทรรศการนี้จัดขึ้นในวาระครบรอบ 50 ปี ของการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง ว่าด้วยเรื่องบริบทของการทิ้งระเบิดปรมาณู และผลพวงของการทิ้งระเบิดปรมาณูครั้งแรกในโลกที่ฮิโรชิมา โดยเนื้อเรื่องนำไปสู่การตั้งคำถามว่า การใช้ระเบิดปรมาณูเป็นความจำเป็นทางการทหารหรือไม่ เป็นไปได้หรือไม่ว่าญี่ปุ่นกำลังยอมแพ้อยู่แล้ว  การนำเสนอทำนองนี้นำมาซึ่งความไม่พอใจของเหล่าทหารผ่านศึก ที่เห็นว่าวิธีการนำเสนอดังกล่าวบิดเบือน  ไม่ถูกต้อง ไม่รักชาติ เหตุการณ์ดังกล่าวลุกลามไปสู่การเมือง เมื่อสมาชิกรัฐสภากว่า 40 คน ลงนามในจดหมายให้ไล่ผู้อำนวยพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวออก           การโต้เถียงในเรื่องนี้เกิดขึ้นทั้งในหน้าหนังสือพิมพ์  วารสารวิชาการ  และเวทีเสวนาวิชาการ แต่การโหมกระพือข่าวจากฝ่ายสื่อมวลชนยิ่งสร้างความไม่พอใจกระจายออกไปเป็นวงกว้าง  บางคนส่งจดหมายแสดงความไม่พอใจส่งมาถึงพิพิธภัณฑ์สัปดาห์ละเป็นร้อยฉบับ ขณะที่ก็มีผู้ประท้วงฝั่งตรงกันข้ามขว้างปาของเหลวสีแดงใส่วัตถุจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ชูป้าย “อย่างทำแบบนี้อีก” “อย่าทำแบบฮิโรชิมาอีก” (Dubin, 1999, pp. 200,222)           จำนวนข้อโต้เถียงที่เกิดจากนิทรรศการชุดนี้มีมากเป็นประวัติการณ์ อาทิ วารสาร Journal of American History อุทิศเนื้อที่ 3 ใน 4 ของวารสารฉบับหนึ่งว่าด้วยเรื่องนี้โดยตรง ทั้งในประเด็นข้อกังวลของนักประวัติศาสตร์เกี่ยวกับนิทรรศการนี้ รวมถึงการตีความต่างๆ ทางประวัติศาสตร์ และการสนทนา(dialogue)สาธารณะที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับวิธีการทำงานของนักประวัติศาสตร์  มีหนังสือรวมบทความต่างๆเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ออกมาจำนวนมาก  มีงานตีพิมพ์มากมายออกมา ทั้งรวมบทความต่างๆ   มีการพิมพ์ซ้ำบทนิทรรศการฉบับแรกพร้อมกับคำอธิบายโดยสังเขปและข้อวิพากษ์  รวมถึงคำอธิบายที่มาที่ไปอย่างละเอียดถี่ถ้วนของผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์การบินและอวกาศแห่งชาติ   นอกจากนี้สมาคมกองทัพอากาศ(The Air Force Association: AFA) องค์กรอิสระไม่แสวงกำไร ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการให้การศึกษาสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกองกำลังทางอากาศ  เป็นแนวหน้าในการวิพากษ์พิพิธภัณฑ์ยังได้รวบรวมเอกสารมากมายได้แก่ สำเนาการให้ข่าว จดหมาย บันทึก รายงาน และบทความข่าวจากทั่วประเทศ บทวิเคราะห์ บทนิทรรศการชุดแรก  ลำดับเหตุการณ์ทั้งหมด และบันทึกสำคัญต่างๆ จำนวนมหาศาล (Dubin, 1999, pp. 191-192) วารสาร The Journal of American History (Dec 1995) มีเนื้อหาข้อโต้เถียงอีโนลา เกย์ กว่าค่อนเล่ม (ภาพจาก http://jah.oxfordjournals.org/)             อย่างไรก็ดีเหตุการณ์การแทรกแซงการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ของเหล่าบรรดานักการเมือง สร้างความสั่นสะเทือนในแวดวงภัณฑารักษ์ในประเด็นอิสระทางความคิด  นักวิชาการในมหาวิทยาลัยไม่พอใจในระบบการเซ็นเซอร์เนื้อหา ที่สั่นคลอนความซื่อสัตย์ทางวิชาการ และการหวังผลทางการเมืองเพื่อบิดเบือนประวัติศาสตร์             แม้สถาบันสมิธโซเนียนจะเคยเผชิญกับปัญหาการพยายามแทรกแซงและแรงกดดันทางการเมืองและสังคม เช่นในปี ค.ศ. 1989 เมื่อสหรัฐอเมริกาฉลอง 200 ปีของรัฐธรรมนูญ สถาบันสมิธโซเนียนตัดสินใจที่จะเน้นเหตุการณ์การกักขังชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นในค่ายกักกันระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง สาธารณชนบางส่วนรวมทั้งสมาชิกรัฐสภาบางส่วนพยายามกดดันให้สถาบันสมิธโซเนียนเปลี่ยนใจ แต่เลขาธิการสถาบันในตอนนั้นยืนหยัดต่อความซื่อสัตย์ทางวิชาการ (แฟรงค์ โพรแชน, 2547, หน้า 23)           แต่สำหรับเหตุการณ์อีโนลา เกย์ ในตอนแรกสถาบันสมิธโซเนียนพยายามเจรจาต่อรอง โดยยืนยันความถูกต้องทางความคิดในเรื่องที่เป็นประเด็นขัดแย้ง แต่ด้วยกระแสกดดันจากนักการเมือง องค์กรทางทหารผ่านศึก  นักรณรงค์ ทำให้ในที่สุดเลขาธิการสถาบันสมิธโซเนียนตัดสินใจหั่นนิทรรศการเวอร์ชั่นสุดท้ายกลายเป็นนิทรรศการตัวใหม่ที่มีเนื้อหาที่เบาลง ในชื่อ “อีโนลา เกย์: บางสิ่งที่เป็นมากกว่าเครื่องบิน” (Enola Gay: Something More Than an Airplane)  ส่วนหนึ่งของบทนำของนิทรรศการความว่า “มันเป็นเครื่องบินเหมือนกับลำอื่นๆ ที่ทำหน้าที่ตามสายพานของการทำสงครามมากเป็นพันๆ ครั้ง  เป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดแนวหน้าในตอนนั้น แต่มีเพียงหนึ่งเดียวที่ 50 ปีต่อมา ดูเหมือนจะเป็นที่น่าประทับใจมากกว่าเครื่องบินลำอื่น ในฐานะเครื่องบินที่มีชื่อเสียง”             อย่างไรก็ดียังปรากฏร่องรอยของข้อโต้แย้งในนิทรรศการนี้อยู่บ้าง เช่น วีดิโอส่วนสรุปที่จัดแสดงข้างๆ ภาพถ่ายเก่าของลูกเรือ B-29 ใจกล้าที่เต็มไปด้วยสีหน้ายังเยาว์วัยพร้อมๆ กับความทรงจำของพวกเขา  นักบินพอล ดับเบิลยู ทิบเบตส์ จูเนียร์ (Paul W. Tibbetts, Jr) กล่าวว่า คุณไม่สามารถเล่นบท “จะเกิดอะไรขึ้นถ้า” ได้ เมื่อย้อนมองกลับไปตอนสงครามโลกครั้งที่สองหรือตอนสิ้นสุดสงคราม  เขาเน้นย้ำว่าวีรบุรุษและผู้ที่รักชาตินั้น “ประสบความสำเร็จในการยุติการนองเลือด หลังจากนั้นทุกคนก็กลับบ้าน” (Dubin, 1999, p. 224)           ต่อมา มาร์ติน ฮาร์วิต (Martin Harwit) ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์การบินและอวกาศแห่งชาติ  ตัดสินใจลาออก  ขณะเดียวกันก็มีกลุ่มผู้ประท้วงในงานวันเปิดนิทรรศการในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1995 ว่านิทรรศการเวอร์ชั่นนี้ เป็นการ “อำพรางข้อเท็จจริง” ทางประวัติศาสตร์  ปัจจุบันอีโนลา เกย์ จัดแสดงอยู่ที่ศูนย์สตีเวนส์ เอฟ อัดวาร์-เฮซี่ (Steven F. Udvar-Hazy Center) ศูนย์แห่งใหม่ของพิพิธภัณฑ์การบินและอวกาศแห่งชาติ โดยปราศจากบริบทประวัติศาสตร์ (Kurin, 1997, p. 71) นิทรรศการอีโนลา เกย์ ที่จัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์การบินและอวกาศแห่งชาติ เมื่อปี ค.ศ. 1995 (ภาพจาก http://collections.si.edu/)   ตัวบท: ต้นทางของการโต้แย้ง           ข้อเสนอแรกเริ่มของการจัดทำนิทรรศการนี้เริ่มเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1991 ภายใต้ชื่อชุดนิทรรศการ  “บนทางแพร่ง: การสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง ระเบิดปรมาณูและต้นกำเนิดสงครามเย็น”  (The Crossroads: The End of World War II,the Atomic Bomb and the Origins of the Cold War) โดยมาร์ติน ฮาร์วิต ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์การบินและอวกาศแห่งชาติ  ได้หารือกับองค์การทหารผ่านศึก นักประวัติศาสตร์ของกองทัพ นักวิชาการที่เกี่ยวข้อง  เขาวางแผนว่าส่วนหนึ่งของนิทรรศการจะนำเสนอทั้งเรื่องบนฟ้าและบนดิน หมายถึงนำเสนอเครื่องบินอีโนลา เกย์ควบคู่ไปกับภาพซากปรักหักพังของเมืองฮิโรชิมาที่ถูกทำลายจากการทิ้งระเบิด วัตถุพยานต่างๆ จากเหตุการณ์ดังกล่าว  รวมถึงเอกสารและความเป็นมาของโครงการให้ทุนวิจัยที่เกี่ยวข้องอันนำไปสู่การตัดสินใจใช้ระเบิดปรมาณูลูกแรกของ (Dubin, 1999, p. 186)           ตัวบทดั้งเดิมของนิทรรศการประกอบด้วย 5 ส่วน ได้แก่ 1. “การต่อสู้ไปสู่การจุดสิ้นสุด” ซึ่งจะจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับปีสุดท้ายของสงครามโลกครั้งที่สอง  2. “การตัดสินใจทิ้งระเบิด” ที่ตั้งคำถามถึงความจำเป็นในการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ญี่ปุ่น  3. “การใช้ระเบิดปรมาณูครั้งแรกของโลกในการโจมตีทางอากาศ” นำเสนอประสบการณ์ของนักบินที่ทิ้งระเบิด  4. “นคร ณ เวลาสงคราม” อธิบายตำแหน่งบนผิวดินที่ถูกทิ้งระเบิด และ 5. “มรดกแห่งฮิโรชิมาและนางาซากิ” ที่อธิบายจุดเริ่มต้นของแข่งขันในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์และสงครามเย็น (Smithsonian Institution Archives, 1994)           แต่บทนิทรรศการที่ถูกพูดถึงและเผยแพร่ส่งต่อกันมาก ทั้งในสื่อและนักรณรงค์ ที่ไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาการนำเสนอของนิทรรศการ  แม้ว่าตัวบทนี้ไม่ได้ถูกจัดแสดงและแก้ไขไปแล้วก็ตามคือ           “ในปี ค.ศ. 1931 กองทัพญี่ปุ่นบุกยึดแมนจูเรีย หกปีต่อมายึดส่วนที่เหลือของจีน จากปี ค.ศ. 1937 ถึง 1945 จักรวรรดิญี่ปุ่นทำสงครามอย่างต่อเนื่อง การขยายตัวของจักรวรรดิญี่ปุ่นกระทำอย่างก้าวร้าวและโหดร้ายทารุณ  การสังหารหมู่ชาวจีนหลายหมื่นคนที่นานกิงในปี ค.ศ. 1937 เป็นการกระทำอย่างโหดร้ายป่าเถื่อนของกองทัพญี่ปุ่นที่ช็อกคนทั่วโลก มีการทำทารุณอย่างโหดร้ายต่อประชาชนทั่วไป แรงงานที่ถูกเกณฑ์มา นักโทษสงคราม รวมถึงการใช้มนุษย์เป็นเหยื่อในการทดลองอาวุธชีวภาพ        ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1941 ญี่ปุ่นบุกฐานทัพอเมริกันที่อ่าวเพิร์ลฮาเบอร์ ฮาวาย และบุกโจมตีดินแดนฝ่ายสัมพันธมิตรในแถบแปซิฟิกอย่างกะทันหัน  ความโกรธแค้นต่อญี่ปุ่นขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ สำหรับชาวอเมริกันส่วนใหญ่ สงครามครั้งนี้วางอยู่บนพื้นฐานที่แตกต่างจากการต่อสู้กับเยอรมนีและอิตาลี มันเป็นสงครามการแก้แค้น สำหรับคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ มันเป็นสงครามเพื่อปกป้องวัฒนธรรมที่เป็นหนึ่งเดียวของพวกเขาจากจักรวรรดินิยมตะวันตก  เมื่อสงครามสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 1945 เป็นที่ปรากฏแก่ทั้งสองฝ่ายว่านี่คือการต่อสู้เพื่อจะยุติ” (ข้อความเน้นโดยผู้เขียน)                     บทนิทรรศการดั้งเดิมเจ้าปัญหาดังกล่าวนี้ โดยเฉพาะข้อความที่เน้น ถูกฝ่ายทหารผ่านศึกและผู้สนับสนุนมองว่าทำให้คนอเมริกันกลายเป็นผู้ร้าย เป็นคนเหยียดเชื้อชาติและอาฆาตพยาบาท ในขณะที่ญี่ปุ่นได้รับการยกย่องว่าปกป้องตัวเอง แม้ว่าพิพิธภัณฑ์ได้นำข้อเขียนเหล่านั้นออกไปและแก้ไขใหม่  แต่ข้อความเดิมๆ ดังกล่าวก็ถูกอ้างอิงกันไปกันมาโดยไม่มีบริบท เป็นผลให้บิดเบือนสารที่ภัณฑารักษ์ตั้งใจจะสื่อ (Dubin, 1999, p. 198)           หากพิจารณาจากตัวบทนี้ ชัดเจนว่าภัณฑารักษ์ไม่ได้กล่าวบิดเบือนการกระทำผิดของญี่ปุ่น และไม่ได้ให้อภัยการกระทำของญี่ปุ่น อย่างไรก็ดีจะเห็นว่าภัณฑารักษ์พยายามทำความเข้าใจทัศคติของทั้งสองฝ่าย เป็นการสร้างความ “สมดุล”  ในความหมายของทอม เคราช์ ภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์การบินและอวกาศแห่งชาติ “มีคนคิดว่ามันยุติธรรมแล้วที่จะบอกเล่าเรื่องราวเหล่านี้ที่มาจากความสูง 30,000 ฟุต  ผมคิดว่ามันก็ดี แต่ผมไม่คิดว่าเป็นการบอกเล่าได้อย่างยุติธรรม  คุณควรจะต้องนำเสนอเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนพื้นดินด้วย” (Dubin, 1999, p. 198)           ประเด็นเรื่อง “ความสมดุล” ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในการโต้เถียงครั้งนี้ ประโยคที่ว่า “สงครามการแก้แค้น” และ “การปกป้องวัฒนธรรมที่เป็นหนึ่งเดียว” เป็นวลีที่ได้ยินซ้ำแล้วซ้ำอีกทั้งในสื่อและท่ามกลางฝ่ายที่ต่อต้านนิทรรศการ  อย่างไรก็ดีผู้อำนวยพิพิธภัณฑ์ก็ให้เหตุผลเรื่องความสมดุลนี้ว่า เขาต้องการชดเชยความตระการตาและขนาดอันมโหฬารของการจัดแสดงเครื่องบินอีโนลา เกย์ ด้วยการจัดแสดงวัตถุพยานจากการทิ้งระเบิดที่เป็นต้นทุนราคาแพงของมนุษยชาติ (Dubin, 1999, p. 199)           ของชิ้นเล็กๆ บางชิ้นที่ถูกหยิบยืมมาจากพิพิธภัณฑ์ในฮิโรชิมาและนางาซากิ แม้จะเป็นวัตถุชิ้นเล็กๆ แต่มีพลังอธิบายมหาศาล เช่น เสื้อผ้าที่ย่างเกรียม นาฬิกาข้อมือที่ถูกหลอมไปกับข้อมือในวินาทีที่ถูกระเบิด กล่องใส่อาหารของเด็กนักเรียนหญิง(ข้าวและถั่วเกรียมเป็นคาร์บอน แต่ร่างของเธอสูญสลาย) ฝ่ายผู้วิพากษ์วิจารณ์มองว่าวัตถุเหล่านี้กระตุกหัวใจของผู้ชม และอาจหันเหความสนใจของผู้ชมจากเรื่องวีรกรรมและความจำเป็นของปฏิบัติการของทหาร (Dubin, 1999, p. 199) นาฬิกาที่หยุดเดินในวินาทีที่โดนแรงระเบิด จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Hiroshima Peace Memorial Museum (ภาพจาก  Takasunrise0921, https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=1180462)           สุดท้ายชุดนิทรรศการถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “ปฏิบัติการครั้งสุดท้าย: ระเบิดปรมาณูกับการยุติสงครามโลกครั้งที่สอง” (The Last Act: The Atomic Bomband The End of World War II)  และจากที่เคยมีพื้นที่จัดแสดงราว 5,500 ตารางฟุต นำเสนอเครื่องบิน ภาพถ่าย เอกสารต่างๆเกี่ยวกับสงครามแปซิฟิก การทิ้งระเบิด และผลพวงหลังสงครามสิ้นสุด รวมถึงการอภิปรายในเรื่องวิทยาศาสตร์ การทูต และมิติทางมนุษย์ของวิกฤตการณ์ครั้งนี้  ถูกลดลงเหลือแค่การจัดแสดงชิ้นส่วนต่างๆ ของเครื่องบินอีโนลา เกย์ ได้แก่ ลำตัว ส่วนหาง เครื่องยนต์สองเครื่อง และใบพัด พร้อมกับวิดีโอสารคดีเกี่ยวกับลูกเรือและนักบินพอล ดับเบิลยู ทิบเบตส์ จูเนียร์ (Paul W. Tibbetts,Jr) และเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับการซ่อมแซมเครื่องบิน ภาพถ่ายการพัฒนาเครื่องบินทิ้งระเบิด B-29 และภาพข่าวหนังสือพิมพ์หนึ่งวันหลังจากที่ระเบิดถูกทิ้งที่ญี่ปุ่น (Dubin, 1999, p. 201) อีโนลา เกย์และเหล่าลูกเรือ นักบินพอล ทิบเบตส์(คนกลาง) (ภาพจาก https://commons.wikimedia.org/wiki/File:B-29_Enola_Gay_w_Crews.jpg) ข้อท้าทายและบทเรียนกรณีอิโนลา เกย์ จากสมิธโซเนียน           สถาบันสมิธโซเนียน ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1846 หรือเมื่อกว่า 170 ปีที่แล้ว มีหน้าที่เพิ่มพูนและเผยแพร่ความรู้ด้วยการวิจัย การจัดแสดงนิทรรศการ และกิจกรรมอื่นๆ แม้จะตั้งขึ้นในฐานะพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ได้รับงบประมาณส่วนหนึ่งจากรัฐบาลกลาง แต่ก็มิใช่หน่วยงานราชการ มีฐานะเป็นมูลนิธิของรัฐบาล มีคณะกรรมการกำกับดูแลประกอบด้วยตัวแทนจากรัฐบาลและประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ของคณะกรรมการบริหาร และคณะกรรมการนี้เป็นผู้คัดเลือกและกำกับการทำงานของเลขาธิการและผู้บริหารระดับสูงของสถาบัน (แฟรงค์ โพรแชน, 2547, หน้า 5,21) นั่นหมายถึงว่านักวิชาการและภัณฑารักษ์ไม่ใช่เป็นหนี้บุญคุณรัฐบาลหรือมีอิสระในการทำงานตามความสนใจส่วนตัว แต่มีหน้าที่รับผิดชอบต่อสาธารณะและต้องตรวจสอบได้           กำเนิดและภารกิจของสถาบันสมิธโซเนียนมีความหมายต่อความเชื่อถือและความไว้วางใจของสาธารณชน  ริชาร์ด คูริน(Richard Kurin) ผู้ช่วยเลขาธิการด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม สถาบันสมิธโซเนียน ได้ทบทวนและย้อนมอง(สถาบัน)ตนเอง และมีทัศนะเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า ที่อีโนลา เกย์ กลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างกว้างขวาง นอกจากเพราะเป็นการทิ้งระเบิดปรมาณูลูกแรกแล้ว  ยิ่งกว่านั้นด้วยเพราะเป็นเรื่องซับซ้อนละเอียดอ่อน เป็นการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ที่เป็นข้อถกเถียงโดยสถาบันสมิธโซเนียนในฐานะพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ถ้าประชาชนไม่ชอบประวัติศาสตร์ที่อยู่ในหนังสือ พวกเขาก็ไม่ซื้อหนังสือเล่มนั้น ถ้าพวกเขาไม่ชอบรายการสารคดีทางประวัติศาสตร์ทางโทรทัศน์ พวกเขาก็เปลี่ยนช่อง แต่ถ้าประวัติศาสตร์ถูกนำเสนอในนิทรรศการที่ทำโดยสถาบันสมิธโซเนียนในฐานะสถาบันที่สาธารณชนเป็นเจ้าของ มันไม่ง่ายที่จะเพิกเฉย (Kurin, 1997, p. 73)           ตลอดเวลาที่ผ่านมาสิ่งที่สถาบันสมิธโซเนียนทำเป็นสิ่งที่ไว้วางใจของสาธารณชน  ซึ่งเป็นรากฐานของการก่อตั้งมาตั้งแต่แรกเริ่ม คนอเมริกันหรือแม้กระทั่งคนทั่วโลกคาดหวังว่าสถาบันสมิธโซเนียนต้องยุติธรรมและซื่อตรงในการสรรหาหรือนำเสนอความรู้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ หรือศิลปะ เมื่อสถาบันสมิธโซเนียนละเมิดความไว้วางใจนั้น จึงเข้าใจได้ว่าจะสร้างความไม่พอใจแก่ผู้คน สถาบันสมิธโซเนียนมีหน้าที่รับผิดชอบทั้งต่อคนอเมริกัน ต่อรัฐสภา ต่อนักวิชาการ ต่อผู้สนับสนุนทุน ต่อคู่ค้า และต่อเจ้าหน้าที่  ซึ่งยากมากในการรับผิดชอบต่อคนทั้งหมดนี้ไปพร้อมๆ กัน บางครั้งเกิดข้อขัดแย้ง ผู้คนต่างคาดหวังว่าสถาบันสมิธโซเนียนจะนำทางสังคมด้วยความน่าเชื่อถือ พลังทางปัญญา ไม่ใช่มาเทศนาศีลธรรม หรือมีเรื่องทางการเมืองและผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง (Kurin, 1997, pp. 73-74)           ในฐานะสถาบันทางวิชาการและมีหน้าที่เผยแพร่ความรู้ผ่านการทำนิทรรศการ ข้อท้าทายหนึ่งที่ต้องเผชิญคือ ไม่ง่ายที่จะสร้างหนทางจากความรู้(knowledge) ไปสู่ความจริง (truth) นิยามของสิ่งที่เรียกว่าความจริงในปัจจุบันดูจะบอกได้ยาก การศึกษาในปัจจุบันเรารับมือกับความเป็นพหุกระบวนทัศน์ กรอบคิดการรื้อสร้างที่ทำให้เห็นความเป็นจริงในหลายเวอร์ชั่น  พิพิธภัณฑ์ควรตะหนักให้มากขึ้นต่อบทบาทของตนในการผสมผสานและเรียงร้อยข้อเท็จจริงต่างๆ ไปสู่การเล่าเรื่องอย่างสอดคล้องต่อผู้ชม  และจำเป็นจะต้องทำความชัดเจนให้มากยิ่งขึ้นต่อวิธีการที่เติมช่องว่างของความรู้ด้วยการตีความและคาดเดาของเราเอง   (Kurin, 1997, pp. 74-75)           คูรินจึงแนะนำสามแนวทางที่ควรจะพิจารณาในการทำนิทรรศการทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ประการแรกคือ เคร่งครัดให้มากในการประเมินข้อเท็จจริงที่จะนำเสนอ  ประการที่สองทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ในการหาทางเลือกที่หลากหลายต่างๆ ในการเล่าเรื่อง  และประการที่สามสร้างความเข้าใจและความรู้สึกที่ดีแก่ผู้ชมถึงกระบวนการจัดทำนิทรรศการ  ผ่านป้ายคำอธิบายของพิพิธภัณฑ์และบทความในแคตตาล็อก  จะเห็นว่าบทนิทรรศการอีโนลา เกย์ มีความแตกต่างกันน้อยมากระหว่างข้อเท็จจริง(fact) กรอบการเล่าเรื่อง และการตีความ ยกตัวอย่างบทนิทรรศการดั้งเดิมที่ถูกพูดถึงกันมาก “สำหรับชาวอเมริกันส่วนใหญ่สงครามครั้งนี้วางอยู่บนพื้นฐานที่แตกต่างจากการต่อสู้กับเยอรมนีและอิตาลี มันเป็นสงครามการแก้แค้น สำหรับคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ มันเป็นสงครามเพื่อปกป้องวัฒนธรรมที่เป็นหนึ่งเดียวของพวกเขาจากจักรวรรดินิยมตะวันตก”  คำบรรยายที่ไม่ได้จัดแสดงนี้ เต็มไปด้วยความรู้สึกของอำนาจที่จับต้องไม่ได้ เหมือนเป็น “คำพูดของพระเจ้า” ซึ่งฟังดูแล้วไม่ค่อยเหมาะสม  สุดท้ายพิพิธภัณฑ์จำเป็นต้องคิดมากขึ้นเกี่ยวกับการสื่อความหมายของถ้อยคำและบริบทของการนำเสนอทั้งวัตถุที่วางแสดงข้างๆ ภาพถ่าย คำอธิบาย และสิ่งประกอบนิทรรศการ รวมถึงผู้ชมที่เป็นคนที่เรื่องของนิทรรศการกำลังพูดถึง (Kurin, 1997, pp. 75-76)           ข้อท้าทายอีกประการคือ ไม่เพียงแต่ความรู้จะกลายเป็นปัญหามากขึ้นในการนำเสนอแล้ว ยังดูเหมือนว่ามันถูกแพร่กระจายมากขึ้นและทำได้ง่ายขึ้นกว่าศตวรรษที่ 19 ความรู้ได้รับการเผยแพร่ไปทั่วโลกง่ายขึ้นผ่านหลายช่องทางทั้งวิทยุ โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต ความรู้มาจากหลายวงหลายระดับ นักวิชาการและภัณฑารักษ์จึงไม่ได้เป็นเพียงผู้ถือครองความรู้แต่เพียงผู้เดียวอีกต่อไป (Kurin, 1997, p. 76)           ในแง่ข้อมูลความรู้ทางประวัติศาสตร์  จริงๆ แล้วข้อมูลดิบเกือบทั้งหมดเป็นคำบอกเล่าปฐมภูมิมากกว่าความเรียง เป็นมุมมองเชิงประสบการณ์ส่วนตัวมากกว่าการรวบรวมและเรียบเรียง ผู้คนในฐานะตัวละครในประวัติศาสตร์จึงสำคัญมาก ทหารผ่านศึก นักวิทยาศาสตร์ เจ้าหน้าที่และคนอื่นๆ ที่มีบทบาทสำคัญในปฏิบัติการอีโนลา เกย์ เป็นเจ้าของความรู้ในสิ่งที่พวกเขาทำและมีความคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เขาทำ เสียงของพวกเขาจำเป็นต้องถูกพิจารณาทั้งในฐานะข้อเท็จจริง  แนวทางการสร้างเรื่องเล่า ไปจนถึงการพัฒนาเป็นนิทรรศการ ในความเห็นของคูรินเขาคิดว่า แม้ว่าสิ่งเหล่านี้ได้ถูกพยายามทำแล้วแต่ยังไม่เพียงพอ ส่วนฮาร์วิต ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์การบินและอวกาศแห่งชาติเห็นว่านิทรรศการได้มีเสียงของพวกทหารผ่านศึกแล้ว แต่ทหารผ่านศึกกลับเห็นว่าพวกเขายังไม่ได้ยินเสียงนั้น สิ่งที่พวกเขาพูดไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง (Kurin, 1997, p. 76)           สำหรับคูรินแล้วเห็นว่า ในมุมมองของฮาร์วิต เขากำลังมองหาความจริงและคนอื่นพยายามปิดบังการค้นหานั้นและการนำเสนอของเขา  ฮาร์วิตใช้ความคิดเห็นของนักฟิสิกส์เข้ามาในการตีความ  เขาเชื่ออย่างซื่อๆว่ามีความจริงทางประวัติศาสตร์และมุ่งมั่นเพื่อค้นหามัน เขาล้มเหลวในการอธิบายอคติความเชื่อ แรงจูงใจ และเป้าหมายของเขาในการบอกเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ แต่กลายเป็นไปว่าติเตียนทหารผ่านศึก นักการเมือง หรือกระทั่งเจ้าหน้าที่สถาบันสมิธโซเนียนว่ามีผลประโยชน์ส่วนตัว  ฮาร์วิตต้องการข้อเท็จจริงแต่สอบตกต่อการแสดงคำขอบคุณต่อการถักร้อยข้อเท็จจริงที่มาจากเสียงของทหารผ่านศึกเหล่านั้น เขาเห็นการเป็นตัวแทนทางประวัติศาสตร์ของอีโนลา เกย์ในเชิงทางการเมืองเท่านั้น ไม่ได้มองประเด็นอื่นๆ ที่จะใช้เป็นประโยชน์ในการเชื่อมโยงและตีความจากข้อเท็จจริงนั้นตามหลักเหตุผล (Kurin, 1997, pp. 76-77)           ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑ์ไม่ควรแค่ฟังเสียงของผู้คนที่นำเสนอ เพียงเพราะความเหมาะสมทางการเมืองและค่านิยมที่ทำตามๆ กันมาเท่านั้น แต่ควรพยายามอย่างจริงจังเพื่อฟังเสียงเหล่านั้น เพราะอาจมีความเห็นที่แหลมคมและมีคุณค่าอยู่ในสาระที่พวกเขาพูด  มิเช่นนั้นแล้วมิได้หมายความว่าภัณฑารักษ์และนักวิชาการจะเพียงแค่ละเลยความรับผิดชอบของตนเองเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความซื่อตรงในทางปัญญาต่อผู้คนที่พวกเขากำลังนำเสนอ  การมีอยู่ของเสียงเหล่านั้นจะไม่นำไปสู่ประวัติศาสตร์ที่เลวร้ายมากไปกว่าประวัติศาสตร์เลวร้ายที่ถูกให้ซ่อนเร้นเสียงของพวกเขาเหล่านั้น ดังที่มีคนเคยกล่าวว่า ประวัติศาสตร์ที่มีความทรงจำใส่เข้าไปเท่ากับเป็นประวัติศาสตร์ที่ดี (Kurin, 1997, p. 77)           กรณีอีโนลา เกย์ ทำให้เกิดการโต้เถียงกันอย่างกว้างขวางทางสาธารณะ มีการสะท้อนความคิดความเห็นในแง่มุมต่างๆ เห็นการแสดงความรับผิดชอบเกิดขึ้น มีการเปิดเวทีแลกเปลี่ยนที่หลากหลายของเหล่านักวิชาการและคนทำงานพิพิธภัณฑ์ และในวงการต่างๆ ซึ่งเป็นการสร้างแรงบันดาลใจในการวิเคราะห์และตีความอย่างต่อเนื่องในกรณีนี้ (Kurin, 1997, p. 82) มีการศึกษาย้อนหลังอย่างกว้างขวางและต่อเนื่องในข้อโต้เถียงเกี่ยวกับอีโนลา เกย์ อาจเรียกได้ว่าเรื่องดังกล่าวค่อยๆ กลายเป็นประวัติศาสตร์ในตัวมันเอง  จนแม้ในปี ค.ศ. 2003 เมื่อเครื่องบินเจ้าปัญหาลำนี้ย้ายไปจัดแสดงอย่างถาวรที่พิพิธภัณฑ์การบินและอวกาศแห่งชาติแห่งใหม่ ก็ยังมีการโต้เถียงเกิดขึ้นอีก (Gallagher, 2000)           ลำดับเหตุการณ์ข้อโต้เถียงเรื่องอีโนลา เกย์  มีผู้รวบรวม และแบ่งออกเป็น 5 ช่วงเวลา ได้แก่ (Gallagher, 2000) ช่วงเวลา คำอธิบาย 1. การต่อสู้ระหว่างสองฝ่าย (ค.ศ. 1981 – 15 เม.ย. 1994) ข้อเสนอการจัดนิทรรศการครบรอบ 50 ปี สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองของสถาบันสมิธโซเนียนนำโดยโรเบิร์ต แมคคอมิกส์ อดัมส์ เลขาธิการสถาบัน และมาร์ติน ฮาร์วิต ผอ.พิพิธภัณฑ์ ถูกตั้งคำถามเป็นการเฉพาะจากสมาคมกองทัพอากาศ 2. ขบวนการต่อต้าน (16 เม.ย. 1994 – 26 ต.ค. 1994) ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยได้รับการจัดตั้งขึ้นจาก สมาคมทหารผ่านศึก  สมาชิกรัฐสภา และบรรดาทหารผ่านศึกจากสงครามโลกครั้งที่สอง โดยพุ่งเป้าไปที่นิทรรศการของสมิธโซเนียน มีความพยายามแทรกแซงให้แก้บทนิทรรศการ ไม่มีบทนิทรรศการใดเป็นที่พอใจของเหล่านักวิพากษ์วิจารณ์ 3. นิทรรศการถูกระงับ (26 ต.ค. 1994 – 1 มี.ค. 1995) กลุ่มนักประวัติศาสตร์ปกป้องพิพิธภัณฑ์อย่างเต็มกำลัง แต่ข้อโต้เถียงกันเรื่องจำนวนชีวิตที่รักษาไว้ได้จากการทิ้งระเบิดที่ต่อรองให้มีในนิทรรศการสามารถได้รับการยอมรับจากผู้วิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายตรงข้าม และเลขาธิการสถาบันสมิธโซเนียนคนใหม่ ไมเคิล เฮย์แมน ยอมรับว่าพิพิธภัณฑ์ทำผิดพลาด  มีการระงับนิทรรศการ และมีแผนจะทำนิทรรศการตัวใหม่ที่จะไม่เป็นที่โต้แย้ง 4. นิทรรศการได้รับการอนุญาต (1 มี.ค. 1994 – 30 มิ.ย. 1995) ในช่วงเวลาก่อนเปิดตัวนิทรรศการ กลุ่มนักประวัติศาสตร์ถามหาเวทีสัมมนาสาธารณะระดับชาติเกี่ยวกับเรื่องนี้  สถาบันสมิธโซเนียนพยายามควบคุมสถานการณ์โดยจัดสัมมนาเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์เรื่องสังคมประชาธิปไตยที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน และมาร์ติน ฮาร์วิต ผอ.พิพิธภัณฑ์ยื่นหนังสือลาออกเพียงสองวันก่อนมีการเริ่มไต่สวนในวุฒิสภา 5. การปะทุขึ้นมาอีกของข้อโต้แย้ง (28 มิ.ย. 1995 – 1996 และ 2003) ข้อโต้เถียงเกี่ยวกับการนำเสนออีโนลา เกย์ในประวัติศาสตร์ว่าควรเป็นอย่างไร ค่อยๆ กลายเป็นประวัติศาสตร์ในตัวมันเอง และข้อโต้เถียงเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2003 เมื่อเครื่องบินดังกล่าวถูกย้ายไปจัดแสดงเป็นการถาวร ณ พิพิธภัณฑ์การบินและอวกาศแห่งใหม่ที่เวอร์จิเนีย  อีโนลา เกย์ จัดแสดง ณ ศูนย์สตีเวนส์ เอฟ อัดวาร์-เฮซี่ (Steven F. Udvar-Hazy Center) เวอร์จิเนีย (ภาพจาก elliottwolf - Own work, https://commons.wikimedia.org/w/index.php?curid=28966342)           แม้การโต้เถียงเรื่องอีโนลา เกย์ จะเป็นมรดกอันขมขื่นของสถาบันสมิธโซเนียน แต่เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้สถาบันสมิธโซเนียนจัดทำและประกาศใช้แนวปฏิบัติสำหรับการจัดการกับการโต้เถียง(guidelines) แนวปฏิบัตินี้เรียกร้องให้พิพิธภัณฑ์แสดงจุดมุ่งหมายหรือแนวคิดของการจัดแสดงที่ผ่านการแนะนำของกลุ่มที่ปรึกษา สำหรับผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ต้องรับผิดชอบต่อนิทรรศการภายใต้ขอบเขตอำนาจของตัวเอง และต้องหารือกับผู้บริหารระดับสูงของสมิธโซเนียนในกรณีที่เกิดความไม่ลงรอยในทางสาธารณะอย่างมีนัยสำคัญ แต่แนวปฏิบัติจะไม่ใช่การนำทางพิพิธภัณฑ์ในการจัดการกับปัญหา เพียงเป็นการตั้งคำถามอย่างมีทักษะ มีเหตุผล และแหลมคม  แนวปฏิบัติไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก แต่ต้องการให้มีการประเมิน  การเทียบมาตรฐาน และการใช้ปัญญาของคนทำงาน โดยไม่มีข้อยกเว้นให้กับนักวิชาการสถาบันสมิธโซเนียนและภัณฑารักษ์จากงานส่วนกลางที่ทำหน้าที่เผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะ (Kurin, 1997, p. 82)           คูรินทิ้งท้ายว่า สำหรับภัณฑารักษ์แล้ว การนำเสนอข้อเท็จจริง มรดกวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องการเฉลิมฉลองความสำเร็จของมนุษยชาติ แต่ควรที่จะสร้างความเข้าใจและเผยให้เห็นถึงชะตากรรม ความทุกข์ยาก ความชั่วร้ายของมนุษย์ได้ในขณะเดียวกัน ดังนั้นศิลปะงานภัณฑารักษ์คือการผสมผสานระหว่างการวิเคราะห์ตีความและความทรงจำ ระหว่างการเฉลิมฉลองความสำเร็จและการเผยด้านมืด  และระหว่างมรดกและประวัติศาสตร์ โดยผ่านการพยายามแปลความหมายทางวัฒนธรรมและสื่อสารสัญญะบางอย่างไปสู่สำหรับผู้ชมที่แตกต่างหลากหลาย โดยเฉพาะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับสิ่งที่นำเสนอ (Kurin, 1997, p. 82). บรรณานุกรม แฟรงค์ โพรแชน. (2547). เรียนรู้จากสถาบันสมิธโซเนียน: บทเรียน(ที่ดีและไม่ดี)จากพิพิธภัณฑ์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา. Learning from the Smithsonian: Lessons(Good and Bad) from the United States National Museum (หน้า 23). กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. Edward J. Gallagher. (2000). The Enola Gay Controversy. เรียกใช้เมื่อ 29 Febuary 2016 จาก Lehigh University Digital Library: http://digital.lib.lehigh.edu/trial/enola/ Richard Kurin. (1997). Reflections of a Culture broker: a View fron the Smithsonian. Washington: Smithsonian Institution Press. Smithsonian Institution Archives. (14 Jauary 1994). First Script of the Enola Gay Exhibit Completed. เรียกใช้เมื่อ 01 03 2016 จาก Smithsonian Institution Archives: http://siarchives.si.edu/collections/siris_sic_2315 Steven C. Dubin. (1999). Display of Power: Controversy in the American Museum from the Enola Gay ti Sensation. New York: New York University Press.

ความหมายของสิ่งของ จากการสะสมถึงพิพิธภัณฑสถานในยุโรป

22 มีนาคม 2556

การสะสมสิ่งของ เป็นกิจกรรมที่มีบทบาทสำคัญต่อการสั่งสมทางวัฒนธรรมของมนุษย์ พัฒนาการทางสังคมวัฒนธรรมของมนุษย์ มีฐานมาจากการถ่ายทอดความรู้ ผ่านการอบรมเลี้ยงดู ทั้งจากบรรพบุรุษที่มีตัวตนจริง และที่เป็นเรื่องเล่า ตำนาน ทั้งภายในบริบทครอบครัวและการศึกษาอย่างเป็นทางการ ในสังคมก่อนสมัยใหม่ องค์ความรู้ส่วนหนึ่งถ่ายทอดโดยผ่านมุขปาฐะ ก่อนที่จะมีการประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นใช้ และอีกส่วนหนึ่งคือการส่งผ่านความรู้โดยวัตถุที่สั่งสม ฉะนั้นในฐานะหนึ่ง วัตถุย่อมแสดงถึงความมีตัวตนของสังคมมนุษย์ในวัฒนธรรมหนึ่ง และเป็นสิ่งที่บอกการเปลี่ยนผ่านจากสังคมที่มีเทคนิควิทยาที่มีความเรียบง่าย ไปสู่สังคมที่มีการผลิตด้วยเทคนิคที่ซับซ้อนมากขึ้น ขณะเดียวกัน การสะสมเป็นการปฏิเสธจุดจบหรือความตายของสิ่งที่เคยคงอยู่ และสืบทอดการดำรงอยู่ในอดีตมายังปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ การสะสมจึงปฏิเสธและเก็บกัก "เวลา" ไปพร้อม ๆ กัน วัตถุประสงค์ของการสะสมสิ่งของยังเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับพัฒนาการความรู้ วัตถุกลายเป็นเครื่องมือและ หลักฐานประสบการณ์ที่ผ่านมาในอดีต และนำไปสู่การประดิษฐ์คิดค้น ถ้าให้ยกตัวอย่างของวัตถุที่บรรจุความรู้ไว้สำหรับเป็นรากฐานในการคิด แล้วเชื่อมโยงไปสู่การสรรค์สร้างสิ่งต่าง ๆ ในอนาคต เห็นจะไม่พ้นหนังสือที่สามารถส่งผ่านสาระความรู้ได้อย่างชัดเจนที่สุด นอกจากนี้ วัตถุประสงค์ของการเก็บสะสมวัตถุเพื่อเป็นตัวอย่างในการจัดแบ่งประเภทสิ่งของ และเป็นตัวแทนศัพท์แสงทางวิชาการ วัตถุประสงค์สองประการนี้แสดงให้เห็นฐานรากของหน้าที่พิพิธภัณฑ์ อันกอปรด้วยการอนุรักษ์ (รวบรวม สงวน ป้องกัน) และการศึกษา (จัดแสดง สังเกต วิเคราะห์) หรือการตีความและสื่อสารกับบุคคลทั่วไป จากช่วงเวลาก่อนประวัติศาสตร์มนุษย์เริ่มการสะสมวัตถุ โดยจะเห็นได้จากการพบวัตถุในหลุมศพ แน่นอนว่าความคิดของการสะสมในช่วงเวลานั้น ไม่มีความเกี่ยวข้องกับงานพิพิธภัณฑ์ อย่างไรก็ดี การสะสมยังคงดำเนินต่อมา ในสมัยประวัติศาสตร์ แม้ว่าการสั่งสมวัตถุจะมิได้เป็นไปเพื่อการศึกษา แต่การสะสมย่อมแสดงให้เห็นว่า ผู้ครอบครองให้ความสำคัญต่อการเก็บและอนุรักษ์วัตถุอย่างเป็นรูปธรรม ตัวอย่างของการสะสมภายใต้แนวคิดดังกล่าว เช่น Tuthmois III แห่งราชวงศ์อียิปต์โบราณ (1504 - 1450 ก่อนคริสตกาล) วัตถุสะสมเกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ ที่นำกลับมาพร้อมกับกองทัพภายหลังการรบ และอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญของการสะสมวัตถุที่มิใช่เพียงการนำเอาวัตถุที่ "แปลกปลอม" มาจากภายนอก ได้แก่ กษัตริย์ Nebuchadrezzer (605 - 562 ก่อนคริสตกาล) และ Nabonidur แห่งจักรวรรดิ์บาบิโลเนียน ผู้สะสมโบราณวัตถุ และขุดค้น บูรณะ บางส่วนของนครอูร์ (Ur) จนถึงยุคกรีกโบราณ การสะสมได้เปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ไป วัตถุกลายเป็นพยานสำคัญของสังคมวัฒนธรรมในอดีต เราสามารถเรียนรู้ถึงกระบวนการคิดและวิวัฒนาการของมนุษย์ในสังคม ข้อสันนิษฐานที่แสดงให้เห็นถึงการสะสมภายใต้แนวคิดเช่นนี้ ได้แก่ การถ่ายทอดความรู้ของอริสโตเติล (384 - 322 ก่อนคริสตกาล) ต่อศิษยานุศิษย์ที่ Lyceum ในกรุงเอเธนส์ ในกาลต่อมาศิษย์ของอริสโตเติล Demetrins of Phaleron เป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทในการสร้างพิพิธภัณฑสถานที่เมืองอเล็กซานเดรีย ซึ่งสร้างขึ้นโดยการสนับสนุนของ Ptolemy Sotor และกลายเป็นพิพิธภัณฑสถานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในเวลานั้น สิ่งสะสมของพิพิธภัณฑ์อเล็กซานเดรียเกี่ยวข้องกับธรรมชาติวิทยา ทั้งพืชและสัตว์ อย่างไรก็ดี วัตถุเหล่านั้นยังคงเป็นวัตถุสำหรับการศึกษาทางวิชาการของสถาบันมากกว่าเป็นการจัดแสดงเพื่อให้สาธารณชนทั่วไปเข้าไปหาความรู้อย่างพิพิธภัณฑสถานในปัจจุบัน นอกจากนี้ การจัดแสดงจิตรกรรมในปีกด้านหนึ่งของวิหาร Propylea ณ Acropolis ในกรุงเอเธนส์เป็นการจัดแสดงในที่สาธารณะเช่นกัน ในยุคต่อมา สังคมโรมันยังคงให้ความสำคัญกับการสะสมวัตถุในแง่ที่วัตถุอันถือว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าประวัติศาสตร์ ความงาม และมูลค่า การสะสมจึงเพิ่มมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในสงครามการยึดครองดินแดน วัตถุกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของการมีอำนาจเหนือพื้นที่ที่ได้จากการรุกราน แต่ในขณะเดียวกัน วัตถุของวัฒนธรรมผู้ถูกครอบครองกลายเป็นสิ่งที่ต้องอนุรักษ์หวงแหน ถึงขนาดชาวโรมันทำวัตถุจำลองที่ไม่สามารถเป็นเจ้าของได้ ศาสนาสถานของชาวโรมันมิได้รวบรวมเพียงผลงานศิลปกรรม ยังเป็นสถานที่ของการนำเสนอ "ของแปลก" ที่มาจากสังคมวัฒนธรรมอื่น วัตถุเหล่านั้นเป็นสิ่งของที่เข้ามาพร้อมกับนักเดินทางและทหารที่ผ่านการรบทัพ อย่างที่ Hierapolis ที่มีวัตถุสะสมเป็นเครื่องประดับของชาวอินเดียน ขากรรไกรปลาฉลาม งาช้าง หรืออย่างวิหาร Herculis ในกรุงโรมที่ปรากฏหนังสัตว์ พืชหายาก และอาวุธจากต่างแดน จากที่กล่าวมาเห็นได้ว่า งานสะสมไม่ใช่เป็นเพียงวัตถุที่พึงมีไว้เพื่อศึกษาและสัมผัสความงาม หากแต่เกี่ยวเนื่องกับการอนุรักษ์ สงวน ซึ่งเป็นพัฒนาการที่สำคัญของรูปแบบงานพิพิธภัณฑ์ในวัฒนธรรมโลกตะวันตก1 จากภายหลังการล่มสลายของอาณาจักรโรมัน อันถือได้ว่าเป็นการสิ้นสุดอารยธรรมโบราณ สถาบันทางศาสนาเข้ามามีบทบาทอย่างมากในอำนาจของอาณาจักร และยังมีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์วัตถุทางวัฒนธรรม ด้วยเหตุนี้ โบสถ์หรือสถิตย์สถานแห่งอำนาจในยุคกลาง (ควบคู่ไปกับชนชั้นการปกครอง) ทำหน้าที่เสมือนกับพิพิธภัณฑ์ศาสนศิลป์ แต่แน่นอนว่าศาสนสมบัติที่ปรากฏมิได้เป็นวัตถุศิลปะตามความคิดของพิพิธภัณฑสถานในปัจจุบัน เพราะสิ่งของเหล่านั้นย่อมปรากฏร่างในบริบทของศาสนสถาน มิใช่อาคารในชีวิตโลก2 และเมื่อศาสนจักรลดบทบาททางการเมืองในยุคต่อมา การสะสมวัตถุกลายเป็นความนิยมในราชสำนักและคหบดี เนื่องจากสังคมในขณะนั้นหันมาให้ความสนใจต่อศิลปะและการอักษร วัตถุจากอดีตสมัยในฐานะเครื่องบ่งชี้คุณค่าของโบราณกาลกลายเป็นสัญลักษณ์สถานะภาพสังคมชั้นสูง อาทิ การสะสมศาสนวัตถุของ Abbot Bernard Suger (AD 1081 - 1151) ณ The Royal Abbey of St. Denis ในฝรั่งเศส หรืองานสะสมของ Henry of Blois ซึ่งเป็น Bishop of Winchester and Abbot of Glastonbury (AD 1099 – 1171) แรกสมัย (ศตวรรษที่ 15 - 18): พิพิธภัณฑสถานเพื่อการชื่นชมในวัฒนธรรมชนชั้นสูง และพิพิธภัณฑสถานของนักธรรมชาติศึกษา ศตวรรษที่ 12 ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม การเมือง และปรัชญาการหาความรู้เน้นลักษณะเชิงประจักษ์ หรืออย่างที่ขนานนามยุคสมัยว่า ยุคแห่งการฟื้นฟูศิลปวิทยาการ เป็นช่วงสมัยของการให้คุณค่ากับการศึกษาทางประวัติศาสตร์ และการสร้างความรู้ด้วยการพินิจพิเคราะห์พยานหลักฐานจากอดีต และสรรพสิ่งร่วมสมัย การถือกำเนิดของพิพิธภัณฑสถาน (ตามความหมายในปัจจุบัน) จึงเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมเช่นว่านี้ การสะสมมีความหมายทั้งนัยที่เป็นงานสะสมส่วนบุคคลเพื่อการศึกษา เป็นรสนิยมร่วมสมัยของชนชั้น และเป็นพยานหลักฐานของการจาริกไปยังแผ่นดินอันไกลโพ้น ฉะนั้น หากจะสรุปรูปลักษณ์ของพิพิธภัณฑ์ที่ปรากฎในช่วงเวลาดังกล่าว ก็จะเป็นไปใน 2 ลักษณะ คือ (1) พิพิธภัณฑสถานเพื่อการชื่นชมในวัฒนธรรมชนชั้นสูง และ (2) พิพิธภัณฑสถานของนักธรรมชาติศึกษา พิพิธภัณฑสถานเพื่อการชื่นชมของวัฒนธรรมชนชั้นสูง งานสะสมของตระกูลการค้าบางตระกูล กลุ่มปกครองบางกลุ่มจัดแสดงในพื้นที่เฉพาะ Cosimo de Medici สมาชิกของตระกูลเมดีชี ซึ่งรุ่งเรืองขึ้นมาจากการค้าและการธนาคาร และเป็นผู้ปกครองนครฟลอเรนซ์ในอิตาลี ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 15 และ Lorenzo the Magnificent มีงานสะสมเป็นพวกหนังสือ ตราประทับ หินมีค่า เหรียญตรา พรม วัตถุในยุคไบแซนไทน์ จิตรกรรม และประติมากรรมร่วมสมัยอื่น ๆ คำว่า "museum" ปรากฏขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว อย่างไรก็ดี คำเรียกอื่นกลับเป็นที่นิยมมากกว่า "gallery"3 ที่อธิบายถึงที่จัดแสดงจิตรกรรมและประติมากรรม "cabinet" ใช้ในการอธิบายคลังเก็บของแปลก ของหายาก หรือสถานที่เก็บศิลปวัตถุ คำตามนิยามทั้งสองใช้อย่างแพร่หลายทั้งในภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส4 รูปแบบของการสะสมและการจัดแสดงแพร่หลายทั่วไปในยุโรป5 ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 และ 17 พร้อมกับขั้วอำนาจในยุโรปที่เปลี่ยนจากอิตาลีมาสู่ฝรั่งเศส สเปน ปรัสเซีย และออสเตรีย ในยุโรปตอนกลาง Wilhelm II และ Albrecht V ดุคส์แห่งบาวาเรียเก็บสะสมงานศิลปะในช่วงปี ค.ศ. 1563 - 1567 ณ เมืองมิวนิค Albrecht ยังได้สร้าง Antiquarium เพื่อเก็บงานสะสมที่เกี่ยวกับอารยธรรมโรมันในช่วงปี ค.ศ. 1580 - 15846 อย่างไรก็ดี ลักษณะของงานสะสมที่พัฒนาไปพร้อมกันคือ การสั่งสมวัตถุที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติของนักธรรมชาติศึกษา ไม่ว่าจะเป็น herbarium ที่เก็บตัวอย่างพืชของ Luca Ghini (1490 - 1556), Historiae animalium ของ Konrad von Gesner ผู้สะสมวัตถุที่เกี่ยวเนื่องกับธรรมชาติวิทยา ซึ่งเป็นงานสะสมที่สำคัญในช่วงเวลานั้น หรือตัวอย่างพืช สัตว์ และแร่ธาตุ ของ Ulisse Aldovandi (1522 - 1614) ในการเตรียมข้อมูลเพื่อจัดทำสารานุกรมประวัติศาสตร์ธรรมชาติ ซึ่งต่อมางานสะสมดังกล่าวได้พัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์ของมหาวิทยาลัยโบลอนนาในปี ค.ศ. 1743 อย่างไรก็ตาม การสะสมวัตถุทางวัฒนธรรมทุกประเภทและทุกยุคสมัย7 เป็นความนิยมของยุคสมัยและกลายเป็นสัญลักษณ์ของลำดับชั้นอำนาจ8 ความยิ่งใหญ่ และความรุ่มรวยของเจ้าของวัตถุ ผู้กุมอำนาจปกครองหรืออยู่ในชนชั้นดังกล่าว นอกจากนี้ ยังเป็นสัญลักษณ์ของการรวมศูนย์กลางอำนาจไว้ที่ราชสำนัก ตัวอย่างงานสะสมและการจัดแสดงที่สะท้อนความยิ่งใหญ่ของราชสำนักได้แก่ พระราชวังแวร์ซายส์ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 และ 14 ทั้งการตกแต่ง ผลงานศิลปกรรม และการจัดสวน หรือ "พื้นที่แสดง" ที่ปรากฏในความสัมพันธ์ระหว่างตัวปราสาท (เมือง - ศูนย์กลาง) และที่พำนักนอกเมือง (สวน Tuileries ด้านหน้า) ของพระราชวัง Louvre เป็นลักษณะการแสดงความยิ่งใหญ่ของราชสำนักในศตวรรษที่ 17 และต้นศตวรรษที่ 18 พื้นที่แสดงงานสะสมเช่นที่กล่าวมาเปิดให้คนทั่วไปเข้าชม แม้ในบางที่จะต้องมีการเสียเงินหรือต้องมีกฎ มีการนัดหมายที่ครัดเคร่งต่อผู้ที่สามารถเข้าชมห้องแสดงหรือห้องเก็บของแปลกและหายาก (cabinet, closet of curiosities) แต่ส่วนมากผู้เข้าชมมักเป็นแขกเชิญของผู้เป็นเจ้าของ ดังนั้น ความคิดของการเปิดให้สาธารณชมเข้าชมอย่างเป็นอิสระ (accessibility) ยังมิใช่เรื่องหลักของการจัดแสดงในยุคนั้น การนำเสนองานสะสม ผลงานศิลปะ เป็นการเสนอปริมาณของวัตถุที่อยู่ในงานสะสม (spectacle of abundance) ผู้ที่เข้าชมสมบัติหรืองานสะสมย่อมรับรู้ถึงความมั่งมีผู้เป็นเจ้าของ และซึมซับความหมายของวัตถุไปตามความรู้สึกของการครอบครองทรัพย์ศฤงคาร มากกว่าเป็นการพินิจพิเคราะห์รูปทรงและเนื้อหาความหมายของวัตถุ การนำเสนอที่นำสิ่งของมากองหรือจัดแสดงทั้งหมด จึงเป็นประหนึ่งการเข้าไปชมคลังวัตถุ ฉะนั้น หากพิจารณาจากมุมมองของวัฒนธรรมปัจจุบัน ย่อมเป็นตัดสินว่าการนำเสนอเป็นเรื่อง "สัพเพเหระและไร้ระเบียบ"9 แต่เมื่อพินิจมองอีกมุมหนึ่งรูปแบบดังกล่าวกลับสะท้อนโลกทัศน์ ตัวตน สิ่งแวดล้อม โลกจักรวาล ความสนใจในสิ่งที่ใกล้และไกลตัว10 ของผู้ครอบครอง สมบัติจากการสั่งสมและการสร้างสรรค์ผลงานของศิลปินในอุปถัมภ์ หรืองานวัฒนธรรมในยุคสมัยนั้น รับใช้ต่ออำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์ แสดงออกถึงความมั่งคั่งเช่นที่กล่าวมา อย่างไรก็ตาม งานสะสมของราชวงศ์กลายเป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์ที่เกิดอย่างเป็นทางการในระยะต่อมา อันได้แก่ Galerie des Offices ณ เมืองฟลอเรนซ์, พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ ณ กรุงปารีส, พิพิธภัณฑ์ปราโด ณ เมืองแมดริด, Neue Pinakothek ณ กรุงมิวนิค, Hermitage Museum ณ กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบริก์ รวมทั้งการเกิดขึ้นของการจัดแสดงที่ "ทันสมัย" และพิพิธภัณฑสถานที่ดำเนินการ "เพื่อมวลชน" สถาปนาขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ยุคสิ้นสุด "การปกครองเดิม" (ปลายศตวรรษที่ 18 - ปลายศตวรรษที่ 19) : พิพิธภัณฑสถานเพื่อมวลชนในฐานะเครื่องมือของการส่งผ่านความรู้ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ด้วยการยึดอุดมการณ์ของความก้าวหน้า สิทธิมนุษยชนสากล และเหตุผลนิยม สังคมยุโรปเคลื่อนเข้าสู่ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม การปฏิวัติฝรั่งเศสในฐานะที่เป็นจุดเปลี่ยนและจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์ทางสังคม ปรัชญาการดำเนินชีวิต การแสวงหาความรู้ นำพาสังคมไปสู่ยุคสมัยใหม่ ประชาชนเป็นผู้สร้างความชอบธรรมในกระบวนการปกครอง รัฐรวมอำนาจไว้ศูนย์กลางภายใต้แนวคิดชาตินิยม อำนาจทางเศรษฐกิจตกสู่ประชาชนทั่วไป แต่ในความเป็นจริงกลับตกอยู่ในมือของคนเฉพาะกลุ่มที่สามารถเข้าถึงทรัพยากร ความมั่งคั่งและอิทธิพลทางสังคมจึงตกอยู่ที่พวกกระฎุมพี อย่างไรก็ดี ตัวแบบของนโยบายการปกครองจึงเปลี่ยนไปสู่ความสนใจต่อสาธารณสุข ความมั่งคั่ง และการศึกษาในระดับกว้าง ประชาชนทั่วไปมีอิสระมากขึ้น และหันมาให้ความสนใจกับการศึกษา รวมทั้งมรดกของตนเองในระดับที่กว้างขวางขึ้น ปรัชญาการแสวงหาความรู้ที่พัฒนาเรื่อยมาจากยุค Enlightenment เมื่อประมาณศตวรรษก่อนหน้านั้น ที่เน้นกระบวนการคิดที่เป็นความถูกต้องลงตัวดังเช่นสมการคณิตศาสตร์ การตัดทอนสรรพสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นสิ่งย่อยที่สุดเพื่อทำความเข้าใจในธรรมชาติของสิ่งนั้น ๆ รวมทั้งการเข้าไปจัดแบ่ง ควบคุม และจัดลำดับ11เหล่านี้ทำให้ขบวนการทำงานวิเคราะห์วิจัยต่าง ๆ ในพิพิธภัณฑสถาน และการสร้างเนื้อหาสาระการจัดแสดงเชื่อมโยงกับโดยตรงกับโลกทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ และที่สำคัญคือ พิพิธภัณฑสถานในช่วงสมัยกลายเป็นเครื่องมือของการถ่ายทอด หรือส่งผ่านความรู้ที่เห็นว่าความเป็น "ความรู้สาธารณะ" การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางสังคมที่เชื่อมั่นในลัทธิของความเท่าเทียมกัน หรือที่เรียกขานกันว่า ประชาธิปไตย รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของการแสวงหาความรู้ที่ปฏิเสธโลกทัศน์แบบความเชื่อและศาสนา ส่งผลต่อการแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์พิพิธภัณฑสถานจากพิพิธภัณฑ์ "คลังสมบัติ" สู่พิพิธภัณฑสถานในฐานะแหล่งเรียนรู้ที่เปิดประตูต้อนรับสาธารณชน ในประเทศอังกฤษพิพิธภัณฑ์แอชโมเลียน หรือ Ashmolean Museum of Oxford (1677) กำเนิดจากงานสะสมของ John Tradescent และบุตรชายที่เกี่ยวกับพฤกษศาสตร์ ณ เมือง Lembeth ซึ่งเปิดให้คนเข้าเยี่ยมชมตั้งแต่ปี ค.ศ. 1623 ต่อมางานสะสมดังกล่าว รวมทั้งวัตถุสะสมเพิ่มเติมของ Eilas Ashmole อาจารย์มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในอังกฤษขณะนั้น ได้พัฒนาสู่การจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานของมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้าชมในปี ค.ศ. 1683 British Museum of London (1759) งานสะสมของพิพิธภัณฑ์พัฒนามาจากวัตถุสะสมของเอกชน Sir Hans Sloane ซึ่งพระราชบัญญัติของสภาได้ตัดสินให้ถ่ายโอนงานสะสมไปสู่การจัดตั้งขึ้นเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อประโยชน์ของสาธารณชน12 ในฝรั่งเศส การปฏิวัติในปี ค.ศ. 1789 ส่งผลต่อการสร้างอุดมการณ์รัฐที่เรียกว่า "?duquer la Nation" (การให้ศึกษาแก่ชาติ) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1790 พระราชบัญญัติที่เกี่ยวเนื่องกับมรดกของชาติได้ในฐานะที่เป็นสมบัติของสาธารณชนได้รับการประกาศใช้ เรียกได้ว่าเป็นการต่อต้านต่ออำนาจเดิม เนื่องเพราะพระราชวัง ปราสาท และมรดกสถานหลายแห่งเป็นสัญลักษณ์ของการรวมศูนย์อำนาจ ในระหว่างปี ค.ศ. 1793 - 1795 พิพิธภัณฑ์ใหญ่ๆ ถือกำเนิดขึ้นในนครหลวง ได้แก่ (1) le Museum central des Arts - le Louvre (พิพิธภัณฑ์ศิลปะ) (1793) (2) le Museum d’histoire naturelle (พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา) ซึ่งสร้างมาจาก "สวนหลวง" (Jardin du Roi) (1793) (3) le Conservatoire national des Arts et metiers (พิพิธภัณฑ์ประดิษฐกรรมและวิศวกรรม) (1794)13 ประเทศอื่น ๆ ในยุโรปก็สร้างพิพิธภัณฑ์สาธารณะขึ้นเช่นกัน Schloss Belvere กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย เปิดในปี ค.ศ. 1784 ซึ่งแสดงจิตรกรรมของราชสำนักต่อสาธารณชน ในสเปน แม้ว่างานสะสมในราชสำนักของพระราชวัง Escorial เปิดให้ประชาชนเข้าชมตามความจำนงค์ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 แต่งานสะสมดังกล่าวพัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์สาธารณะในปี ค.ศ. 1785 ในรูปโฉมของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ เช่นเดียวกับพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาในโปรตุเกสที่เป็นสู่สาธารณชนในปี ค.ศ. 1772 ในเยอรมนี Altes Museum โดยความประสงค์ของ Frederick William III ซึ่งมีรากฐานงานสะสมจาก Unter den Linden Academy และเปิดให้ประชาชนเข้าชมในปี ค.ศ. 1830 ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 18 กระบวนการทำงานจึงประยุกต์วิธีการทางวิทยาศาสตร์เข้ามาสู่การศึกษาวัตถุ และการให้ความรู้ต่อสาธารณชน ในเรื่องของวัตถุ การจัดแบ่งประเภทเข้ามาสู่ระบบงานพิพิธภัณฑ์ งานสะสมจึงมิใช่เพียงกองกรุวัตถุที่ทับถมรวมกัน งานเขียนสามารถเป็นตัวแทนของกระบวนการทำงานดังกล่าวคือ Museographia ของ Casper F.Neikel ซึ่งพิมพ์ในปี ค.ศ. 1727 ที่ Leipzig14 และในระยะต่อมา ปรากฏงานการจัดแบ่งประเภทวัตถุธรรมชาติศึกษาและโบราณศึกษาที่ทันสมัย ได้แก่ งานของ Linnaeus (พิมพ์ในปี ค.ศ. 1735) Thomsen (พิมพ์ในปี ค.ศ. 1836) ส่วนการจัดแสดง หรือการให้ความรู้ต่อสาธารณชนนั้น กระบวนการส่งผ่านความรู้แบบ didactique15 เป็นฐานรากของการทำงาน นั่นหมายความว่า พิพิธภัณฑสถานเป็นผู้กุมอำนาจในการอธิบายและแสดงให้เห็น เพื่อเป็นการสอนสั่งกลุ่มผู้ชมเกี่ยวกับวัตถุที่จัดแสดง การทำงานพิพิธภัณฑ์เช่นนี้เอง ที่ก่อให้เกิดการจัดแบ่งพื้นที่ในพิพิธภัณฑ์ที่เป็นส่วนของคลังและส่วนของการจัดแสดง ตัวอย่างงานพิพิธภัณฑ์ทางมานุษยวิทยาและโบราณคดีสามารถสะท้อนให้เห็นแนวทางการทำงานดังกล่าวได้เป็นอย่างดี วัตถุได้รับการจัดแบ่งตามประเภทความซับซ้อนทางเทคนิคและแหล่งที่มา และจัดแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของการผลิตตามแนวคิดวิวัฒนาการนิยม และที่สำคัญคือ เป็นการนำเสนอสิ่งที่แปลกแยกจากสังคมยุโรปและนำเสนอวัฒนธรรมของสังคมที่อยู่ในขั้นต้นของการพัฒนาความเป็นมนุษย์ (กรณีตัวอย่าง Mus?e de l’Homme, กรุงปารีส)16 ในกรณีของพิพิธภัณฑ์ศิลปะ การนำเสนอต่อสาธารณชนเป็นการนำเสนอตามลำดับเวลา และแบ่งแยกตามสำนักศิลป์ต่าง ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นกระบวนการทำงานที่เป็นการจัดแบ่งประเภทตามกระบวนการวิเคราะห์เชิงวิทยาศาสตร์ ดังกรณีพิพิธภัณฑ์ Victoria and Albert ในกรุงลอนดอน การเสนอชุดความรู้ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นการพยายามให้สาธารณชนรู้อย่างเช่นที่ผู้ศึกษาวิจัยได้รู้ ปรัชญาของการทำงานเป็นการให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ชม พยายามที่จะ "สอนสั่ง" ผู้ชม แนวทางการทำงานกินเวลานานเป็นศตวรรษ และยังคงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนทัศน์ในการสื่อสารความรู้สู่สาธารณชนจวบจนปัจจุบัน อย่างไรก็ดี ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อกระบวนการสร้างและสื่อสารความรู้ในบริบทของพิพิธภัณฑสถานเช่นกัน สังคมร่วมสมัย : พิพิธภัณฑสถานเพื่อการศึกษาและเพื่อสังคม ในอดีต พิพิธภัณฑ์เคยอยู่ภายใต้การทำงานที่ใช้งานสะสมเป็นฐานรากของกระบวนการคิดในการทำงาน นิทรรศการทำหน้าที่ในการรวบรวมและจัดแสดงงานสะสม เอกสารการเผยแพร่ทำหน้าที่ในการเผยแพร่ความรู้จากงานวิจัยเกี่ยวกับวัตถุ ผู้ปฏิบัติงานหลักของพิพิธภัณฑ์เป็นภัณฑารักษ์ที่ทำหน้าที่ในการดูแลสงวนรักษา และจัดแบ่งประเภทตามธรรมชาติของงานสะสมที่สอดคล้องกับสาขาวิชาต่าง ๆ หากแต่ว่าตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 พิพิธภัณฑ์ให้ความใส่ใจต่อกลุ่มผู้ชม หรือเรียกได้ว่า เป็นฐานรากของกระบวนการคิดในการทำงานพิพิธภัณฑ์ นิทรรศการมาจากการทำวิจัยเฉพาะเรื่องเฉพาะอย่างที่ตอบสนองกลุ่มเป้าหมายบางกลุ่ม เอกสารงานพิมพ์เผยแพร่เชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ กัน และงานวิจัยเองขยายขอบเขตมาสู่ผู้ชมศึกษา17 เช่นเดียวกับงานที่วิจัยวัตถุสะสมที่ยังคงดำเนินต่อไป ในปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์ไม่ได้ทำหน้าที่ในการกำหนดข้อสรุป ผู้ชมกลับทำหน้าที่ในการตัดสิน พิพิธภัณฑ์เป็นเพียงผู้เตรียมข้อมูลหรือสิ่งของต่าง ๆ สำหรับให้ผู้ชมได้ศึกษา การเรียนรู้จากพิพิธภัณฑ์จึงเป็นการพยายามทำความเข้าใจกับวัฒนธรรมต่าง ๆ กับคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมด้วยตัวผู้ชมเอง การเรียนรู้เช่นนี้อยู่เหนือกฎระเบียบทุกอย่างทั้งสิ้น ไม่มีการสอบ ไม่มีการเรียนแบบ ไม่มีการเรียนการสอน หากแต่อยู่กับผู้ที่ต้องการอยากจะเรียนรู้เท่านั้น เพราะเขาจะเข้ามาพิพิธภัณฑ์เมื่อรู้สึกอยากมาเท่านั้น ไม่มีการบังคับ การถ่ายทอดความรู้ระหว่างพิพิธภัณฑสถานและกลุ่มผู้ชมเปลี่ยนแปลงไป จากอดีตที่ขบวนการทำงานถ่ายทอดความรู้อยู่บนระบบคิดที่เป็น didactique ซึ่งเน้นการทำให้ผู้ชมเชื่อตามกับเนื้อหาหรือข้อสรุปบางที่พิพิธภัณฑ์ส่งผ่านสื่อต่าง ๆ ไปสู่การส่งผ่านความรู้ที่ในแนวทาง p?dagogique18 ซึ่งเป็นการพยายามสร้างหนทางไปสู่ความรู้นั้น ด้วยเหตุนี้ การส่งผ่านความรู้ภายใต้ระบบคิดดังกล่าว จึงไม่ใช่การถ่ายทอดความรู้แบบเบ็ดเสร็จ หากแต่เป็นการพยายามสร้างให้ผู้ชมปรารถนาที่จะเรียนรู้ และนำไปสู่การสร้างความรู้ด้วยตนเอง กระบวนการส่งผ่านความรู้ที่เปลี่ยนแปลงไป จึงถือได้ว่าเป็นการให้ผู้ชมเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งในการเรียนรู้ในบริบทของการจัดแสดงที่การนำเสนอจะเป็นทั้งการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ การสร้างสถานการณ์หรือบรรยากาศให้เกิดกระบวนการคิด การสามารถจับต้อง สัมผัส และการสร้างปัญหา คำถาม โดยคำตอบจะต้องมาจากการเข้าไปมี ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งจัดแสดง การมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้ชมมิได้มีลักษณะเป็นฝ่ายที่รับสาร ความรู้ แต่โสตเดียวอีกต่อไปหากแต่ว่าผู้ชมเข้ามามีบทบาทในการกำหนดความต้องการ เนื้อหาจัดแสดง ดังจะเห็นได้จากแนวโน้มในการเกิดการศึกษาผู้ชม ขบวนการคิดและการทำงานดังกล่าวนี้เองสะท้อนให้เห็นว่า พิพิธภัณฑ์ได้ตระหนักถึงบทบาทของตนเองต่อชุมชนและสังคมมากยิ่งขึ้น19 การตระหนักถึงผู้ชมพิพิธภัณฑ์ยังรวมถึงการเข้าถึงทรัพยากร ซึ่งในที่นี้หมายถึง พิพิธภัณฑสถาน จากอดีตผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์เป็นเพียงคนบางกลุ่มของสังคม ซึ่งเป็นปัญหาทางโครงสร้างที่เกิดจากช่องว่างทางเศรษฐกิจและการศึกษา รวมทั้งช่องว่างทางสังคมเช่นกัน พิพิธภัณฑ์เคยเป็นคลัง หรือกรุสมบัติของชนชั้นสูงที่มีคนเข้ามาชื่นชมวัตถุเฉพาะคนในชนชั้นเดียวกันกับเจ้าของงานสะสม และพิพิธภัณฑ์เปิดประตูต้อนรับสาธารณชนในที่สุด แม้ว่ากลุ่มผู้ชมขยายตัวมากขึ้น แต่มีเพียงกลุ่มคนที่มีการศึกษาและชนชั้นกลางที่เป็นเข้ามาในพิพิธภัณฑสถาน คนเหล่านั้นพิจารณาว่า พิพิธภัณฑ์เปรียบเสมือนมหาวิทยาลัยของผู้ใหญ่ จนกระทั่งต้นศตวรรษที่ 20 ที่กลุ่มเด็ก เยาวชน และนักเรียนเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์งานในพิพิธภัณฑสถาน นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์ยังเริ่มที่จะหันมาให้ความสนใจ "สาธารณชนชายขอบ" ที่ไม่ใช่กลุ่มผู้ชมของพิพิธภัณฑ์ ทั้งนี้เป็นการเข้าใจธรรมชาติระยะห่างระหว่างกลุ่มคนดังกล่าวกับพิพิธภัณฑสถาน และสร้างสรรค์กิจกรรมที่สามารถสร้างความสนใจ และ/หรือ ความต้องการเข้าชม พิพิธภัณฑ์ย่อมได้กลุ่มผู้ชมทุกประเภทมากยิ่งขึ้น (democratic audience) ด้วยการดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว -------------------------------------------- ** บทความนี้ตีพิมพ์ใน ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(ดร.ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล และคณะ). รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ วิจัยและพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ระยะที่ 1 สร้างเครือข่ายและสำรวจสภาพพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เสนอต่อ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, 2547. 1 ในสมัยโรมัน พระราชวังของพระเจ้าเฮเดรียนมีห้องแสดงภาพเขียน และจัดห้องเพื่อแสดงภาพ พระองค์ยังโปรดให้จำลองสถานที่มีชื่อเสียงของกรีกโบราณ มาสร้างไว้ที่เมืองทริบูร ซึ่งถือได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง รวมทั้งการปรากฏ "ผู้รักษาความปลอดภัย" (l’aeditumus) ที่หน้าที่เฉกเช่นเจ้าหน้าที่รักษางานสะสมของพิพิธภัณฑ์ในปัจจุบัน (Claude Pecquet, 1992: 14) 2 Nick Prior, Museums and Modernity: Art Galleries and the Making of Modern Culture (Oxford; New York: Berg, 2002), pp. 14. 3 ชื่อเรียกในภาษาอิตาลีใช้คำว่า galleria 4 ในภาษาเยอรมันใช้คำว่า Kabinett และ Kammer และโดยมากจะใช้การชี้เฉพาะธรรมชาติของวัตถุสะสม เช่น Naturalienkabinett (Natural science collections), Wunderkammer 5 ตระกูล Bourbon-Parme เมืองเนเปิล, ตระกูล Habsbourg เมืองแมดริด, ตระกูล Wittelscach เมืองมิวนิค, ตระกูล Hohenzollern เมืองเบอร์ลิน, ตระกูล Valois และ Bourbon เมืองปารีส, ตระกูล Romanov เมืองเซนต์ ปีเตอร์สเบริก์ 6 John M.A. Thomas, Manual of Curatorship, (Oxford: Butterworth-Heinemann Ltd., 1992), pp. 8. 7 ด้วยความนิยมเช่นนี้จึงทำให้วัตถุหายาก โบราณ กลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่า และถูกส่งออกจากอิตาลีไปสู่ต่างประเทศ (Thomas, 1992: 7) และยังเกิดระบบอุปถัมภ์ศิลปินในการผลิตงานศิลปะรับใช้ต่อผู้ให้การอุปถัมภ์ (Prior, 2002: 17) 8 ในศตวรรษที่ 17 คำเรียกขานสถาปัตยกรรมของชนชั้นสูงเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงอำนาจ la maison : ที่พำนักสำหรับคหบดี, l’h?tel: ที่อาศัยของราชนิกุล และ le palais: ราชวัง พระราชวัง สำหรับราชวงศ์ พระมหากษัตริย์ 9 Bazin ยกคำพรรณาของผู้เยี่ยม Paolozzo ในอิตาลีว่า "The entire decoration of a room consists in covering its four walls, from ceiling to floor with painting in such profusion and with so little space between them that in truth, the eye is often fatigued as amused (cited in Bazin, 1967: 192)" (Prior, 2002: 19) 10 นอกจากผลงานศิลปะแล้ว ยังมีสิ่งของหายากที่มาจากวัฒนธรรมอื่น ๆ ที่เป็นงานสะสมด้วย วัตถุเหล่านี้เป็นสิ่งของนำกลับมาพร้อมกับนักเดินทางสำรวจ หมอสอนศาสนา และพ่อค้าวาณิชย์ต่างๆ ที่ทำหน้าที่เป็น "ทูตทางวัฒนธรรม" เป็นทั้งผู้ที่นำวัฒนธรรมของประเทศบ้านเกิดไปสู่ที่ซึ่งตนเองได้เดินทางไปถึง และในทางกลับกันทำหน้าที่เป็น "พาหะ" นำเอาวัตถุทางวัฒนธรรมต่างแดนที่ตนเองได้ประสบกลับมายังบ้านเกิดเมืองนอน แม้ว่าการนำเอาวัตถุที่นักเดินทางสำรวจได้พบกลับมายังบ้านเกิด ในหลายกรณี ลักษณะของอคติที่เกิดขึ้น จากการจัดแสดงคือ การนำเอา "ความไร้อารยะธรรม" กลับมาแสดงให้คนในบ้านเดียวกับตนเองได้เห็น 11 ตามทัศนะของ Foucault ซึ่งปรากฏใน Eilean Hooper-GreenHill, Museums and the Shaping of Knowledge, (London; New York: Routledge, 1993), pp. 168 - 170. 12 Thompson, John M. A., Manual of Curatorship: a guide to museum practice, pp. 10. 13 Claude Badet (ed.), Mus?es et Patrimoine (Nancy: Bialec, S.A., 1997), pp. 22. 14 แต่แนวคิดในการจัดประเภทวัตถุมีมาตั้งแต่ในปี 1565 Samuel van Quiccheberg แพทย์ชาวแฟลมิชได้เสนอว่า งานสะสมควรเป็นตัวแทนการจัดแบ่งสรรพสิ่งต่างๆในสากลโลก 15 คำว่า didactique มาจากภาษากรีก didacktikos อันหมายถึง "อันเหมาะแก่การสอนสั่ง" (propre ? instruire) ขณะเดียวกันคำว่า "instruire" มาจากภาษาลาติน instruere อันหมายถึง "นำเสนอความรู้อันเป็นประโยชน์, ให้ข้อมูล (munir de connaissances, informer) 16 Jaques Galinier et Antoinette Molini?, ? Le cr?puscule des lieux : Mort et renaissance du Mus?e d’Anthropologie ?, Gradhiva (No. 24, 1998). 17 ทฤษฎีที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการศึกษาของกลุ่มผู้ชมมีทั้งสำนักพฤติกรรมศาสตร์ จิตวิทยา สังคมวิทยา มานุษยวิทยา สุนทรียศาสตร์ ซึ่งล้วนแล้วแต่พิจารณาถึงพฤติกรรม ทัศนคติ การรับรู้ ฯลฯ ของกลุ่มผู้ชมที่เกิดขึ้นเมื่อเกิดสัมพันธภาพกับพิพิธภัณฑ์ โดยมิได้จำกัดการวิเคราะห์เพียงการสื่อสารที่เกิดขึ้นในบริบทของนิทรรศการ หากแต่รวมไปถึงความสัมพันธ์กับพิพิธภัณฑสถานในฐานะที่เป็นองค์กร หน่วยงาน สถาบันทางสังคม และที่สำคัญคือ เป็นส่วนหนึ่งของสังคม 18 คำว่า "p?dagogique" มาจากภาษากรีก "paidos" แปลว่า เด็ก และ "paideia" แปลว่า การศึกษา และแต่เดิม paidag?gos ในภาษากรีก หมายถึง ทาสที่ทำหน้าที่นำเด็กๆ ไปโรงเรียน 19 Roger Miles and Lauro Zavala, Towards the Museum of the Future: new European perspectives (New York; London: Routledge, 1994), pp. 140 - 144.

ความต้องการ ความหวังและพื้นที่สาธารณะ: การศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์สันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

22 กุมภาพันธ์ 2564

ความต้องการ ความหวังและพื้นที่สาธารณะ: การศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์สันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้[1] ภัทรภร ภู่ทอง[2]   บทคัดย่อ           คำถามสำคัญของการศึกษานี้ คือ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งและความรุนแรงที่ดำเนินอย่างต่อเนื่องในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น แนวคิดพิพิธภัณฑ์ซึ่งทำหน้าที่ให้ความรู้ด้านสันติภาพและส่งเสริมวัฒนธรรมสันติภาพแก่สาธารณะจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงรูปธรรมได้หรือไม่ การศึกษานี้ศึกษาผ่านการทำความเข้าใจประสบการณ์ ความรู้สึก มุมมอง ความต้องการและความหวังของผู้คนในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลและชุมชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และกลุ่มที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะผ่านการสังเกตแบบมีส่วนร่วม การสัมภาษณ์ และบันทึกประจำวัน ข้อเสนอจากการศึกษานี้คือ พิพิธภัณฑ์ควรสร้างในพื้นที่ส่วนกลาง คือ กรุงเทพฯ โดยมีนิทรรศการและกิจกรรมเคลื่อนที่ไปยังภูมิภาคอื่น เพื่อสร้างความเข้าใจแก่สังคมถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐรวมศูนย์ที่เป็นรากเหง้าของวิกฤติทางการเมืองไทย เพราะนโยบายที่ไม่เป็นธรรมดำรงอยู่ได้ด้วยการสนับสนุนจากส่วนกลางและภาคส่วนอื่นๆ  และเพื่อเปิดพื้นที่การรณรงค์การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายเช่น งบประมาณ การรวมศูนย์ นโยบายทหาร  รวมทั้งเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบเชิงความรู้สึกและอคติ เป็นพื้นที่ปลอดภัยในการสื่อสารนอกพื้นที่ในประเด็นละเอียดอ่อน   คำค้น: พิพิธภัณฑ์สันติภาพ สันติศึกษา จังหวัดชายแดนภาคใต้       1. บทนำ พิพิธภัณฑ์สันติภาพ (museum for peace) เป็นพื้นที่การเรียนรู้สาธารณะที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการสันติศึกษา กิจกรรมของพิพิธภัณฑ์ ได้แก่ ‘การรวบรวม สงวนรักษา ค้นคว้าวิจัย เผยแพร่ความรู้ และจัดแสดง’ มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างบทสนทนาถึงอดีต ปัจจุบันและอนาคตของเหตุการณ์รุนแรง ถึงผู้คนต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนได้ส่วนเสียกับเหตุการณ์ และถึงปัญหาเชิงโครงสร้างและทางออกของปัญหา นั่นคือ พิพิธภัณฑ์พยายามมีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพด้วยการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงรูปธรรมผ่านการปะทะกับแนวคิดอำนาจนิยม การสร้างความรู้เข้าใจต่อความสัมพันธ์และการทำงานระหว่างความรุนแรงทางตรง ความรุนแรงเชิงโครงสร้างและความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม การส่งเสริมโอกาสและความสามารถในการมองเห็นผู้เสียหาย การทำหน้าที่เป็นพื้นที่เปิดเพื่อให้ความทรงจำจากหลายฝ่ายสามารถปะทะสังสรรค์ และการต่อต้านและยืนหยัดต่อสู้กับวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด[3] หากพิจารณาเป้าหมายของพิพิธภัณฑ์สันติภาพ บทบาทของพิพิธภัณฑ์สันติภาพต่างไปจากความหมายของพิพิธภัณฑ์ตามที่องค์การพิพิธภัณฑ์นานาชาติ (International Council of Museums-ICOM) ได้นิยามไว้ในปี 2007 ที่ว่า “พิพิธภัณฑ์เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรซึ่งเปิดเป็นสถานที่สาธารณะ เป็นสถาบันถาวรในการให้บริการแก่สังคมและมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม มีหน้าที่รวบรวม สงวนรักษา ค้นคว้าวิจัย เผยแพร่ความรู้ และจัดแสดงมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้และมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมของมนุษย์เพื่อจุดประสงค์ทางการค้นคว้า การศึกษาและความเพลิดเพลิน”[4] [5] เนื่องจากพิพิธภัณฑ์สันติภาพพยายามเข้าไปมีส่วนร่วมแก้ปัญหาความท้าทายด้านความเท่าเทียม กระบวนการประชาธิปไตย ความยุติธรรม สิทธิมนุษยชน การวิพากษ์อดีตและสร้างพื้นที่ของเสียงและประสบการณ์ที่หลากหลาย ซึ่งกระบวนการเช่นนี้สอดคล้องกับนิยามใหม่ของพิพิธภัณฑ์ที่เสนอให้มีการปรับแก้ไขในปี 2019 ในการประชุมของ ICOM ที่ผ่านมาในกรุงเกียวโต ประเทศญี่ปุ่นและยังเป็นประเด็นถกเถียงมากกว่า นั่นคือ   “Museums are democratising, inclusive and polyphonic spaces for critical dialogue about the pasts and the futures.[6] Acknowledging and addressing the conflicts and challenges of the present, they hold artefacts and specimens in trust for society, safeguard diverse memories for future generations and guarantee equal rights and equal access to heritage for all people. Museums are not for profit . They are participatory and transparent, and work in active partnership with and for diverse communities to collect, preserve, research, interpret, exhibit, and enhance understandings of the world, aiming to contribute to human dignity and social justice,global equality and planetary wellbeing.” (การเน้นตัวหนังสือทำโดยผู้เขียน)   (พิพิธภัณฑ์เป็นพื้นที่ขับเคลื่อนประชาธิปไตย นับร่วมผู้คนทุกกลุ่มและให้พื้นที่แก่เสียงและความเห็นอันหลากหลายเพื่อการสนทนาแลกเปลี่ยนเชิงวิพากษ์ถึงเรื่องราวทั้งในอดีตและอนาคต ในการรับรู้และการจัดการความขัดแย้งและความท้าทายของปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์เก็บรักษาและจัดแสดงวัตถุบนฐานความไว้เนื้อเชื่อใจของสังคม ปกป้องรักษาความทรงจำที่หลากหลายสำหรับชนรุ่นหลังในอนาคตและรับประกันสิทธิอันเสมอภาคและสิทธิในการเข้าถึงมรดกวัฒนธรรมสำหรับปวงชน พิพิธภัณฑ์ไม่แสวงหาผลประโยชน์หรือกำไร แต่ขับเคลื่อนด้วยการมีส่วนร่วมอย่างโปร่งใสบนฐานของความเสมอภาคระหว่างชุมชนที่หลากหลายในการจัดเก็บ รักษา วิจัย ตีความ จัดแสดงและส่งเสริมความเข้าใจต่อโลก โดยมุ่งส่งเสริมศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ความเป็นธรรมในสังคม ความเสมอภาคและความอยู่ดีกินดีในทุกอณูของโลกใบนี้)   ปัจจุบัน นิยามใหม่นี้ยังเป็นประเด็นถกเถียงและยังไม่มีมติเป็นเอกฉันท์ ผู้ไม่เห็นด้วยแย้งว่า นิยามใหม่นี้ละเลยหน้าที่ดั้งเดิมของพิพิธภัณฑ์ในแง่การเป็นสถาบันความรู้ ทั้งยังมีความเป็นการเมืองและอุดมคติมากเกินไป[7] แต่ผู้เขียนเห็นว่า นิยามที่เสนอขึ้นมาใหม่สามารถสะท้อนความคาดหวังต่อบทบาทและหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ในศตวรรษที่ 21 ได้มากกว่า ดังนั้น คำถามสำคัญของการศึกษานี้ คือ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งและความรุนแรงที่ดำเนินอย่างต่อเนื่องในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศและท่ามกลางวัฒนธรรมพิพิธภัณฑ์ของประเทศไทยที่มีข้อจำกัดในการจัดรวบรวม จัดแสดง และจัดกิจกรรมเพื่ออภิปรายด้านสังคมการเมืองนั้น แนวคิดพิพิธภัณฑ์สันติภาพที่สอดคล้องกับความหมายของพิพิธภัณฑ์ที่เสนอขึ้นมาใหม่นั้นจะสามารถเกิดขึ้นได้จริงในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ จะมีประโยชน์อย่างไร และที่สำคัญผู้คนในพื้นที่ต้องการหรือไม่ เพื่อให้ได้คำตอบจากคำถามทั้งสามข้างต้น การศึกษานี้เลือกใช้วิธีการสังเกตแบบมีส่วนร่วมผ่านการใช้ชีวิตในพื้นที่ ร่วมกิจกรรมในชีวิตประจำวันของผู้คนท้องถิ่น การเขียนบันทึกประจำวันของกลุ่มเป้าหมายและการสัมภาษณ์เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ ความรู้สึก มุมมอง ความต้องการและความหวังของผู้คนในพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มบุคคลและชุมชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพื่อวิเคราะห์ความต้องการของพื้นที่และการใช้ประโยชน์จากพิพิธภัณฑ์   2. พิพิธภัณฑ์สันติภาพและสันติภาพในพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์สันติภาพพิจารณาพิพิธภัณฑ์ในแง่พื้นที่สันติศึกษา (Peace Education) และในฐานะเครื่องมือเพื่อความสมานฉันท์และสร้างสันติภาพ เป้าหมายเหล่านี้ดูห่างไกลและท้าทายเมื่อพิจารณาถึงพื้นที่ที่มีความรุนแรงยืดเยื้อ สันติภาพในความหมายของพิพิธภัณฑ์จึงครอบคลุมไปถึงกระบวนการสร้างสันติภาพ ปัจจุบัน มีพิพิธภัณฑ์สันติภาพ 239 แห่งทั่วโลก[8] ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการคัดเลือกหรือรับรองจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์สันติภาพนานาชาติ (International Network of Museums for Peace)[9]พิพิธภัณฑ์สันติภาพส่วนใหญ่ตั้งขึ้นเมื่อสงครามสิ้นสุด เมื่อความรุนแรงทางอาวุธสงบลงหรือเมื่อความขัดแย้งได้รับการจัดการ[10] ปัจจุบัน ยังไม่มีพิพิธภัณฑ์สันติภาพที่ก่อตั้งขึ้นในช่วงเวลาที่ความขัดแย้งหรือความรุนแรงดำเนินอยู่  ความพยายามใช้พิพิธภัณฑ์เพื่อเป้าหมายด้านสันติภาพสามารถย้อนกลับไปในปี 1798 เมื่อ ดร. เบนจามิน รัช (Benjamin Rush) เสนอต่อสำนักเลขาธิการสันติภาพสหรัฐ (U.S. Secretary of Peace) ให้สร้างพิพิธภัณฑ์สันติภาพโดยมีเป้าหมายยุติสงคราม แต่ข้อเสนอนี้ถูกเปลี่ยนเป็นนิทรรศการภาพสงครามเพื่อเชิดชูวีรกรรมทหารแทน (Dungel, 1999) จนอีก 100 ปีถัดมาที่การใช้พิพิธภัณฑ์เพื่อเป้าหมายด้านสันติภาพเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง ในปี 1902 พิพิธภัณฑ์สันติภาพแห่งแรกคือ The International Museum of War and Peace ก่อตั้งขึ้นในเมืองลูเซิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พิพิธภัณฑ์นานาชาติว่าด้วยสงครามและสันติภาพแห่งนี้มีเป้าหมายต่อต้านสงครามเป็นหลัก หากมองย้อนกลับไปยังพิพิธภัณฑ์ช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โดยพิจารณาบริบทสังคมการเมืองช่วงศตวรรษที่ 19 ประกอบ การขยายตัวของลัทธิจักรวรรดินิยมและการปฏิวัติอุตสาหกรรมสะท้อนอยู่ในการนำเสนอของพิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่ในยุโรป (Hein, 1998) พิพิธภัณฑ์ที่วิพากษ์สงครามและให้ข้อมูลสันติภาพจึงเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ทางเลือกท่ามกลางพิพิธภัณฑ์ที่แสดงแสนยานุภาพทางทหารหรือข้าวของจากดินแดนอาณานิคม การเดินทางของแนวคิดพิพิธภัณฑ์สันติภาพใช้เวลายาวนาน แนวคิดนี้เริ่มเป็นที่รู้จักในแวดวงวิชาการสันติศึกษาและกิจกรรมการเรียนการสอนสันติศึกษา นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาช่วงทศวรรษที่ 1990s[11]ซึ่งการอ่านว่า พิพิธภัณฑ์สันติภาพนำเสนอ “สันติภาพ” อย่างไรสามารถใช้เกณฑ์การแบ่งของโจฮัน เกาตุง ซึ่งแบ่งสันติภาพออกเป็นสองกลุ่ม คือ สันติภาพเชิงลบ (Negative Peace)  หรือสภาวะ “ปราศจากความรุนแรง การไม่มีสงคราม”   หรือสภาวะที่ไม่มีความรุนแรงทางตรง และ สันติภาพเชิงบวก (Positive Peace ) สภาวะที่มี “ภราดรภาพของสังคมมนุษย์” (Galtung, An Editorial 1964)  ซึ่งหมายรวมถึงสังคมที่ ผู้คนมีความเท่าเทียม เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีความยุติธรรมและมีธรรมชาติที่สมดุล ทั้งสันติภาพเชิงลบและสันติภาพเชิงบวกล้วนสะท้อนอยู่ในแนวคิดสันติภาพ ความทรงจำและผู้คนซึ่งเป็นกรอบการเล่าเรื่องส่วนใหญ่ของพิพิธภัณฑ์สันติภาพ และยังสะท้อนระดับมุมมอง ความรู้ ความเข้าใจสันติภาพของพิพิธภัณฑ์ และช่วยให้เห็นภาพชัดว่า พิพิธภัณฑ์สันติภาพมีบทบาทอย่างไรบ้าง ซึ่งพิพิธภัณฑ์สันติภาพจะมีส่วนสร้างสันติภาพอย่างไรนั้น สามารถเริ่มต้นที่การดำเนินงานของพิพิธภัณฑ์ที่นำไปสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงรูปธรรม ดังต่อไปนี้   การปะทะกับแนวคิดอำนาจนิยม           พิพิธภัณฑ์สันติภาพมีแนวคิดต่อต้านและปะทะกับอำนาจนิยม เช่น กรณีพิพิธภัณฑ์สงครามและทหารซึ่งมุ่งเน้นการสร้างสันติภาพด้วยแสนยานุภาพทางอาวุธและการเสียสละของทหาร ในประเทศส่วนใหญ่ พิพิธภัณฑ์สงครามและทหารได้รับความนิยมสูงเมื่อพิจารณาจำนวนผู้ชม การสร้างอิทธิพลต่อสังคม และการได้รับการสนับสนุนต่อเนื่องทั้งจากรัฐและงบประมาณของทหาร [12] ขณะที่พิพิธภัณฑ์สงครามและทหารสร้างความชอบธรรมและให้เหตุผลการมีอยู่ของระบบทหาร พิพิธภัณฑ์สันติภาพให้ข้อมูลความสูญเสียจากสงครามและการสู้รบด้วยอาวุธ และเสนอทางเลือก เช่น การเจรจา การพัฒนาเศรษฐกิจ การส่งเสริมการเข้าถึงทรัพยากร และความพยายามลดการซื้อขายอาวุธ ซึ่งแนวคิดเหล่านี้เห็นได้ในพิพิธภัณฑ์สันติภาพส่วนใหญ่ แม้ในพิพิธภัณฑ์ที่นำเสนอภาพสันติภาพเชิงลบก็ตาม เช่น พิพิธภัณฑ์ Imperial War Museum ในอังกฤษซึ่งถึงแม้จะมีชื่อว่าเป็นพิพิธภัณฑ์สงคราม แต่การเล่าเรื่องในหลายช่วงวิพากษ์ระบบทหาร Hiroshima Memorial Peace Museum และ Kyoto Museum for World Peace ในญี่ปุ่นซึ่งให้น้ำหนักกับสงครามโลกครั้งที่สอง   การสร้างความรู้เข้าใจต่อความสัมพันธ์และการทำงานระหว่างความรุนแรงทางตรง ความรุนแรงเชิงโครงสร้างและความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์สันติภาพไม่ชี้หรือกล่าวโทษบุคคล แต่ชี้ให้เห็นการทำงานของระบบ โครงสร้างและวัฒนธรรมที่หล่อหลอมให้บุคคลยอมรับความรุนแรงและเป็นผู้ใช้ความรุนแรงเสียเอง ซึ่งความรู้ความเข้าใจในส่วนนี้คือฐานของการวิพากษ์และปฏิเสธความรุนแรงรูปแบบต่างๆ รวมทั้งเปลี่ยนมุมมองต่อความขัดแย้ง ความรุนแรงและการแก้ปัญหา ซึ่งจะเห็นได้จากใน Kyoto Museum for World Peace Himeyuri Peace Museum และ Oka Masaharu Memorial Nagasaki Peace Museum ในญี่ปุ่นซึ่งล้วนถ่ายทอดความรุนแรงรูปแบบต่างๆ ก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองของประเทศญี่ปุ่น นิทรรศการชั่วคราวของ Documentation Center of Cambodia ประเทศกัมพูชาที่นำเสนอและวิพากษ์ระบบเขมรแดง   การส่งเสริมโอกาสและความสามารถในการมองเห็นผู้เสียหาย การเรียนการสอนประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่มีข้อจำกัดในการพูดถึงแง่มุมความเป็นมนุษย์ เช่น ผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดกับประชาชนหรือกลุ่มคนชายขอบ การนำเสนอเกี่ยวกับผู้เสียหายหรือการย้ำเน้นสถานะความเป็นเหยื่อในพิพิธภัณฑ์นั้น ในแง่หนึ่งจึงเป็นการเปิดโอกาสให้สาธารณะเห็นชีวิตของผู้สูญเสีย เพราะการระลึกถึงชีวิตของผู้เสียหายคือการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพวกเขา[13]ซึ่งนำไปสู่ความเห็นอกเห็นใจ และความเข้าใจในเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งเป็นประเด็นการเล่าเรื่องหลักของพิพิธภัณฑ์สันติภาพส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พิพิธภัณฑ์สันติภาพที่ถ่ายทอดความทรงจำของผู้เสียหายจากมุมมองของรัฐ เช่น The Memorial Hall of China’s War of Resistance Against Japan, Pingdu Memorial Hall in Honor of the Anti-Japanese War Heroes และ Zhi Jiang Chinese People’ s Victory against Japan Memorial Hall ในประเทศจีนซึ่งล้วนเล่าเรื่องการเปลี่ยนสถานะจากความเป็นเหยื่อไปสู่การเป็นผู้รอดชีวิตและมีบทบาทต่อสู้เพื่อให้รอดจากสถานการณ์รุนแรงของชาวบ้านและทหารยศต่ำต้อยในช่วงการรุกรากของกองทัพญี่ปุ่น   การทำหน้าที่เป็นพื้นที่เปิดเพื่อให้ความทรงจำจากหลายฝ่ายสามารถปะทะสังสรรค์           สำหรับพิพิธภัณฑ์สันติภาพหลายแห่ง ความอิสระในการบริหารจัดการนำไปสู่ความสามารถในการเปิดพื้นที่เพื่อให้ผู้คนหลายภาคส่วน หลายภูมิหลังได้ส่งเสียง ถกเถียงหรือสร้างบทสนทนาระหว่างกันและระหว่างชุดความทรงจำหรือประวัติศาสตร์ฉบับใดฉบับหนึ่ง ซึ่งการสร้างความเข้าใจถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ความทรงจำและประวัติศาสตร์มีหลายชุดนั้น นำไปสู่ความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์ การตั้งคำถามและการเปิดใจกว้างในการมองสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งโดยไม่ด่วนตัดสิน และท้ายที่สุดคือการเคารพบุคคลอื่นที่มีประสบการณ์แตกต่าง ซึ่งความพยายามเหล่านี้เห็นได้จาก Memorial and Educational Site House of the Wannsee Conference ประเทศเยอรมันที่นำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับ Wannsee Conference ซึ่งนำไปสู่นโยบายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว หรือที่ประเทศกัมพูชา พิพิธภัณฑ์ The Tuol Sleng Genocide Museum ร่วมกับ Documentation Center of Cambodia บันทึกปากคำของผู้กระทำ “รากหญ้า” หรือ “นักฆ่า” ที่เป็นชาวนาในหมู่บ้านยากจนในยุคเขมรแดง และจัดนิทรรศการเกี่ยวกับพวกเขา นิทรรศการประกอบด้วยภาพถ่ายปัจจุบันของเจ้าตัว ชีวิตความเป็นอยู่ และการเข้าร่วมกับเขมรแดง นิทรรศการไม่มีข้อสรุปหรือการชี้นำ แต่การเลือกถ้อยคำมานำเสนอเผยให้เห็นเงื่อนไขและปัจจัยที่มีอิทธิพลให้คนธรรมดาเลือกวิธีการรุนแรง ก่อนหน้าปี 2015 พิพิธภัณฑ์ Osaka International Peace Center ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนครโอซาก้า จังหวัดโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่นนำเสนอประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สองด้วยการบอกเล่าถึงแสนยานุภาพของกองทัพญี่ปุ่น และความเสียหายในโอซาก้า และมีส่วนนิทรรศการที่นำเสนอถึงประเด็น “อ่อนไหว” เช่น คอมฟอร์ทวูเมนของกองทัพญี่ปุ่น การสังหารในนานกิง รวมทั้งทางรถไฟสายมรณะ เป็นต้น แต่นิทรรศการส่วนนี้ถูกนำออกไปเมื่อโทรุ ฮาชิโมโต้ (Toru Hashimoto ) จากพรรคการเมืองอนุรักษ์นิยม Japan Innovation Party ได้รับการเลือกตั้งให้เป็นนายกเทศมนตรี ( Seaton 2015)   การต่อต้านและยืนหยัดต่อสู้กับวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด การจัดการความทรงจำในหลายกรณีสนับสนุนให้วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดดำรงอยู่ เช่น การเลือกไม่เล่าหรือไม่นำเสนอในที่สาธารณะ การไม่ทำให้เป็นวาระแห่งชาติ หรือการสร้างความหวาดกลัวผ่านการทำให้เชื่อว่า ประเด็นหรือเหตุการณ์นั้นเป็นความอ่อนไหวหรือกระทบต่อความมั่นคง ซึ่งแนวคิดในการนำเสนอประเด็นและการดำเนินกิจกรรมของพิพิธภัณฑ์สันติภาพคือการขจัดวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดและการต่อสู้กับความพยายามทำให้ลืม ผ่านการสร้างความทรงจำใหม่ ด้วยการนำเสนอข้อมูล เอกสารหลักฐาน การทำงานจดหมายเหตุ และการมีส่วนร่วมในการรณรงค์เรียกร้องความยุติธรรม  การชดเชยและเยียวยา เช่น โครงการบันทึก 6 ตุลา โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 6 ตุลาในประเทศไทย Documentation Center of Cambodia ประเทศกัมพูชา May 18 Democratization Movement Archives ประเทศเกาหลีซึ่งเก็บเอกสารที่เกี่ยวข้องกับนิทรรศการการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยในช่วงการล้อมปราบเมืองกวางจูในเดือนพฤษภาคม ปี 1980 ซึ่งล้วนกำลังได้รับการเสนอชื่อให้อยู่ในรายการพิพิธภัณฑ์สันติภาพ และ The Park for Peace ประวัติศาสตร์ของ Villa Grimaldi และพื้นที่คุมขังและทรมานอื่นๆ ในประเทศชิลี   3. การศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ ส่วนใหญ่แล้ว ความยั่งยืนทางการเงินของพิพิธภัณฑ์สันติภาพไม่ได้มาจากรายได้จากการเข้าชม แต่มาจากการบริจาคหรืองบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงานที่กำกับดูแลพิพิธภัณฑ์แห่งนั้นหรือจากแหล่งทุนอื่น พิพิธภัณฑ์ก่อตั้งขึ้นบนฐานความต้องการของบุคคล กลุ่มหรือองค์กรที่ต้องการสื่อสารและผลักดันให้ประเด็นหรือวาระบางประการมีพื้นที่ในที่สาธารณะและสามารถส่งผลกระทบหรือสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งคำถามตามมาคือ แล้วแผนธุรกิจของพิพิธภัณฑ์มีความสำคัญหรือไม่สำหรับพิพิธภัณฑ์ที่ไม่แสวงผลกำไร แล้วการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์มีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน แนวทางการศึกษาที่ใช้กันทั่วไปจะสามารถปรับใช้กับการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์สันติภาพได้หรือไม่ ประเด็นที่ขาดหายไปในแนวทางการศึกษาคืออะไร และการศึกษานี้จะนำไปสู่ประโยชน์อย่างไรบ้าง การศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) ของการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ในเอกสารวิชาการหรือเอกสารธุรกิจ ให้ความสำคัญที่การศึกษา ‘ความสามารถทางการเงิน’ (financial viability) ของพิพิธภัณฑ์ ความสามารถในการบรรลุวัตถุประสงค์ของพิพิธภัณฑ์ และความสามารถในการให้บริการระยะยาว นั่นคือ ระดับการเข้าชม (attendance) รายได้ (revenues) งบประมาณในการจ้างเจ้าหน้าที่และการดำเนินงาน (staffing and operating expenses) ประเด็นหลักของการศึกษาความเป็นไปได้ของพิพิธภัณฑ์โดยทั่วไปจึงประกอบด้วย การทบทวนวัตถุประสงค์ของพิพิธภัณฑ์ การวิเคราะห์ทรัพยากรที่ต้องการ วิเคราะห์ทรัพยากรที่มีอยู่ด้วยการวิเคราะห์พื้นที่เป้าหมาย การศึกษาข้อมูลประชากรในพื้นที่รวมทั้งกลุ่มเป้าหมายของพิพิธภัณฑ์ การวิเคราะห์คู่แข่งหรือพันธมิตร แนวโน้มการท่องเที่ยว เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้หมายถึงการตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมาให้ได้ว่า โครงการพิพิธภัณฑ์นี้มีความเป็นไปได้ “สูง” ที่จะมีรายได้เข้ามาหรือไม่ และเพียงพอในการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ในระยะยาวได้หรือไม่  จากคำอธิบายข้างต้น การศึกษาความเป็นไปได้ของการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์สะท้อนถึงความยั่งยืนในเชิงเศรษฐกิจ แล้วความยั่งยืนในเชิงการเป็นพื้นที่ทางสังคมการเมืองของพิพิธภัณฑ์อยู่จุดไหนในการศึกษาลักษณะนี้ ซึ่งผู้เขียนเสนอว่า สำหรับพิพิธภัณฑ์ที่มีเป้าหมายเป็นพื้นที่ขับเคลื่อนประชาธิปไตยนั้น สิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยคือการฟังเสียงของผู้คนที่เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักของพิพิธภัณฑ์ นั่นคือ เสียงจากเจ้าของเรื่องและประสบการณ์ที่พิพิธภัณฑ์จะนำเสนอซึ่งเป็นกลุ่มคนที่จะได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของพิพิธภัณฑ์มากที่สุด รวมทั้งมุมมองของพวกเขาที่มีต่อพื้นที่ที่กำหนดว่าจะเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ ก่อนการวิเคราะห์ทรัพยากรที่เป็นปัจจัยสนับสนุนและที่เป็นอุปสรรคในการดำเนินพิพิธภัณฑ์ อีกทั้งยังเป็นการพยายามตอบคำถามด้วยว่า บทบาทของพิพิธภัณฑ์สันติภาพในแง่ 1) การปะทะกับแนวคิดอำนาจนิยมม 2) การสร้างความรู้เข้าใจต่อความสัมพันธ์และการทำงานระหว่างความรุนแรงทางตรง ความรุนแรงเชิงโครงสร้างและความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม 3) การส่งเสริมโอกาสและความสามารถในการมองเห็นผู้เสียหาย 4 ) การทำหน้าที่เป็นพื้นที่เปิดเพื่อให้ความทรงจำจากหลายฝ่ายสามารถปะทะสังสรรค์ และ 5) การต่อต้านและยืนหยัดต่อสู้กับวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดนั้น จะเป็นไปได้ในรูปแบบใดบ้างเพื่อให้เพื่อให้พิพิธภัณฑ์เป็นหนึ่งในเครื่องมือของกระบวนการสันติภาพ การศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์สันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จึงให้ความสำคัญกับเสียงของผู้คนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงทรัพยากรและไม่มีอำนาจในกระบวนการตัดสินใจเป็นหลัก ได้แก่ ชาวบ้านในพื้นที่นอกเขตเทศบาล ชาวบ้านในพื้นที่ขัดแย้ง เยาวชนที่มีโอกาสทางการศึกษาจำกัด ผู้นำศาสนาระดับชุมชน ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความรุนแรงและข้าราชการระดับปฏิบัติงาน เป็นต้น  หรืออีกแง่หนึ่ง คือการศึกษาความเป็นไปได้ผ่านมุมมองของผู้ที่อยู่ในพื้นที่ ไม่ใช่มุมมองของโครงการพิพิธภัณฑ์ ไม่ใช่มุมมองหรือความต้องการของนักวิชาการ กลุ่ม หน่วยงานหรือสถาบันหรือรัฐที่มีต่อพวกเขา และเป็นการศึกษาถึงความจำเป็นและประโยชน์ของพิพิธภัณฑ์หรือความสามารถที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ของพิพิธภัณฑ์สันติภาพตามที่ระบุไว้ข้างต้นเป็นหลัก คำถามที่นำไปสู่การเปิดเผยข้อเท็จจริง มุมมองและความต้องการที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คนจริงๆ การบาดเจ็บ การสูญหาย การสูญเสีย ความหวาดระแวง ความคับข้องใจที่โยงใยกับความอ่อนไหวเชิงประวัติศาสตร์ พรมแดน ความเชื่อ รัฐและความมั่นคง รวมทั้งผู้คนทั้งที่มีชีวิตอยู่และไม่มีชีวิตอยู่จะสามารถได้คำตอบในครั้งเดียวภายในช่วงเวลาหนึ่งหรือสองชั่วโมงที่ผู้สัมภาษณ์และผู้ให้ข้อมูลพบกันครั้งแรกหรือไม่ และหากมีการให้ข้อมูล จะมั่นใจอย่างไรว่า เป็นข้อมูลที่มาจากความรู้สึกและความต้องการอย่างแท้จริง ผู้ให้ข้อมูลจะวางใจในผู้ให้สัมภาษณ์และยินดีให้ข้อมูลหรือไม่ พวกเขาเห็นประโยชน์ของการแบ่งปันเวลานับชั่วโมงเพื่อเปิดเผยและถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดออกมาอย่างตรงไปตรงมาอย่างไรผ่านภาษาที่สองหรือผ่านบุคคลที่สอง            ยิ่งไปกว่านั้น การออกแบบคำถามและกระบวนการไม่ได้สัมพันธ์กับประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงของผู้ให้ข้อมูลเท่านั้น แต่ยังสัมพันธ์กับประสบการณ์ในการให้ข้อมูลกับงานวิจัยอื่นๆ เช่นกัน ท่ามกลางความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง พื้นที่จังหวัดชายแดนใต้กลายเป็น “สนาม” ของงานศึกษาจำนวนมากและเป็น “พื้นที่โครงการ” ของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน การทำงานสนามของนักวิจัยและเจ้าหน้าที่ด้านการพัฒนาไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับผู้คนในพื้นที่อีกต่อไป ผู้คนในพื้นที่หลายรายคุ้นเคยกับการให้ข้อมูลและชุมชนหลายแห่งเป็นพื้นที่ศึกษาซ้ำแล้วซ้ำเล่า           ความท้าทายสำคัญคือการออกแบบเครื่องมือวิจัยและคำถาม รวมทั้งฝึกอบรมทีมวิจัยสนามเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า ผู้ให้ข้อมูลจะไม่ต้องพูดประเด็นที่เคยพูดซ้ำ และเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกและเป็นคำตอบจริง โดยการถามคำถามหลักว่า พวกเขากำลังเผชิญกับอะไร พวกเขาต้องการพิพิธภัณฑ์หรือไม่ พวกเขาจะมีส่วนร่วมในเรื่องเล่าหรือกิจกรรมอย่างไร พวกเขาเห็นพิพิธภัณฑ์อยู่ที่ไหน พวกเขาเห็นตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองในพิพิธภัณฑ์อย่างไร และจะใช้ประโยชน์อย่างไร ผ่านการสังเกตอย่างมีส่วนร่วมในพื้นที่ การเขียนบันทึกประจำวันของผู้ให้ข้อมูล การอธิบายคำต่างๆ การสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มย่อย ผู้ให้ข้อมูลหรือกลุ่มเป้าหมายในการศึกษาพำนักในชุมชนนอกเขตเทศบาลในจังหวัดยะลา ปัตตานีและนราธิวาส 13 หมู่บ้าน นักศึกษาและเยาวชนจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มาเรียนหรือทำงานในกรุงเทพฯ ทั้งนี้ ผู้ให้ข้อมูลในการศึกษานี้มีทั้งชาวพุทธและมุสลิม   4. อารมณ์ความรู้สึกของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และที่ทางของพิพิธภัณฑ์สันติภาพ Dominique Moïsi เขียนไว้ในหนังสือ The Geopolitics of Emotion : How Cultures of Fear, Humiliation, and Hope are Reshaping the World ว่า “ความกลัวขัดขวางความหวัง ความหวังที่จะต่อสู้กับความรู้สึกด้อยค่า ความรู้สึกด้อยค่าที่จะนำไปสู่การกระทำที่ไร้เหตุผลอย่างที่สุดหรือนำไปสู่ความรุนแรง  เราไม่อาจเข้าใจโลกที่เราอยู่ได้เลยหากปราศจากการพินิจพิจารณาอารมณ์ความรู้สึกที่มีส่วนกำหนดโลกที่เราพำนักพักอาศัยอยู่นี้ [14]  การทำความเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกผ่านมุมมองของชุมชนต่อความเป็นไปในพื้นที่ สิ่งที่ผู้คนเผชิญในชีวิตประจำวันที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตทั้งในปัจจุบันและอนาคตจึงสำคัญอย่างยิ่งนอกเหนือไปจากการข้อมูลด้าน ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ผู้คน วัฒนธรรมและความเชื่อ เศรษฐกิจและมิติอื่นๆ แม้ว่า ข้อเสนอหนึ่งของกระบวนการสันติภาพคือ การใช้ข้อมูลความรู้มิใช่อารมณ์ความรู้สึกเป็นฐานในการแก้ปัญหา [15] แต่การศึกษานี้เห็นว่า อารมณ์และความรู้สึกสามารถส่งผลและกำหนดท่าทีและปฏิสัมพันธ์ในพื้นที่ วิถีชีวิตและประสบการณ์ของผู้คนจึงสามารถสะท้อนและกำหนดความต้องการ ตำแหน่งแห่งที่ของพวกเขาในพิพิธภัณฑ์ และสะท้อนถึงบทบาทและสถานะของพิพิธภัณฑ์สันติภาพได้ ซึ่ง การทำความเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจว่า ภายในช่วงเวลาสิบห้าปีที่ผ่านมา ผู้คนธรรมดาสามัญในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งประกอบด้วย จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาสและสี่อำเภอของจังหวัดสงขลาเผชิญอะไรบ้าง จากฐานข้อมูลของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 จนถึงกุมภาพันธ์ 2563 มีเหตุการณ์ 20,564 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 7,111 ราย และได้รับบาดเจ็บ 13,266 คน คำว่า “เหตุการณ์” อาจไม่ทำให้ผู้คนนอกพื้นที่จินตนาการได้มากนักถึงระดับความไม่ปกติสุขและอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนในพื้นที่หากเปรียบเทียบกับการให้รายละเอียดว่าเหตุการณ์นั้นมีอะไรบ้าง ความกลัว ความวิตกกังวล ความไม่เชื่อมั่นและความหมดหวัง สามารถดูได้จากถ้อยคำ “พบศพ การก่อวินาศกรรม ยิง ระเบิด โจมตี/ปะทะ ปิดล้อมตรวจค้น วางเพลิง ฆ่าด้วยวิธีการทารุณกรรม ทำร้ายร่างกาย การก่อกวนที่ไม่มีความรุนแรง” เป็นต้น ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ทาง Deep South Watch แยกออกเป็นกรณีแบ่งแยกดินแดน อาชญากรรม ยาเสพติดและไม่ชัดเจนว่าเป็นเหตุการณ์อะไร [16]  พื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถแบ่งได้ตามการบังคับใช้กฎหมายพิเศษสามฉบับ ขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้กฎอัยการศึก พ.ศ. 2547 และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มีเพียงเก้าอำเภอที่ใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ได้แก่ อำเภอจะนะ อำเภอนาทวี อำเภอเทพาและอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา อำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี อำเภอเบตง อำเภอสุไหง-โกลก อำเภอสุคิรินและอำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พิจารณาว่ามีสถานการณ์ความรุนแรงน้อยกว่า ภายใต้กฎหมายพิเศษเหล่านี้ และเมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์รุนแรงอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ไม่ได้สงบลง เมื่อพิจารณาจำนวนผู้ถูกควบคุมตัวด้วยคดีความมั่นคงนับหมื่นคน รวมถึงการใช้นโยบายและปฏิบัติการของฝ่ายความมั่นคงที่สะท้อนถึงความไม่วางใจ  การละเมิดสิทธิมนุษยชนและการหล่อเลี้ยงวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่ในการศึกษานี้ไม่เคยไปพิพิธภัณฑ์ แต่พอนึกภาพออกว่า พิพิธภัณฑ์น่าจะเป็น “สถานที่ที่เก็บสะสมสิ่งของเก่า ๆ โบราณวัตถุ ประวัติศาสตร์ จัดนิทรรศการเรื่องต่าง ๆ ของพื้นที่ หรือที่อื่น ๆ อาจอยู่ในอาคารหรือเป็นแค่สถานที่ เรื่องราว คำบอกเล่าก็ได้”  ส่วนเยาวชนจังหวัดชายแดนใต้ในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่เคยไปพิพิธภัณฑ์แต่ไม่ใช่เป็นกลุ่มผู้ไปพิพิธภัณฑ์ ( museumgoer) การศึกษาจึงไม่ได้เป็นเพียงการฟังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ แต่ยังพยายามทำความเข้าใจวิถีชีวิตและมุมมองของผู้ไม่ไปพิพิธภัณฑ์เพื่อให้ทราบถึงเหตุผลและข้อจำกัด การหาตำแหน่งแห่งที่ของพิพิธภัณฑ์สันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงเริ่มต้นด้วยบทสนทนาเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึก ความเป็นไปในพื้นที่ผ่านสายตาและสิ่งที่พวกเขาเผชิญในชีวิตประจำวันและความคาดหวังถึงการเปลี่ยนแปลง   “เก้าโมงเช้าของทุกวันพุธ ฉันจะต้องออกไปตลาดเพื่อไปหาวัตถุดิบทำสลัดโรลมาวางขาย ฉันออกไปซื้อวัตถุดิบคนเดียวกับมอเตอร์ไซค์ ทุกครั้งที่ฉันต้องออกเดินทางไปในเมืองมันต้องผ่านด่านสกัดหลายด่าน”   ในบันทึกสี่วัน จำนวนสี่หน้าของดารา (ชื่อสมมุติ) เยาวชนอายุ 23 ปีที่กำลังหางานประจำทำและใช้เวลาว่างทำสลัดโรลขาย มีคำว่า “ด่าน” ปรากฎอยู่สี่คำ และมีคำว่า “ทหาร” ปรากฏอยู่ถึง 14 แห่ง เช่นเดียวกับบันทึกประจำวันของผู้ให้ข้อมูลอีก 24 คน สถานที่และผู้คนที่ปรากฏซ้ำๆ นี้“มันเป็นภาพที่ฉันและคนบ้านฉันเห็นจนชินตาไปแล้ว” ฉากจำเจของฝ่ายความมั่นคง ด่านและอาวุธ การก่อเหตุของฝ่ายขบวนการและปฏิวัติการทางทหาร รวมทั้งความรุนแรงอื่นๆ ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เป็นเวลานับศตวรรษจนถึงปัจจุบันย้ำเตือนผู้คนในพื้นที่ตลอดเวลาถึงความยังไม่ธรรมดา ยังไม่ปกติ ยังไม่สงบ ซึ่งส่งผลอย่างยิ่งต่อการมองตัวเอง มองโลกรายรอบและการปฏิสัมพันธ์กับ “คนนอก” อันนำไปสู่ความสามารถในการไว้วางใจ ความสามารถในการแสดงความรู้สึกและความเห็นอย่างตรงไปตรงมาในที่สาธารณะ การคาดคะเนถึงความปลอดภัยในการส่งเสียง การกังวลกับภาพลักษณ์ว่าทั้ง “คนนอก” และ “คนใน” จะมีมุมมองอย่างไรต่อพวกเขา [17] โลกของผู้คนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ พวกเขามีโอกาสเดินทางข้ามพรมแดนไปประเทศเพื่อนบ้านหรือไกลออกไปถึงอินโดนีเซีย บางคนมีโอกาสไกลถึงตะวันออกกลางหรือแอฟริกา นอกเหนือไปจากการเคลื่อนย้ายมากรุงเทพหรือเมืองใหญ่อื่นๆ หลายคนไปทำงาน ค้าขาย เยาวชนบางคนไปเรียนหนังสือ ด้วยทักษะภาษา หลายคนสามารถฟังเพลง ดูละคร ฟังข่าวสารและอ่านหนังสือทั้งในภาษาไทย มลายูและภาษาอาหรับ การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและสมาร์ตโฟนราคาถูกของเยาวชนหรือแม้แต่ชาวบ้านในวัยกลางคนหลายรายนำโลกใหม่ๆ มาให้ ทั้งข้อมูลข่าวสาร ความเป็นไปในที่อื่นๆ คลิปวีดีโอ นิยายวัยรุ่น แฟชั่น การใช้ชีวิตและสถานที่น่าสนใจ การมีโอกาสนำตัวเองออกไปสู่พื้นที่อื่นทั้งการเป็นแรงงานไร้ฝีมือ ค้าขายหรือการศึกษา หรือด้วยภาษาและผ่านโลกออนไลน์ พวกเขาสามารถเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างของการพัฒนา สิ่งอำนวยความสะดวก ค่าแรง ความปลอดภัย การเห็นความเป็นไปของพื้นที่อื่นกระตุ้นความรู้สึกหลากหลาย ทั้งความคับข้องใจ น้อยเนื้อต่ำใจ ความโกรธ ความภาคภูมิใจเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ที่จากมา ขณะเดียวกันก็ช่วยให้พวกเขาสามารถจินตนาการได้ถึงความเปลี่ยนแปลง ความสงบ ความเป็นอิสระ การพัฒนาหรือความเท่าเทียมที่พวกเขาต้องการ หากท่ามกลางสถานการณ์รุนแรงต่อเนื่อง โอกาสทางเศรษฐกิจและการศึกษา อีกทั้งโครงสร้างทางสังคมวัฒนธรรมที่ซับซ้อน ทางออกของพวกเขาหลายคนคือการแสวงหาโอกาสที่ดีกว่านอกพื้นที่ การโยกย้ายของประชากรในพื้นที่เป็นปรากฏการณ์น่าสนใจ โดยเฉพาะเยาวชนในชุมชนมุสลิม การย้ายถิ่นด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจและความมั่นคงเกิดขึ้นมายาวนานและเริ่มสูงขึ้นในหลายหมู่บ้าน ตามที่เยาวชนในจังหวัดนราธิวาสคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า “หากพี่เข้าไปในหมู่บ้าน จะเจอแต่เด็กกับคนแก่” หรือที่เยาวชนในจังหวัดยะลาที่ทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยในกรุงเทพฯ บอกว่า “พวกวัยรุ่นผู้ชายมาเป็นยามกันครึ่งหมู่บ้าน” ปรากฏการณ์นี้สามารถพิจารณาควบคู่กับข้อมูลจากการสำรวจครัวเรือนของสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2559 ซึ่งพบว่า เด็กอายุ 13-18 ในพื้นที่ภาคใต้มีอัตราเรียนต่อต่ำสุด รวมทั้งรายงาน “สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ในระดับภาคของประเทศไทย” โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี 2661 ที่ระบุว่า ชายแดนภาคใต้มีความยากจนที่สุด นั่นคือจากประชากรทั้งหมดในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ คนจนร้อยละ 32.8 อาศัยอยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ประชากรในพื้นที่นี้ 1 ใน 3 เป็นคนจน[18] รายงานความยากจนหลายมิติของเด็กในประเทศ โดยโครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และแก้ไขความยากจนแห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ระบุว่า จังหวัดปัตตานีมีดัชนีความยากจนหลายมิติของเด็กที่สูงที่สุด[19] [20] ส่วนใหญ่แล้ว กลุ่มคนที่โยกย้ายเป็นแรงงานแฝงในภาคการเกษตร พวกเขาเป็นแรงงานพื้นฐานในเมืองใหญ่หรือมาเลเซีย เป็นกลุ่มเป้าหมายที่หน่วยงานภาครัฐ ฝ่ายความมั่นคงและองค์กรพัฒนาเอกชนต้องการให้เข้าฝึกอาชีพ และเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ฝ่ายความมั่นคงจับตา โดยเฉพาะเยาวชนชาย[21] เมื่อผู้ชายออกนอกพื้นที่ แรงงานในภาคเกษตรลดน้อยลง ประกอบการเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตและราคาผลผลิตตกต่ำ ที่นาหลายแห่งในชุมชนกลายเป็นนาร้าง ไม่มีการใช้ประโยชน์ใดๆ นอกจากเป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์ตามธรรมชาติหรือเป็นที่จับสัตว์น้ำตามฤดูกาล หลายหมู่บ้านมีนโยบาย โครงการพัฒนาหรือความช่วยเหลือทั้งจากของรัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนเข้าไปถึง หรือแม้แต่โครงการของฝ่ายความมั่นคง หากการดำเนินงานหน่วยงานเหล่านี้ในหลายกรณีสร้างปัญหายิ่งขึ้นกว่าเดิมจากการขาดการวางแผนที่ดี เช่นในบันทึกของเยาวชนหญิงจากชุมชนหนึ่งใน อ. ยี่งอ จ.นราธิวาส เขียนไว้ว่า “ตลาดที่นี่มีชื่อว่าตลาดนัดประชารัฐผู้ใหญ่บ้านเป็นคนจัดตั้งขึ้นมา แม่ค้ามาขายของกันเยอะมากส่วนใหญ่เป็นของกิน ตั้งแต่มีตลาดนัดประชารัฐทุกวันพุธในหมู่บ้าน รถขายปลาในหมู่บ้านก็ต้องหยุดขายเพราะชาวบ้านรอซื้อปลาจากตลาด” นอกจากนั้น ในการดำเนินโครงการพัฒนา ชาวบ้านยังคงได้รับการปฏิบัติในฐานะกลุ่มผู้รับผลประโยชน์จากโครงการพัฒนา ยังไม่ได้รับการส่งเสริมให้กลายเป็นผู้มีบทบาทหรือผู้ที่จะมีอำนาจในการต่อรอง ออกแบบโครงการพัฒนาหรือร่วมตัดสินใจ ส่วนโครงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์รุนแรงยิ่งขยายช่องว่างระหว่างรัฐผู้ทำหน้าที่เยียวยากับผู้ได้รับการเยียวยา ชาวบ้านมองว่า เจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้มีความจริงใจในการเยียวยา และพวกเขารู้สึกว่าถูกปฏิบัติในฐานะ “คนที่ซื้อได้ด้วยเงิน” โดยพิจารณาจากถ้อยคำ เช่น “ได้เงินไปตั้งเยอะก็สบายใจแล้วซี” “ได้เงินแล้วไม่ต้องเรียกร้องแล้วนะ” “ได้เงินแล้ว ก็ลืมได้แล้ว” แม้ความยากจนเป็นปัญหาหลักของพื้นที่ แต่พวกเขาไม่ได้รับความช่วยเหลือหรือสนับสนุนให้เข้าถึงทรัพยากรทางการเงินหรือทุนต่างๆ นัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่ถูกมองว่าเป็นสีแดง เช่น ในบางช่วง ร้านขายมอเตอร์ไซค์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าในเมืองปฏิเสธให้ผู้ที่มีที่อยู่ตามทะเบียนบ้านในพื้นที่เหล่านั้นซื้อสินค่าเงินผ่อน เพราะหากมีปัญหาการผ่อนร้านไม่ต้องการเดินทางเข้ามาในพื้นที่เพื่อทวงถามและด้วยเหตุผลของความไว้วางใจ นอกจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้นแล้วพวกเขายังตระหนักว่า ตัวเองถูกเลือกปฏิบัติ และไม่ได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐแต่อย่างใด   เช่นเดียวกัน ข้อจำกัดทางพื้นที่และสถานะทางสังคม ผู้คนเหล่านี้ยังมีที่ทางจำกัดในพื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรมหรือพื้นที่เชิงสังคมการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงสิบห้าปีที่ผ่านมา ทั้งพื้นที่ที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ในภูมิภาคจัดตั้งขึ้น เช่น Patani Art Space, Malayu Living, หอศิลป์ เดอ ลาแปร์ อาร์ต สเปซ หรือ Saiburi Looker รวมทั้งงานเสวนา สัมมนาต่างๆ  แม้เรื่องของพวกเขาบางคนถูกเล่าในพื้นที่เหล่านี้ก็ตาม พวกเขาไม่เห็นที่ทางของตัวเองและหลายรายไม่รู้ว่ามีกลุ่มหรือพื้นที่เหล่านี้ ที่ทางของพวกเขาอยู่ในงานเทศกาลสาธารณะที่เปิดพื้นที่กว้างสำหรับทุกคน เช่น งานของดีเมืองนรา งานสมโภชเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว งานมหกรรมแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซียนและงานเทศกาลฟื้นฟูประเพณีและของดีเมืองยะลา เป็นต้น แต่พวกเขารู้สึกถึงการมีที่ทางจริงหรือ ชาวมุสลิมหลายรายสะท้อนถึงความอึดอัดคับข้องใจที่ “รู้สึกเหมือนถูกจับตามอง” “รู้สึกเหมือนเป็นพลเมืองชั้นสามเมื่อผ่านด่าน” “รู้สึกปฏิบัติศาสนกิจได้ไม่เต็มที่” “รู้สึกไม่ปลอดภัย” “รู้สึกตัวเองถูกมองเป็นโจรใต้” ขณะที่ชาวพุทธสะท้อนถึงความหวาดระแวง “จะไปตลาดก็เหลียวหน้าแลหลัง” “อยากให้ทหารมาอยู่ในวัด” “เดี๋ยวนี้ไม่สนิทใจเหมือนแต่ก่อน” “กลางค่ำกลางคืนไม่ออกบ้าน” ความคาดหวังที่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ เช่น การใช้ชีวิตเรียบง่าย สามารถทำมาหากินได้ตามปกติ ลูกๆ มีโอกาสเรียนหนังสือในสถานศึกษาที่ครอบครัวต้องการ มีโอกาสปฏิบัติศาสนกิจกลับเป็นเรื่องยาก ไม่เพียงที่พวกเขารู้สึกถูกกีดกันจากทั้งฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายขบวนการ พวกเขาสะท้อนถึงความห่างเหินที่เพิ่มมากขึ้นระหว่างผู้คนในชุมชนและพื้นที่ที่ใช้ร่วมกันระหว่างคนต่างศาสนาที่มีน้อยลง “บ้านผมอยู่ใกล้ชุมชนจีน ช่วงไหว้เจ้าก็มีการตั้งหัวหมูหน้าบ้านคนจีน หน้ามัสยิด เรื่องศาสนาเป็นเรื่องส่วนตัวของแต่ละคน เมื่อก่อนเดินเข้าครัวคนจีนได้ตลอด ตอนนี้ คนเริ่มระแวง” ความรุนแรงที่ยาวนานและการถูกทำให้รับรู้ร่วมกันว่า ปัญหาชายแดนใต้เป็นปัญหาเฉพาะพื้นที่ไม่ใช่ปัญหาร่วมของคนในประเทศ ส่งผลต่อการมองตำแหน่งแห่งที่ของตัวเอง ทั้งตัวตนในพื้นที่และในระดับข้ามภูมิภาค คำถามที่ผู้เขียนซึ่งเป็นคนนอกพื้นที่ได้ยินเป็นประโยคแรกๆ จากชุมชน คือ “มาคนเดียวหรือ ไม่กลัวหรือ” “ไม่กลัวโจรใต้หรือ” เหล่านี้ล้วนสะท้อนว่า ขณะที่พื้นที่ร่วมระหว่างคนต่างศาสนาในพื้นที่เริ่มขยายกว้างขึ้น ปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนนอกพื้นที่และในพื้นที่ก็ห่างออกไปเช่นกัน เพราะการรับรู้โลกภายนอกเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การมีปฏิสัมพันธ์จริงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แม้ในพื้นที่จะมีสำนักข่าวขนาดเล็ก หรือการสร้างสื่อด้วยตัวเองมีเพิ่มมากขึ้น มีความพยายามสื่อสารทั้งสถานการณ์ เสียงจากผู้คนและเรื่องราวอื่นๆ ในพื้นที่ที่ไม่ใช่เฉพาะความรุนแรงเท่านั้น เช่น Patani Note วารสาร Malayu Review ขณะเดียวกัน เมื่อมองจากโลกข้างนอกพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ สื่อเหล่านี้ยังจำกัดวงคนอ่านหลักพัน ซึ่งอาจมองในแง่ข้อจำกัดการสื่อสารการเมืองเชิงอัตลักษณ์ นั่นคือ ขณะที่เจ้าของอัตลักษณ์มีที่ทางของตนนั้น การเชิดชูอัตลักษณ์อาจนำมาซึ่งอำนาจต่อรอง แต่ขณะเดียวกันเป็นปัญหาในการสร้างความเชื่อมโยงตัวเองกับกลุ่มอื่นๆ ด้วย เช่นเดียวกับภาษาไทย คำว่า “สันติภาพ” ไม่ได้เป็นคำที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ผู้คนพูดถึงความฝันและความต้องการของตัวเองว่าอยากมีชีวิตแบบไหนแทนการพูดว่า “สันติภาพ” ซึ่งมีลักษณะเป็นนามธรรมมากเกินไป “อามานดามัย” ในภาษามลายูกลาง หรือ “อาแมดาแม เกอเวอลามะแต” ในภาษามลายูถิ่นซึ่งต่างเป็นคำศัพท์ “สันติภาพ” สำหรับผู้คนวัยกลางคน หมายถึง “ความปลอดภัย ความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากร อาหารการกิน มีอิสระเสรีภาพในการทำงาน ทำมาหากิน  การใช้ชีวิต การเผยแผ่ ประกอบศาสนกิจ ทำกิจกรรมทางศาสนา” และสำหรับเยาวชน หมายถึง “การเดินทางไปไหนมาไหนได้อิสระเสรี การใช้ชีวิต การแสดงออกทางการกระทำ ความคิด การเผยแผ่ ประกอบศาสนกิจ ทำกิจกรรมทางศาสนา การไม่ถูกเพ่งเล็งว่าเป็นผู้ก่อการร้ายหรือกลุ่มเสี่ยงที่จะก่อความไม่สงบในพื้นที่ มีสิทธิ์ที่จะพูดคุยเรื่องประวัติศาสตร์และความภาคภูมิในประวัติศาสตร์ของปัตตานี ของตนเอง(ชุมชน หมู่บ้าน ตระกูล)” แล้วพิพิธภัณฑ์จะสามารถบรรลุผลสัมฤทธิ์ “สันติภาพ” ได้อย่างไร หากพิพิธภัณฑ์ คือ “สถานที่ที่เก็บสะสมสิ่งของเก่า ๆ โบราณวัตถุ ประวัติศาสตร์ จัดนิทรรศการเรื่องต่าง ๆ ของพื้นที่ หรือที่อื่น ๆ อาจอยู่ในอาคารหรือเป็นแค่สถานที่ เรื่องราว คำบอกเล่าก็ได้” การทลายกรอบคิดเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ของผู้ให้ข้อมูลจึงเป็นความสำคัญอันดับแรก ก่อนชวนสนทนาเพื่อตรวจสอบว่า แนวทางของพิพิธภัณฑ์สันติภาพสอดคล้องกับพื้นที่ที่ความรุนแรงยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องและท่ามกลางข้อจำกัดทางสังคมการเมืองในประเทศไทยขณะนี้หรือไม่ ผู้คนในชุมชนไม่เห็นประโยชน์ของการสื่อสารกันเองภายในพื้นที่ พวกเขาต้องการให้เสียงที่สะท้อนถึงความคับข้องใจต่างๆ ขยายออกไปไกลกว่าชุมชน ประสบการณ์ชีวิตที่เหมือนกันของผู้คนในชุมชนเดียวหรืออีกหลายๆ ชุมชนในพื้นที่จังหวัดชายแดน ทั้งการเผชิญความสูญเสีย ความหวาดกลัวต่างๆ ทำให้พวกเขาไม่เห็นว่าการสื่อสารภายในพื้นที่กันเองจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด เพราะ “พิพิธภัณฑ์ควรอยู่ในหมู่คนที่ไม่รู้” “ไปเห็นก็แค่นั้น มันไม่ได้สร้างอะไร เพราะว่าเราก็รู้อยู่แล้ว จะไปเห็นอะไร จะไปดูอะไร” หรือ “มันเหมือนปรับทุกข์กัน ก็ทำให้สบายใจ แต่มันก็เหมือนเดิม” คำตอบของพวกเขาซ่อนนัยยะของความเข้าใจที่ว่า พิพิธภัณฑ์สามารถเป็นเครื่องมือการสื่อสารเพื่อปะทะระบอบอำนาจนิยม การเปลี่ยนแปลงหรือสันติภาพไม่ได้มาจากชุมชนแต่มาจากโครงสร้างภายนอกและการทำงานกับกลุ่มผู้สนับสนุนหลัก (pillar of support) ของโครงสร้างนั้น ขณะเดียวกัน การมีพื้นที่เช่นพิพิธภัณฑ์นำมาสู่ความกังวลบางอย่าง ซึ่งเป็นการคาดการณ์ที่ชวนคิดในการดำเนินงานเพื่อถ่ายทอดความรุนแรงทางตรง เชิงโครงสร้างและความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม หรือแม้แต่การส่งเสริมโอกาสและความสามารถในการมองเห็นผู้เสียหาย การเป็นพื้นที่เปิดเพื่อให้ความทรงจำจากหลายฝ่ายสามารถปะทะสังสรรค์ไม่ได้จบลงด้วยความเข้าใจอันดีต่อกันเสมอไป สำหรับผู้ให้ข้อมูลชาวมุสลิม พวกเขาเห็นว่า ด้วยสายตาของรัฐไทยหรือ “คนไทย” ทั่วไปเมื่อมองลงไปในพื้นที่สามจังหวัดนั้น “มันเหมือนเป็นตัวแทนที่มีความต่าง มีทั้งเรื่องความเชื่อ มีทั้งเรื่องชาติพันธุ์ วิถีประเพณีที่มันต่าง ที่มันเหมือนอีกโลกหนึ่ง โลกอื่น ภูมิภาคอื่น การเชื่อมต่อมันยาก ประวัติศาสตร์มันคนละชุด เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาคิดมันเป็นความกลัวมากกว่า กลัวว่าเขาจะไม่สามารถควบคุมได้” ในมุมมองของนักวิชาการจำนวนหนึ่ง การปะทะของประวัติศาสตร์จากรัฐไทย ประวัติศาสตร์ฉบับพื้นที่และประวัติศาสตร์ฉบับบอกเล่าอื่นๆ ควรมีที่ทางในพิพิธภัณฑ์ นั่นคือ ไม่ได้เป็นการให้ข้อมูลหรือสอนประวัติศาสตร์ แต่เป็นการให้ข้อมูลหรือสอนประวัติศาสตร์ศึกษา หากแต่ในมุมมองของผู้คนที่เผชิญความรุนแรงในชีวิตประจำวันมายาวนานเห็นว่า การปะทะ ถึงแม้จะเป็นการปะทะกันทางความคิดก็คือความขัดแย้ง พวกเขา “ไม่อยากให้มีความขัดแย้งใดๆ เกิดขึ้นอีก แค่นี้ก็เหนื่อยเหลือเกิน” เช่นเดียวกับการบอกเล่าแง่มุมของการเป็นผู้ถูกกระทำนั้น ท่ามกลางความคลุมเครือของความจริงและกระบวนการยุติธรรม เช่น กรณีการสังหารที่มัสยิดกรือเซะและการเสียชีวิตกรณีตากใบ เรื่องราวเหล่านี้เป็นประเด็นอ่อนไหว การเล่าเรื่องยังคงมีข้อจำกัดสำหรับชาวบ้าน นั่นคือไม่สามารถเล่าไปได้ไกลว่า ชีวิตของผู้เสียหายเป็นอย่างไร และไม่แตะต้อง “ความจริง” อื่นๆ ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงมีข้อจำกัดถึงการนำเสนอข้อเท็จจริง การดำเนินคดีและลงโทษเจ้าหน้าที่ รวมทั้งมีการจับตากิจกรรมการจัดการความทรงจำที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ข้อสังเกตประการหนึ่งคือ ผู้ให้ข้อมูลสามารถวิเคราะห์ถึง ทำเลที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์หรือนิทรรศการที่จะส่งผลต่อการรับรู้และอารมณ์ของผู้ชม โดยเห็นว่า การสื่อสารเชิงสถาบันหรือในนามพิพิธภัณฑ์ถึงเรื่องราวอ่อนไหวอย่างที่ยกตัวอย่างข้างต้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้อาจทำให้พิพิธภัณฑ์เป็นเป้าหมายของความรุนแรงทั้งจากฝ่ายความมั่นคงและขบวนการ อีกทั้งยังเป็นการจุดประกายแห่งความโกรธเคืองไม่รู้จบแก่ฝ่ายผู้ถูกกระทำ ซึ่งอาจส่งผลตามมาด้วยการต่อต้านรัฐหรือเป็นแนวร่วมของขบวนการได้ ขณะเดียวกัน หากเรื่องราวเดียวกันเหล่านี้ปรากฏอยู่นอกพื้นที่สามจังหวัดชายแดน จะเป็นการกระตุ้นให้เกิดคำถามและการวิพากษ์รัฐมากกว่า อย่างไรก็ตาม พวกเขาคาดหวังว่า พิพิธภัณฑ์จะเล่าเรื่องผู้เสียหายและครอบครัวในด้านความเป็นมนุษย์ ซึ่งพวกเขายังไม่ค่อยเห็นนัก เช่น ความเป็นคนธรรมดาสามัญที่เผชิญความสูญเสียและความหวาดกลัว เพราะว่า “รัฐชี้เฉพาะส่วนใหญ่ด้านเดียว ด้านเดี่ยว เช่น คนนี้เป็นกบฏ คนนี้เลว ควรด่า ควรเนรเทศ ไม่สำนึกในความเป็นคน” และ “รัฐไม่เคยคิดว่า ทำไมคนเข้าไปสู่วงจรนี้ รัฐ บางทีก็ผลักดันเข้าไปสู่วงจรนี้” พวกเขายังคาดหวังด้วยว่า พิพิธภัณฑ์ในฐานะหน่วยงานกึ่งวิชาการจะสามารถมีเสรีภาพในการนำเสนอประเด็นละเอียดอ่อนที่เขาไม่สามารถพูดได้ในพื้นที่ เช่น การพูดถึงการปกครองตัวเอง เหตุผลของความต้องการในการกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง เป็นต้น “อย่างน้อยน่าจะมีสักที่หนึ่งที่เราจะพูดเรื่องนี้ได้อย่างปลอดภัย” เมื่อเห็นที่ทางของพิพิธภัณฑ์ที่ไม่ใช่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ พวกเขาคาดหวังว่า พิพิธภัณฑ์จะสามารถพูดแทนพวกเขา เพื่อให้เสียงนั้นถูกส่งไปยังผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบด้วย เจ้าหน้าที่รัฐในทุกระดับ สื่อมวลชนและผู้คนในภูมิภาคอื่นๆ ที่รับรู้สถานการณ์เพียงผิวเผิน พวกเขาตระหนักว่าการรายงานข่าวที่ย้ำเน้นตัวเลขผู้เสียชีวิตและสถานการณ์สร้างความเคยชินและไม่ได้สร้างความเชื่อมโยงให้ คนในที่อื่นๆ “เห็นใจเราบ้าง” การเห็นตำแหน่งแห่งที่ของพิพิธภัณฑ์ยังนำมาสู่การเห็นความเชื่อมโยงของตัวเองกับพิพิธภัณฑ์ พวกเขาเห็นความสามารถของตัวเองในการเป็นผู้เล่าและออกแบบว่าเรื่องที่จะเล่านั้นเป็นอย่างไร เช่นกลุ่มผู้หญิงในชุมชนแห่งหนึ่งใน ต. ตันหยงลิมอ เสนอว่า พวกเธออยากให้คนในพื้นที่อื่นๆ รู้ว่า ครั้งหนึ่งพวกเธอและเด็กๆ ที่นี่อยู่ในภาวะสงครามด้วยการจำลองเหตุการณ์ช่วงนั้น “เวลากลางคืน ไม่มีรถผ่านมาเลย นอนก็ต้องเอาเตียงมากั้น เด็กๆ เอาไว้ใต้เตียง คนที่อยู่คนเดียวก็ไปนอนบ้านคนอื่น หมู่บ้านเงียบมาก พวกเขาเห็นตัวเองเป็นผู้รวบรวมเอกสาร วัตถุพยานและเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์และมีส่วนร่วมในการวางแผนว่า เรื่องราวนี้ควรสื่อสารโดยตรงกับใคร งบประมาณและความเป็นเจ้าของเป็นอีกประเด็นกังวล ขณะที่กลุ่มเป้าหมายชาวมุสลิมส่วนใหญ่เคลือบแคลงถึงความจริงใจของรัฐ ชาวไทยพุทธกังวลว่า พิพิธภัณฑ์จะ “ถูกครอบงำ” จากฝั่งชาวมุสลิม ความเป็นอิสระของพิพิธภัณฑ์จึงมีความหมายและสำคัญมาก ทั้งในเชิงการบริหาร การนำเสนอและการจัดกิจกรรม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีอำนาจตัดสินใจ เช่นเดียวกับสร้างความสมดุลระหว่างกลุ่มต่างๆ ที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการจัดตั้งและดำเนินการพิพิธภัณฑ์ จากความเป็นไปในพื้นที่ สถานการณ์ที่ผู้คนในหมู่บ้านทั้ง 13 แห่งกำลังเผชิญนั้น พิพิธภัณฑ์สันติภาพจะมีที่ทางอย่างไรในวิถีชีวิตแบบนี้ การมีอยู่ของพิพิธภัณฑ์จะนำไปสู่สันติภาพได้อย่างไร การศึกษานี้ เสนอว่า ถ้าหากพิพิธภัณฑ์ไม่สามารถดำเนินงานแก้ปัญหากับกลุ่มเป้าหมายโดยตรงในรูปแบบโครงการ แล้วพิพิธภัณฑ์ควรหาแนวทางอื่นในการสื่อสารถึงสถานการณ์กับผู้มีอำนาจตัดสินใจและผู้สนับสนุนผู้มีอำนาจตัดสินใจ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงกรอบคิดจาก ผู้คนในพื้นที่เป็นกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับผลประโยชน์จากพิพิธภัณฑ์ (recipients)  เป็น ผู้คนในพื้นที่เป็นผู้มีบทบาทหลัก (actors) ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ ทั้งการวางแผน ตัดสินใจและดำเนินกิจกรรมของพิพิธภัณฑ์   5. บทสรุป การศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์สันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ การพิสูจน์ความต้องการของผู้คนในพื้นที่และประโยชน์ของพิพิธภัณฑ์ในการสนับสนุนกระบวนการสันติภาพในพื้นที่ ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลพื้นที่และข้อมูลจากมุมมองของกลุ่มเป้าหมาย การศึกษาสรุปว่า พิพิธภัณฑ์สันติภาพควรจัดตั้งนอกพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น จัดให้มีในกรุงเทพ โดยมีการจัดทำนิทรรศการและกิจกรรมเคลื่อนที่ไปในภูมิภาคอื่นๆ เพื่อสื่อสารโดยตรงกับผู้ตัดสินด้านนโยบาย ผู้มีอำนาจฝ่ายความมั่นคง ผู้นำทางการเมืองและประชาชนผู้สนับสนุนบุคคลเหล่านี้ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของพิพิธภัณฑ์ และเพื่อให้เกิดการสื่อสารที่จะทำให้ผู้คนที่คิดต่างซึ่งอยู่อีกพรมแดนหนึ่งก้าวเข้ามายังพรมแดนของพิพิธภัณฑ์สันติภาพให้ได้ บนแนวทางและหลักการ 1) สร้างความเข้าใจในวงกว้างว่า ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะพื้นที่ แต่เป็นปัญหาของประเทศ 2)  แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจของรัฐรวมศูนย์ที่เป็นรากเหง้าปัญหาของวิกฤติทางการเมืองไทย 3) สร้างตัวตนพื้นที่ระดับมหภาคของคนมลายูปัตตานี ชาวไทยพุทธและกลุ่มอื่นๆ ในพื้นที่ 4) เปิดพื้นที่เชิงวิพากษ์ในวงกว้างระดับมหภาค 5 ) ทำหน้าที่เป็นพื้นที่รณรงค์การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย เช่น งบประมาณ การรวมศูนย์ นโยบายทางทหาร และ 6) หลีกเลี่ยงผลกระทบเชิงความรู้สึกและอคติ เป็นพื้นที่ปลอดภัยในการสื่อสารนอกพื้นที่ในประเด็นละเอียดอ่อน ซึ่งการทำหน้าที่ในกระบวนการสันติภาพของพิพิธภัณฑ์สันติภาพนี้เพื่อจะบรรลุเป้าหมายสันติภาพที่สังคมมีความเท่าเทียม เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และมีความยุติธรรม ทั้งนี้ พิพิธภัณฑ์สันติภาพไม่มีนิทรรศการถาวร นิทรรศการและกิจกรรมของพิพิธภัณฑ์ควรเปลี่ยนแปลงในแต่ละปี เนื่องจากประวัติศาสตร์ ความจริงและเรื่องราวของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีหลายชุด และเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ใดประวัติศาสตร์หนึ่งหรือชุดความจริงชุดใดหรือของใครมีอำนาจเหนือกว่า และเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ความเป็นไปและพลวัตของพื้นที่ พิพิธภัณฑ์ดำเนินการนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยพื้นที่เป็นผู้เสนอเนื้อหา จัดทำข้อมูลและออกแบบกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งสามารถทำงานผ่านชุมชน กลุ่มและองค์กรหรือหน่วยงานต่างๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่และอาจหมุนเวียนกันไปตามวาระ ทั้งนี้ พิพิธภัณฑ์สามารถสนับสนุนให้พื้นที่อาจดำเนินงานในเชิงจดหมายเหตุ เพื่อให้ประวัติศาสตร์ของพื้นที่ เอกสารหลักฐาน วัตถุพยานต่างๆ ได้มีการจัดเก็บรักษาอย่างเป็นระบบ พิพิธภัณฑ์สันติภาพควรเป็นองค์กรอิสระ ผู้เป็นเจ้าของในระยะเริ่มต้นอาจจะเป็นกลุ่มหรือองค์กรภาคประชาสังคม ก่อนดูความเป็นไปได้ในการเป็นองค์กรอิสระภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานรัฐ เช่น โมเดลของมิวเซียมสยาม ดำเนินการอย่างเป็นอิสระ แม้จะได้รับงบประมาณสนับสนุนหรือในกรณีที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐ ซึ่งในระยะยาว พิพิธภัณฑ์ควรมีข้อกำหนดหรือข้อบังคับตามกฎหมาย เพื่อรับประกันถึงสิทธิ เสรีภาพในการแสดงความเห็น และความเป็นอิสระในการดำเนินงานอย่างแท้จริง คณะทำงานหรือคณะกรรมการที่ปรึกษาควรมาจากหลายภาคส่วน เพื่อให้โครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์สันติภาพมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้จริง การดำเนินงานสามารถแบ่งออกเป็นสามระยะ ดังต่อไปนี้ ระยะที่ 1 (ระยะเวลา 3 ปี) ดำเนินการในรูปแบบโครงการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์หรือการวิจัยเชิงปฏิบัติการ  (action research) พิพิธภัณฑ์ขนาดเล็ก โดยโครงการทดลองมีโครงสร้างการทำงานเหมือนพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กจริงแม้ไม่มีอาคารพิพิธภัณฑ์ มีกิจกรรม เช่น นิทรรศการและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง การหาแนวร่วม พันธมิตรและการสร้างเครือข่ายการทำงาน เช่น การร่วมจัดตั้งโครงการจดหมายเหตุจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อทดสอบว่า แนวทางหกข้อข้างต้นมีความเป็นไปได้จริงหรือไม่ท่ามกลางความรุนแรงที่ดำเนินการอยู่และท่ามกลางข้อจำกัดทางสังคมการเมือง ได้รับการสนับสนุนหรือต่อต้านอย่างไรบ้าง มีอุปสรรคหรือข้อปฏิบัติที่ดีอย่างไร เพื่อนำบทเรียนมาวางแผนการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ในระยะที่สอง  เมื่อสิ้นสุดระยะที่หนึ่ง โครงการทดลองจะต้องมีผลผลิต 1) ข้อกำหนดสำคัญของพิพิธภัณฑ์ เช่น การเป็นพื้นที่กลางและพื้นที่เสรีภาพทางวิชาการ 2) รูปแบบหรือโมเดลของพิพิธภัณฑ์ที่สามารถดำเนินการอย่างเป็นอิสระจากอิทธิพลทางสังคมการเมืองใดๆ 3) รายชื่อเครือข่ายและองค์กรพันธมิตร รวมทั้งแหล่งเงินทุน (potential funding)  4) แผนการเงินระยะยาว 5) รายงานถอดบทเรียน ซึ่งประกอบด้วย อุปสรรค ความท้าทาย แนวทางแก้ปัญหา และข้อปฏิบัติที่ดี 6) แผนกิจกรรมในระยะต่อไป ซึ่งงบประมาณสนับสนุนในระยะนี้อาจมาจากสถาบันวิจัยในประเทศหรือต่างประเทศและแหล่งทุนที่สนับสนุนกระบวนการประชาธิปไตยและสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ระยะที่ 2 (ระยะเวลา 3-5 ปี) ดำเนินการในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กหรือขนาดกลางโดยใช้โมเดลการทำงานที่ถอดบทเรียนมาจากการทดลองในระยะที่หนึ่ง ซึ่งผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินโครงการในระยะที่สองนี้ ประกอบด้วย 1) แผนการเงินระยะยาว 2) รูปแบบหรือโมเดลของพิพิธภัณฑ์ที่สามารถดำเนินการอย่างเป็นอิสระจากอิทธิพลทางสังคมการเมืองใดๆ ที่ปรับปรุงใหม่ 3) ข้อมูลด้านค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาคารและสถานที่ของพิพิธภัณฑ์ 4) แผนการผลักดันเชิงนโยบายเพื่อให้พิพิธภัณฑ์สันติภาพมีสถานะตามกฎหมาย 5) รายงานและแผนงานเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงเชิงรูปธรรมได้ เช่น การทำงานรณรงค์ผ่านนิทรรศการและกิจกรรมของพิพิธภัณฑ์ การร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ในการแก้ไขกฎหมาย หรือผลักดันให้มีกฎหมายที่เป็นธรรมกับพื้นที่ ซึ่งงบประมาณสนับสนุนในระยะนี้หลังจากผ่านพ้นช่วงทดลองแล้ว คือ แหล่งทุนที่สนับสนุนกระบวนการประชาธิปไตยและสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ในต่างประเทศ รวมทั้งการสนับสนุนผ่านการบริจาค  ระยะที่ 3 (ระยะเวลา 3-5 ปี) ในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ขนาดกลางหรือขนาดใหญ่โดยใช้โมเดลการทำงานที่ถอดบทเรียนมาจากการทดลองในระยะที่สาม ซึ่งในระยะนี้ พิพิธภัณฑ์ควรมีสถานที่ถาวร มีสถานะตามกฎหมาย มีโครงสร้างการบริหาร มีแผนความยั่งยืนทางการเงิน เช่น แผนการระดมทุนและลงทุน หรือการสร้างรายได้ด้วยตัวเอง และมีแนวทางการดำเนินที่ชัดเจนจากการถอดบทเรียนระยะที่หนึ่งและระยะที่สอง ซึ่งงบประมาณสนับสนุนในระยะนี้ คือ แหล่งทุนที่สนับสนุนกระบวนการประชาธิปไตยและสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ในต่างประเทศ การลงทุนและการหารายได้ของพิพิธภัณฑ์   [1] บทความนี้ได้รับการคัดเลือกจากการประชุมวิชาการพิพิธภัณฑ์และมรดกวัฒนธรรม วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ณ พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  โดยการสนับสนุนจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) [2] E-mail: patporn_patt@hotmail.com [3] จากการรวบรวมบทบาทและหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์สันติภาพจาก Peace Museum Worldwide ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1995, Museums for Peace Worldwide ตีพิมพ์ในปี 2008, List of Peace Museums for Peace Worldwide จากเว็บไซต์ http://asap-anzai.com ซึ่งปรับปรุงข้อมูลล่าสุด ปี 2017, The Peace and War Museum Guidebook ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2000 และจากการค้นข้อมูลจากเว็บไซต์พิพิธภัณฑ์  [4]International Council of Museums.  Museum Defination.Retrieved from https://icom.museum /en/: https://icom.museum/en/activities/standards-guidelines/museum -definition/ [5] ICOM สร้างคำนิยามพิพิธภัณฑ์ครั้งแรกในปี 1946 และมีการปรับแก้ต่อมาถึงห้าครั้งให้ทันสมัยและสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรม ปัจจุบัน ICOM กำลังดำเนินการปรับเปลี่ยนนิยามพิพิธภัณฑ์ใหม่โดยเชิญชวนให้ผู้สนใจส่งนิยามพิพิธภัณฑ์ไปยังองค์กร นิยามใหม่จะทำการคัดเลือกและประกาศในการประชุมพิพิธภัณฑ์นานาชาติที่กียวโต เดือนกันยายน ปี 2019 นี้ [6] น่าสังเกตว่า คำว่า past และ future มี s เพราะอดีตและอนาคตไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว แต่ละคนย่อมมีอดีตและอนาคตของตัวเอง [7]Suyin Haynes. (9 September 2019). Why a Plan to Redefine the Meaning of 'Museum' Is Sterring Up Controversy.Retrieved from https://time.com: https://time .com/5670807/museums-definition-debate/ [8] รวบรวมจาก Peace Museum Worldwide ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1995, Museums for Peace Worldwide ตีพิมพ์ในปี 2008, List of Peace Museums for Peace Worldwide จากเว็บไซต์ http://asap-anzai.com ซึ่งปรับปรุงข้อมูลล่าสุด ปี 2017, The Peace and War Museum Guidebook ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2000 และจากการค้นข้อมูลจากเว็บไซต์พิพิธภัณฑ์   [9]เครือข่ายพิพิธภัณฑ์เพื่อสันติภาพนานาชาติหรือ International Network of Museum for Peace (INMP) ซึ่งเป็นหนึ่งในเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ที่เข้มแข็ง ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1992 ในการประชุมนานาชาติว่าด้วยพิพิธภัณฑ์สันติภาพ (International Conference on Peace Museum) เครือข่ายแห่งนี้ทำงานอย่างแข็งขันในการทำงานวิจัย การขยายแนวคิดสันติศึกษา (peace education) ผ่านพื้นที่พิพิธภัณฑ์ การเสริมสร้างศักยภาพแก่พิพิธภัณฑ์สันติภาพขนาดเล็ก  ปัจจุบัน เครือข่ายมีสมาชิกกว่าสองร้อยรายทั่วโลก ทั้งสมาชิกประเภทพิพิธภัณฑ์และรายบุคคล โดยเครือข่ายจะจัดประชุมนานาชาติทุกๆ สองปีหมุนเวียนไปตามภูมิภาคต่างๆ เกณฑ์การคัดเลือกของเครือข่ายพิพิธภัณฑ์สันติภาพนานาชาติยังมีข้อจำกัด เนื่องจากยังไม่มีเกณฑ์หรือกรอบการพิจารณาที่ชัดเจน  ปัจจุบัน เริ่มมีการถกเถียงระหว่างสมาชิกเครือข่ายถึง “คุณภาพและประสิทธิภาพ” ด้านสันติศึกษาของพิพิธภัณฑ์สันติภาพบางแห่ง [10] เมื่อพิจารณาจากข้อมูลพิพิธภัณฑ์เพื่อสันติภาพนานาชาติ ประมาณเจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็นต์ของพิพิธภัณฑ์เหล่านี้นำเสนอเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่สองเป็นหลัก [11] พิพิธภัณฑ์สันติภาพในช่วงทศวรรษ 1990s หลายแห่งก่อตั้งโดยภาคประชาสังคมด้านสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตยหรือประเด็นการพัฒนาอื่นๆ [12]Apsen, Joyce. (2016). Introduce Peace Museum.London: Routledge. [13] ธงชัย วินิจจะกุล ปาฐกถาครบรอบ 40 ปี เหตุการณ์สังหารในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 [14]Moïsi, Dominique. (2009).  The Geopolitics of Emotion: How Cultures of Fear, Humiliation, and Hope are Reshaping the World. New York: Doubleday. [15] ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้. (2560). ผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนต่อกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ [PEACE SURVEY] ครั้งที่ 3. ปัตตานี: ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้. [16] ฐานข้อมูลของศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ ( Deep South Watch Database) ให้ข้อมูลเหตุการณ์รุนแรงเป็นรายเดือนซึ่งทุกเดือนมีการสรุปยอดเหตุการณ์รุนแรงซึ่งสะสมมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 [17] จากการสัมภาษณ์นักข่าว นักกิจกรรมและนักวิชาการที่ทำงานประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้นานกว่าสิบปี [18] สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2561). รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย. กรุงเทพ: สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. [19] มหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด โครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และแก้ไขความยากจนแห่งมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด. (2562). รายงานความยากจนหลายมิติของเด็กในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย. [20] ความยากจนหลายมิติ พิจารณาจากระดับการป้องกันสุขภาพ โภชนาการ น้ำดื่มที่สะอาด บัญชีธนาคาร ทรัพย์สิน เชื้อเพลิงที่ทำอาหาร สภาพที่อยู่อาศัย [21] จากการสัมภาษณ์เชิงลึกอิหม่ามในหมู่บ้านแห่งหนึ่งของ อ. ยี่งอ จ. นราธิวาสซึ่งตรงกับงานวิจัย แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐในการแก้ไขปัญหาเยาวชนไทยมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของธงพล พรหมสาขา ณ สกลนคร ที่ระบุว่า “เยาวชนจัดเป็น “กลุ่มเสี่ยง” ที่ถูกจับตามองจากภาครัฐ”

การสื่อความหมายของคนทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษา พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุง จังหวัดลพบุรี

19 กุมภาพันธ์ 2564

การสื่อความหมายของคนทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กรณีศึกษา พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุง จังหวัดลพบุรี[1] จิราวรรณ ศิริวานิชกุล[2]   บทคัดย่อ           การศึกษาการสื่อความหมายของคนทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นผ่านกรณีศึกษา พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุง จังหวัดลพบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการการสื่อความหมายของคนทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น การเก็บข้อมูลการสื่อความหมายของคนทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ผู้วิจัยได้เลือกผู้ให้ข้อมูลหลัก ( Key informants)  โดยการสัมภาษณ์ผู้นำหลักของคนทำพิพิธภัณฑ์ และในส่วนการศึกษาผลของการสื่อความหมายในพิพิธภัณฑ์ที่มีต่อคนทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ผู้วิจัยเลือกกลุ่มตัวอย่างของคนภายในท้องถิ่นที่มีส่วนร่วมในการทำงานพิพิธภัณฑ์ จำนวน 19 คน โดยเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ใช้แบบสัมภาษณ์ โดยการสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ (Informal interview ) โดยใช้ควบคู่กับการสังเกต ซึ่งเป็นแบบสัมภาษณ์ชนิดกึ่งมีโครงสร้าง (Semi structural interview) เป็นการสัมภาษณ์ที่นักวิจัยมีแนวคำถามโดยกำหนดประเด็นที่ศึกษา สร้างขึ้นจากกรอบแนวความคิดในการวิจัย ที่ได้จากแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง บทความนี้เริ่มต้นด้วยการนำเสนอระบบการสื่อความหมาย จากคนทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เฉพาะคนภายในชุมชนที่มีส่วนร่วมในการทำพิพิธภัณฑ์ โดยการสื่อความหมายนั้น ยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการ โดยมีวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ เพื่อเป็นจุดมุ่งหมายในการดำเนินงาน การให้ความสำคัญกับพื้นที่การเรียนรู้ทั้งพิพิธภัณฑ์ส่วนกลาง และแหล่งเรียนรู้ภายในชุมชนท้องถิ่น  และการให้ความสำคัญกับ “ของ” แหล่งข้อมูลที่พิพิธภัณฑ์นำมาสื่อความหมายและการนำเสนอ ซึ่งผลจากการที่คนทำพิพิธภัณฑ์ได้ร่วมใจ สามัคคีกันทำพิพิธภัณฑ์อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยผู้วิจัยได้นำเสนอถึงจุดเริ่มต้นของการเข้ามามีส่วนร่วมในการทำพิพิธภัณฑ์ , การตัดสินใจเข้ามามีส่วนร่วมในการทำพิพิธภัณฑ์, การที่ยังทำพิพิธภัณฑ์อยู่จนถึงปัจจุบัน, สิ่งที่ได้รับจากพิพิธภัณฑ์ “แรงบันดาลใจ” ที่ได้รับจากการทำงานพิพิธภัณฑ์, การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน  และ“ความสุข” ของคนทำพิพิธภัณฑ์ ในการมาทำพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุง เพื่อสร้างความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของการสื่อความหมายในพิพิธภัณฑ์ ที่มีผลต่อคนทำพิพิธภัณฑ์ที่ยังดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน   คำค้น:การสื่อความหมาย  พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น  พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุงคนทำพิพิธภัณฑ์   1. บทนำ ในชุมชนท้องถิ่นของประเทศไทยพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นถือเป็นสิ่งแสดงถึงความเป็นมา รากเหง้า และตัวตนทางวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น ทั้งยังช่วยเสริมสร้าง และรักษาความเป็นชุมชนของแต่ละท้องถิ่น โดยมีจุดเริ่มต้นจากผลกระทบของกระแสการพัฒนาโลกาภิวัฒน์ (globalization) ที่ผ่านมา ที่มีแนวคิดในการมุ่งเชื่อมโยง หลอมรวมสังคม ด้วยความหวังในการเชื่อมโลกให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ก็มีผลเสียในทางตรงข้าม ที่ได้ส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ให้ถูกกลืนหายไป ก่อให้เกิดวิฤตการณ์กลายเป็นสังคม ไม่มีอัตลักษณ์ (Identity) บั่นทอนความเข้มแข็งของชุมชน ส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างต่อเนื่องและกว้างขวาง ความพยายามรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ได้ก่อให้เกิดกระแสการสนับสนุนเรื่องความเป็นชุมชน (localization) ที่ริเริ่มโดยชุมชนเพื่อรับมือกับวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้น  และมีบทบาทอย่างมากในการพิจารณาเพื่อแสวงหาทางเลือกใหม่ในการพัฒนา ที่ตั้งอยู่บนฐานของการมีส่วนร่วม และการพึ่งพาตนเอง (ธีระภัทรา เอกผาชัยสวัสดิ์, 2554 ) โดยในด้านภาครัฐเอง ก็มีการปฏิรูปกฎหมายที่ยอมรับสิทธิของชุมชน พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจึงกลายเป็นองค์กรที่ต้องเกิดขึ้นตามเงื่อนไขและบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อช่วยปลุกความพยายามของคนในท้องถิ่น ให้หันมาให้ความสำคัญกับท้องถิ่นของตน หลายท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ต่างพยายามริเริ่มสร้างพิพิธภัณฑ์ของท้องถิ่นของตนเพื่อรักษาตัวตน และความสำนึกร่วมของชุมชนที่อยากเป็นตัวของตัวเองที่มีมากขึ้น จนกลายเป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งของสังคมไทยที่มีการเพิ่มจำนวนพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งที่เกิดจากความต้องการที่จะอนุรักษ์วัฒนธรรม รักษาตัวตนของชุมชนเอง และเพื่อตอบสนองปัจจัยด้านการท่องเที่ยวที่เริ่มขยายตัว เพื่อแสดงเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากท้องถิ่นทั่วๆ ไป เป็นจุดเด่นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ซึ่งจากการสำรวจในฐานข้อมูลพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย โดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) พบว่าพิพิธภัณฑ์ที่บริหารจัดการโดยชุมชนมีจำนวน 101 แห่ง (ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, 2563) และสามารถสรุปแยกเป็นปัจจัยการเกิดของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่บริหารจัดการโดยชุมชนได้ 6 ด้าน ดังนี้ “1.การเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมบ้านเมือง 2. การเกิดผลกระทบในพื้นที่ของชุมชนหรือท้องถิ่น 3. การค้นพบโบราณวัตถุในพื้นที่ 4. การรำลึกถึงคุณงามความดีของบุคคลสำคัญ 5. ความสนใจในการสร้างความสัมพันธ์ของคนภายในท้องถิ่น 6. การสะสม สิ่งของที่มีคุณค่าในท้องถิ่น”  (Sirivanichkul, Jirawan; Saengratwatchara, Supornchai & Damrongsakul, Weeranan, 2017, p.1648). แต่จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังกลับพบว่าพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจำนวนมากดังกล่าว หลายแห่งกลับทยอยปิดตัวลง หรืออยู่ในสถานะเงียบเหงาไม่สอดคล้องกับแนวคิดที่จะเป็นตัวกระตุ้น สร้างความรักและหวงแหนในท้องถิ่นตน ซึ่งเมื่อสำรวจลึกลงไป จะพบประเด็นปัญหาสำคัญ 2 ประการ คือ ประเด็นที่ 1 ปัญหาการวางแผนระบบการจัดการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นนั้นขาดการจัดระบบเรื่องคนทำพิพิธภัณฑ์ การไม่มีส่วนร่วมของคนในชุมชนหรือท้องถิ่น, ขาดการวางแผนการจัดระบบการสื่อความหมาย ,การจัดระบบเงินทุนหรืองบประมาณในการทำกิจกรรมต่างๆ ภายในพิพิธภัณฑ์, ขาดผู้เชี่ยวชาญที่จะดูแลเนื้อหาทางด้านวัตถุโบราณที่ขุดค้นพบในพื้นที่,  ขาดความร่วมมือจากเครือข่ายมาช่วยเหลือ สนับสนุนในด้านต่างๆ เช่น การสนับสนุนทางด้านวิชาการ (ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ด้านโบราณคดี ด้านการออกแบบ) การสนับสนุนด้านงบประมาณจากหน่วยงานราชการ หรือหน่วยงานต่างๆ,  ขาดความต่อเนื่องของการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น,  ขาดการดูแลพิพิธภัณฑ์ ทำให้พิพิธภัณฑ์ปล่อยทิ้งร้าง, การเปิดและปิดของพิพิธภัณฑ์ไม่เป็นเวลา ประเด็นที่ 2 ปัญหาการจัดระบบการสื่อความหมายของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น คือ ความไม่ต่อเนื่องของการทำกิจกรรมของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น,  ขาดผู้นำชม หรือผู้ให้ข้อมูล เพื่อสื่อความหมายเรื่องราวในท้องถิ่น,  การลำดับเรื่องราวของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น, ขาดเนื้อหา เรื่องราว จึงยากต่อการเข้าใจ และขาดการนำเสนอที่น่าสนใจ (Sirivanichkul, Jirawan; Saengratwatchara, Supornchai & Damrongsakul, Weeranan, 2017, p.1667). จากสถานการณ์ปัญหาดังกล่าวจึงเป็นเหตุให้ผู้วิจัยทำการศึกษาการสื่อความหมายของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่มีผลต่อคนทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเพื่อเป็นแนวทางในการฟื้นฟู และพัฒนาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นอื่นๆ โดยผู้วิจัยได้ทำการศึกษาผ่านพื้นที่ศึกษา “พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้ง ตำบลโคกสลุง อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี” ที่เป็นตัวแทนของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่พัฒนาและบริหารจัดการโดยชุมชน มีการจัดการที่เป็นระบบ มีกระบวนการมีส่วนร่วม และมีความเข้มแข็งของชุมชน คนทำพิพิธภัณฑ์สามารถจัดการด้วยตนเอง และมีเครือข่ายเข้ามาสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษากระบวนการการสื่อความหมายของคนทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น โดยใช้การเก็บข้อมูลการสื่อความหมายของคนทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ผู้วิจัยได้เลือกผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key informants)  โดยการสัมภาษณ์ผู้นำหลักของคนทำพิพิธภัณฑ์ จำนวน 4 คน และในส่วนการศึกษาผลของการสื่อความหมายในพิพิธภัณฑ์ที่มีต่อคนทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ผู้วิจัยเลือกกลุ่มตัวอย่างของคนภายในท้องถิ่นที่มีส่วนร่วมในการทำงานพิพิธภัณฑ์ จำนวน 19 คน โดยเลือกแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ใช้แบบสัมภาษณ์ โดยการสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ (Informal interview ) โดยใช้ควบคู่กับการสังเกต ซึ่งเป็นแบบสัมภาษณ์ชนิดกึ่งมีโครงสร้าง (Semi structural interview) เป็นการสัมภาษณ์ที่นักวิจัยมีแนวคำถามโดยกำหนดประเด็นที่ศึกษา สร้างขึ้นจากกรอบแนวความคิดในการวิจัย ที่ได้จากแนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง   2. กระบวนการการสื่อความหมายคนทำพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุง การสื่อความหมาย (Interpretation) หมายถึง กิจกรรมเพื่อการศึกษา มีเป้าหมายที่จะแสดงให้เห็นถึงความหมาย และความสัมพันธ์ผ่านสื่อกลางไม่ว่าจะเป็นตัววัตถุ บุคคล สภาพแวดล้อม เพื่อการสื่อสารให้ผู้คนเข้าใจ เรียนรู้สิ่งต่างๆ ในสังคม มีเป้าหมายให้เห็นถึงความหมาย และความสัมพันธ์ โดยอาศัยประสบการณ์ตรง และโดยการใช้สื่อกลางที่จะช่วยในการอธิบาย จะสื่อผ่านนิทรรศการ การบอกเล่าจากครูภูมิปัญญา ผู้สูงอายุ คนในชุมชนท้องถิ่น และอื่นๆ โดยมีการเชื่อมโยงระหว่างคน สภาพแวดล้อม วัฒนธรรม ประเพณี ฯลฯ ภายในท้องถิ่น การสื่อความหมายในพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุง เกิดจากการที่ “คนทำพิพิธภัณฑ์” โดยคนภายในชุมชนมีส่วนร่วมในการทำพิพิธภัณฑ์และสื่อความหมายความรู้ในความเป็นท้องถิ่นของตนไปยังกลุ่มคนในชุมชนท้องถิ่น และกลุ่มคนภายนอกชุมชนท้องถิ่น การสื่อความหมายนั้นให้ความสำคัญในการบริหารจัดการ โดยมีวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ เพื่อเป็นจุดมุ่งหมายในการดำเนินงาน การให้ความสำคัญกับพื้นที่การเรียนรู้ทั้งพิพิธภัณฑ์ส่วนกลาง และแหล่งเรียนรู้ภายในชุมชนท้องถิ่น  และให้ความสำคัญกับ “ของ” แหล่งข้อมูลที่พิพิธภัณฑ์นำมาสื่อความหมายและการนำเสนอ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 2.1 ด้านการวางแผนงานการสื่อความหมายของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น 2.1.1 “คน” คนทำพิพิธภัณฑ์ การบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ บริหารจัดการโดยคนในชุมชนท้องถิ่น กรรมสิทธิ์ในพื้นที่ตั้ง และอาคารพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุง เป็นของชุมชน คนทำพิพิธภัณฑ์ ประกอบด้วย 1.กลุ่มแกนนำ หรือ กลุ่มคณะทำงานยุทธศาสตร์ 2.กลุ่มครูภูมิปัญญา 3.กลุ่มอาชีพ 4. กลุ่มเมล็ดข้าวเปลือกไทยเบิ้ง (กลุ่มเด็กและเยาวชน) 2.1.2 วิสัยทัศน์ แผนงานยุทธศาสตร์ และหลักการทำงาน ของพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุง ในการทำเรื่องของวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ คนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานต้องช่วยกันคิด และต้องเข้าใจ ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มแกนนำชุมชนท้องถิ่นเพียงกลุ่มเดียว แต่กลุ่มชาวบ้านที่ทำหน้าที่ในส่วนอื่นๆ  นั้นต้องมีความรู้เรื่องนี้ และต้องเข้าใจ เห็นคุณค่าและความสำคัญของกระบวนการ วิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์นี้ ว่าถ้าทำแล้วจะเกิดอะไรขึ้น มีความสำคัญอย่างไร มีกระบวนการอย่างไร เป็นต้น และวิสัยทัศน์  แผนงานยุทธศาสตร์ ของพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุง มีดังนี้ 1) วิสัยทัศน์ “โคกสลุงน่าอยู่ ผู้คนมีสุขภาวะบนรากเหง้าของศิลปวัฒนธรรมไทยเบิ้ง” (จุดหมายปลายทาง คือ ความสุขร่วมกันของคนในชุมชน) 2) ยุทธศาสตร์ 6 ด้าน ที่ทางกลุ่มของ “คนทำพิพิธภัณฑ์” ใช้เป็นหลักในการทำงาน มีดังนี้ ยุทธศาสตร์ด้านที่ 1 พัฒนาคน/กระบวนการเรียนรู้ โดยการพัฒนาศักยภาพเด็ก เยาวชน แกนนำชุมชน กลุ่ม องค์กร ให้มีความเข้มแข็ง, สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน, สร้างคุณค่า ความภาคภูมิใจให้กับผู้สูงอายุ ให้มีความสุข แข็งแรงทั้งกายและจิตใจ  และประเมิน ติดตาม กระบวนการทำงานของชุมชน ยุทธศาสตร์ด้านที่ 2 อนุรักษ์ ฟื้นฟู สืบสาน พัฒนา ภูมิปัญญา วัฒนธรรมประเพณี และพัฒนาแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาในชุมชนให้เป็นแหล่งเรียนรู้มีชีวิต “Living Museum” ยุทธศาสตร์ด้านที่ 3 สร้างสรรค์คุณค่าทางวัฒนธรรมเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ โดย พัฒนาการดำเนินงานชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไทยเบิ้งบ้านโคกสลุง, พัฒนาศักยภาพกลุ่มอาชีพ กลุ่มโฮมสเตย์ ให้มีความเข้มแข็ง และจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เผยแพร่ที่หลากหลาย ยุทธศาสตร์ด้านที่ 4 การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดย พัฒนาแหล่งอาหารของชุมชนให้มีความมั่นคงและยั่งยืน, ติดตามความเคลื่อนไหวและร่วมจัดทำผังเมืองรวมจังหวัดลพบุรีและผังเมืองรวมตำบลโคกสลุงอย่างต่อเนื่อง, เฝ้าระวังการรุกคืบของกลุ่มทุนที่เข้ามาแสวงหาประโยชน์ในพื้นที่ตำบลโคกสลุง ยุทธศาสตร์ด้านที่ 5 การจัดการความรู้ชุมชนสู่การเปลี่ยนแปลงสังคม โดย ตั้งสถาบันไทยเบิ้งโคกสลุงเพื่อการพัฒนา ยุทธศาสตร์ด้านที่ 6 การจัดสวัสดิการสู่ชุมชน โดย พัฒนาระบบสวัสดิการชุมชน   2.1.3 ลักษณะทางกายภาพของพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุง ลักษณะทางกายภาพของพิพิธภัณฑ์แบ่งออกเป็น 2 ส่วน มีดังนี้ 1) ลักษณะทางกายภาพของพิพิธภัณฑ์ส่วนกลาง มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมของอาคารพิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นใหม่ เพื่อจำลองสถาปัตยกรรมดั้งเดิมของชุมชน เรียกว่า เรือนฝาค้อ และผสมผสานกับการสร้างใหม่เพิ่มเติมเพื่อเป็นประโยชน์ในการทำพิพิธภัณฑ์ ลักษณะของชุมชนท้องถิ่น เป็นชุมชนเก่าดั้งเดิมที่มีการขุดค้นพบแหล่งโบราณคดีได้ภายในพื้นที่ของชุมชนท้องถิ่น ในอาณาบริเวณของพิพิธภัณฑ์ส่วนกลางประกอบด้วย (1) อาคารพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นส่วนของการจัดนิทรรศการ   นิทรรศการชั้นที่ 1 ประกอบด้วย ส่วนจัดแสดงเป็นข้อมูลในลักษณะแผ่นป้ายแสดงในเรื่องของ ไทยเบิ้งบ้านโคกสลุง ประวัติศาสตร์ตามตำนาน ประวัติศาสตร์ตามหลักฐานและคำบอกเล่า, การแต่งกายของชาวไทยเบิ้ง, อาชีพของชาวไทยเบิ้งบ้านโคกสลุง, ผักพื้นบ้าน, เครื่องมือดำรงชีพ, “กี่มือ” กี่ทอผ้าโบราณของชาวไทยเบิ้งบ้านโคกสลุง, อุปกรณ์ทอผ้า, อาหารพื้นบ้าน และยังเป็นพื้นที่เรียนรู้ ฐานการเรียนรู้ภูมิปัญญาต่างๆ เช่น ฐานการเรียนรู้การทำของเล่นพื้นบ้านจากใบตาล, การตัดพวงมโหตร, การทำพริกกะเกลือ และหมกเห็ด, การทำขนมเบื้อง เป็นต้น และยังเป็นลานเอนกประสงค์สามารถประกอบกิจกรรมอื่นๆ ได้ เช่น สถานที่รับประทานอาหาร  การจัดกิจกรรมการประชุม และอื่นๆ    นิทรรศการชั้นที่ 2 จัดแสดงเพื่อจำลองถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ในเรือนฝาค้อประกอบด้วย ห้องนอน ห้องเอนกประสงค์ ส่วนทำงาน ครัว ชานบ้าน  (2) ส่วนห้องประชุม เพื่อใช้ในการจัดกิจกรรมต่างๆ  (3) ส่วนลานวัฒนธรรม เป็นเวทีที่จัดกิจกรรมวัฒนธรรมต่างๆ ของคนในชุมชน (4) ร้านขายของที่ระลึก ขายของผลิตภัณฑ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน เช่น ย่าม ผ้าพันคอ ผ้าขาวม้า พวงกุญแจที่ทำมาจากผ้าทอของคนในชุมชน เป็นต้น (5) อาคารส่วนแปรรูปผ้าทอ และ ส่วนทำงานของคณะทำงานพิพิธภัณฑ์  ภายในยังประกอบด้วยพื้นที่เตรียมงานของกิจกรรมต่างๆ ส่วนที่พักของผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ ส่วนที่พักสำหรับคนที่เข้าพัก เช่น อาจารย์ นักวิจัย หรือ นักศึกษาฝึกงาน เป็นต้น ภายในส่วนนี้ มีห้องน้ำภายในอาคาร (6) ส่วนครัว  (7) ส่วนห้องน้ำด้านนอกอาคาร 2) ลักษณะทางกายภาพของแหล่งเรียนรู้ภายในชุมชนท้องถิ่น ลักษณะทางกายภาพของแหล่งเรียนรู้ภายในชุมชนท้องถิ่น แบ่งพื้นที่การเรียนรู้เป็น 2 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 “บ้านครูภูมิปัญญา” ได้แก่ บ้านลุงเชาว์ สอนการตีเหล็ก ผลิตภัณฑ์ที่คุณลุงเชาว์ทำนั้น ได้แก่ มีดเหน็บ มีดขอ มีดพร้า มีดหวด มีดอีโต้ เสียม ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนในหมู่บ้าน มีดส่วนใหญ่ที่ตีเอาไปใช้ได้อเนกประสงค์ ไม่ว่าจะเป็นฟันไม้ สับเนื้อ เพื่อทำอาหารในครัวเรือน เป็นต้น, บ้านแม่บำรุง ยายเที่ยว ยายรถ ตาหลิ สอนการทอผ้าพื้นบ้าน (งานทอผ้าชาวบ้านจะทอออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ย่าม ผ้าขาว), บ้านลุงกะ สอนการทำของเล่นพื้นบ้านที่ทำจากใบตาล เช่น การสานปลาตะเพียน, ตั๊กแตน, นก บ้านลุงสุข สอนงานแกะสลักไม้ และแกะสลักกะลาตาเดียว และการสอนทำพวงมะโหตร (พวงมะโหรตจะใช้ประดับตกแต่งในงานบุญ เช่น งานบวช งานแต่ง), บ้านคุณยายเอ้บ สอนการร้องเพลงพื้นบ้าน การรำโทน และการตัดกระดาษ , บ้านลุงยง สอนการจักสาน ได้แก่ กระบุง เป็นภาชนะใส่สิ่งของและพืชพันธุ์ต่างๆ ตะกร้า ชาวบ้านใช้ใส่สิ่งของไปวัดเพื่อทำบุญ หรือใส่สิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัว กระด้ง ใช้ทำหรับตากสิ่งของ เช่น พริก ถั่วกล้วย สุ่มไก่ ไซ เป็นต้น ตะแกรง, ยายหรึ่ม การบูนตะไกร เป็นพิธีเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อ มีตะไกรสื่อในการบูน เหตุที่ต้องมีการบูน อาจเพราะคนในชุมชนอาจเกิดเหตุไม่สบายใจ เช่น การเจ็บป่วยของสมาชิกในครอบครัวเป็นแล้วไม่หาย จึงต้องมาหาหมอบูน เพื่อให้บูนดูว่ามีเหตุอันใดและต้องแก้อย่างไรจึงจะดีขึ้น , บ้านตาหมั่น หมอยาพื้นบ้าน รักษากระดูกหัก ข้อซ้น เป็นต้น ส่วนที่ 2 “สถานที่สำคัญที่เป็นแหล่งเรียนรู้ภายในชุมชน”  ได้แก่ วัดโคกสำราญ, สถานีรถไฟโคกสลุง, พนังกั้นน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์, ศาลพ่อหลวงเพชร เรียนรู้ในเรื่องของประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าชุมชน ทั้งความเป็นอดีตและปัจจุบัน, บ้านพักของชาวบ้าน และตลาดในชุมชน เรียนรู้ในเรื่องวิถีชีวิตของคนในชุมชน และในระหว่างทางที่ต้องเดินทางไปยังฐานการเรียนรู้ที่พิพิธภัณฑ์ได้กำหนดไว้ ผู้เข้าชมจะได้รับประสบการณ์ภายในแหล่งเรียนรู้ในชุมชนท้องถิ่น 2.2 ด้านการดำเนินเรื่องราวในการสื่อความหมาย (Message) 2.2.1 ระบบการสื่อความหมายของ “คนทำพิพิธภัณฑ์” คนทำพิพิธภัณฑ์ หรือคณะทำงานพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุง หมายถึงคนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการทำพิพิธภัณฑ์ ในการช่วยคิด วางแผน และทำกิจกรรมกับพิพิธภัณฑ์ “คนทำพิพิธภัณฑ์”มีความใกล้ชิดกับระบบ พิพิธภัณฑ์มากที่สุด (เป็นทั้งผู้ส่ง และผู้รับ รับผลตอบรับจากคนที่เข้ามาชม และรับความรู้) 2.2.2 การจัดการระบบการสื่อความหมาย ระบบการจัดการการสื่อความหมายของพิพิธภัณฑ์ที่ส่งไปยังกลุ่มของคณะทำงานพิพิธภัณฑ์หรือคนภายในชุมชนที่มีกระบวนการมีส่วนร่วมภายในชุมชน นั้น พิพิธภัณฑ์มีระบบการจัดการโดย 1. พิพิธภัณฑ์สามารถวางแผนจัดระบบการสื่อความหมายด้วยพิพิธภัณฑ์เอง 2.พิพิธภัณฑ์มีการทำงานร่วมกับเครือข่ายภายนอก 3. พิพิธภัณฑ์มีการทำงานร่วมกับเครือข่ายภายนอกชุมชนท้องถิ่น และเครือข่ายภายในท้องถิ่น 1) ขั้นการเตรียมงาน การให้ความสำคัญกับการเตรียมงาน เพื่อจัดการระบบการสื่อความหมาย โดยพิพิธภัณฑ์จะให้ความสำคัญกับการวางแผนและการประชุมเตรียมงานเพื่อจะจัดใน 1 ครั้ง ซึ่งจะมีการเตรียม และประชุมในหลายครั้งด้วยกัน การประชุมจะให้คณะทำงานพิพิธภัณฑ์ ได้เห็นถึงภาพรวมทั้งหมดของงาน โดยการประชุมและเตรียมงาน คือ เป็น 50% ของงานทั้งหมดที่ทำ โดยคณะทำงานพิพิธภัณฑ์มีแนวคิดว่า “ถ้าเราเตรียมการดี กระบวนการดี ผลมันย่อมดีเสมอ” (ประทีป อ่อนสลุง, 2561) 2) ขั้นการนำเสนอ สำหรับกระบวนการการนำเสนอกิจกรรม เช่น การจัดกิจกรรมให้กับคนที่เข้ามาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ และทำกิจกรรมการเรียนรู้กับพิพิธภัณฑ์, งานเทศการประจำปี เป็นต้น คณะทำงานให้คะแนน 30% ของทั้งหมด 3) ขั้นการสรุปงาน การประเมินผล สำหรับ 20% สุดท้าย เป็นการประชุมหลังการปฏิบัติงาน (After Action Review) ชื่อย่อ AAR  ซึ่งคณะทำงานพิพิธภัณฑ์ให้ความสำคัญกับตรงนี้มาก และต้องทำทันทีหลังจากเสร็จจากกิจกรรมต่างๆ ที่นำเสนอแล้วทุกครั้ง และไม่ควรเกิน 1 ชั่วโมง หลังเสร็จงานจากกิจกรรมหนึ่งๆ ที่พิพิธภัณฑ์จัด  และวิธีการคุย จะใช้วิธีการกระบวนการสุนทรียสนทนา (Dialogue) มาผสมผสานวิธีการในการพูดคุยด้วย คือการฟังอย่างมีสิติ และให้พูดทีละคนภายในกลุ่ม 4) กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มคณะทำงานการขับเคลื่อนพิพิธภัณฑ์ “คนทำพิพิธภัณฑ์” ซึ่งเป็นคนภายในชุมชนท้องถิ่น คน 3 วัย ได้แก่ 1.วัยเด็กและเยาวชน  2.วัยผู้ใหญ่ (คนทำงาน) 3.ผู้สูงอายุ 5) ระยะเวลา การเรียนรู้ตลอดชีวิต   2.2.3 กระบวนการทำงานพิพิธภัณฑ์และชุมชน 1) การทำกระบวนการสุนทรียสนทนา (Dialogue)  “ในปัจจุบันความวุ่นวายของสังคมทุกวันนี้คนส่วนใหญ่พูดแต่ไม่ฟังกัน พอไม่ฟังเราก็จะไม่รู้ว่าคนที่เรากำลังสนทนาด้วยหรือคุยด้วย เขาต้องการสื่อสารอะไรให้กับเรา แต่ถ้าเรามีโอกาสได้ตั้งใจฟัง ทีนี้เราก็จะรู้ว่าเขากำลังจะสื่อสารอะไรให้กับเรา” (ประทีป อ่อนสลุง, 2561) จากสาเหตุข้างต้นนี้ คนทำพิพิธภัณฑ์จึงนำกระบวนการสุนทรียสนทนามาใช้เป็นเครื่องมือในการพูดคุยกันไม่ว่าจะเป็นการประชุมวางแผน การประชุมสรุปงานที่ทำ โดยประทีป อ่อนสลุง กล่าวว่า กระบวนการสุนทรียสนทนา (Dialogue)คือการฟังอย่างมีสติ เป็นการตั้งใจฟังที่อีกฝ่ายพูดออกมา เพื่อรับฟังวิธีคิด และความหมายของคนอื่นต่อสิ่งที่พูด เพื่อการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และ เป็นกระบวนการสนทนาอย่างมีสติ  ก่อนที่จะพูดอะไรออกมาก็ใคร่ครวญ ครุ่นคิดให้ดีก่อน “ถ้าเราตั้งใจฟังในสิ่งที่เพื่อนกำลังสื่อสารกับเรา เราก็จะได้ยินในสิ่งที่เขาไม่ได้พูดเพราะบางอย่างนี่เขาไม่ได้พูดออกมาโดยตรง แต่เรารู้เลยว่าสิ่งที่เขาบอกทั้งหมดเนี่ยเขาต้องการอะไร จริงๆ บางทีอาจจะเป็นแค่ประโยคเดียวสั้นๆ   แต่มันคือสิ่งที่มันบอกเราจริงๆ  แต่มันไม่ได้ออกมาเป็นคำพูดแบบที่เราพูดหรอก” (ประทีป อ่อนสลุง, 2561 )                     2) วิธีคิดกระบวนระบบ (System Thinking) มุ่งเน้นในการมองภาพรวมมองให้เห็นความสัมพันธ์ และความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆ แทนที่จะมองแต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งมองให้เห็นรูปแบบการเปลี่ยนแปลงแทนที่จะมองเฉพาะจุด เช่น ในการทำงานที่พิพิธภัณฑ์ไทยเบิ้งโคกสลุง  ในการทำงานจะต้องไปเกี่ยวข้องกับหน่วยงานไหน มีใครเข้ามาเกี่ยวข้อง และจะต้องไปทำงานกับใคร เป็นต้น หรือ เรื่องการทอผ้า ให้ดูว่ากลุ่มชาวบ้านมีใครทำบ้าง และมีหน่วยงานไหนมาสนับสนุนทั้งภายในชุมชน และภายนอกชุมชน เป็นการสอนให้มอบให้เป็นระบบ ความเชื่อมโยง และความสัมพันธ์ของส่วนต่างๆ                     3) การประชุมหลังการปฏิบัติงาน (After Action Review) กระบวนการของมันจริงๆ ก็คือการมองตัวเอง ผ่านงานที่คณะทำงานช่วยกันทำพิพิธภัณฑ์ทำ ดังที่ ประทีป อ่อนสลุง กล่าวว่า “วิธีการประชุมกลุ่มหลังจากปฏิบัติการ (After Action Review)  กติกาในการพูดคุยจะต้องไม่พาดพิงใคร ไม่ไปมองคนอื่น ให้มองตัวเองผ่านงานที่เราทำ คือถ้างานสำเร็จก็จะมานั่งร่วมภาคภูมิใจด้วยกัน แล้วก็ให้กำลังใจกัน ถ้ามันล้มเหลวก็ดูว่าส่วนไหนที่มันล้มเหลว และก็คิดแก้ปัญหาร่วมกัน เพื่อถูกนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมครั้งต่อไป” ประทีป อ่อนสลุง (สัมภาษณ์, 18 พฤษภาคม 2561) หมายเหตุ ในการพูดคุยหรือสอนกระบวนการทำงานให้กับชาวบ้าน ต้องใช้ภาษาที่ง่าย และทำให้เรื่องราวที่เป็นวิชาการที่ฟังยาก ทำให้เข้าใจง่ายขึ้น                     4) การเรียนรู้งานในหน้าที่อื่นๆ นอกเหนืองานที่ทำของตนเอง เช่น การฝึกเป็นผู้นำชมหรือนักสื่อความหมาย คณะทำงานจะฝึกการเรียนรู้ในเรื่อง วิธีการเล่าเรื่องเพื่อสื่อความหมายสื่อเรื่องราวของบ้านตัวเองให้กับคนอื่นได้เห็นในมุมสำคัญ การเรียนรู้ลักษณะท่าทางของผู้เล่าเรื่อง ข้อมูลหรือเนื้อหา  การลำดับเรื่องราวของเรื่องที่จะเล่า  การตั้งคำถาม การตอบคำถามกับผู้เข้าชม และความสำคัญ เป็นต้น และจากนั้นผู้ที่เรียนรู้จะนำไปประยุกต์ใช้กับตนเอง เป็นผู้นำชมหรือนักสื่อความหมายที่มีความเฉพาะตัวของเขาเอง หรือ การฝึกเป็นครูภูมิปัญญาในด้านอื่นๆ นอกจากภูมิปัญญาที่ตนเองถนัด เช่น การฝึกที่จะเรียนรู้ในด้านการทำของเล่นจากใบตาล ก็ต้องไปฝึกทำฝึกปฏิบัติเพื่อจะเรียนรู้กับครูภูมิปัญญาท่านอื่นๆ ดูทั้ง ลักษณะวิธีการสอนของครู ดูวิธีการทำ ชื่อเรียกของเล่นในแบบต่างๆ ความเป็นมาของการทำของเล่นพื้นบ้าน เป็นต้น                     5) ผังมโนภาพ (mind map) เป็นเครื่องมือในการช่วยบันทึกความคิดที่ถ่ายทอดในหลากหลายมุมมองของคณะทำงานพิพิธภัณฑ์ลงในกระดาษ พิพิธภัณฑ์ใช้เครื่องมือ ผังมโนภาพ (mind map) ในการวางแผนงาน และการสรุปงาน การทำผังมโนภาพ (mind map) จะทำให้คณะทำงานเข้าใจ และเห็นภาพตรงกันในแผนงานที่วางแผนไว้                    6) การเรียนรู้ในการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน การช่วยเหลือกัน ร่วมแรงร่วมใจทำให้งานนั้นสำเร็จลุล่วง คณะทำงานพิพิธภัณฑ์จะเรียนรู้ในกระบวนการมีส่วนร่วม และประโยชน์ของการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การร่วมแรงร่วมใจกันทำงาน 2.3 ด้านเทคนิคและวิธีการในการสื่อความหมายไปยังกลุ่มเป้าหมายกลุ่มคนภายในท้องถิ่น (CHANNEL) การสื่อความหมายผ่านช่องทาง 1.กระบวนการทำกิจกรรม และการทำงานจริง (การปฏิบัติจริง)  2.การอบรม การศึกษาดูงานจากภายนอก  3.การเรียนรู้จากการดูจากผู้รู้  4.การเรียนรู้จากการสังเกตด้วยตนเอง   5.การฝึกฝนตนเอง เช่น ฝึกพูดในที่ประชุม ฝึกการแลกเปลี่ยนความคิด เป็นต้น 2.4 การตอบกลับของผู้รับ (RECEIVER RESPONCE ) โดยวิธีการประเมินดังนี้ 1) การพูดคุยกันแบบการสนทนากลุ่ม (focus group) 2) กระบวนการสุนทรียสนทนา (Dialogue) 3) การคิดเชิงระบบ (system thinking ) 4) วิธีการสังเกต 5) การทบทวนหลังทำงาน หรือหลังปฏิบัติ หรือหลังกิจกรรม (After Action Review) ชื่อย่อ AAR 6) การเขียนผังมโนภาพ Mind map เพื่อความเข้าใจร่วมกัน ส่วนนี้เป็นการประเมินในทุกๆ กิจกรรม การพัฒนาปรับปรุงตาม สิ่งที่ตอบกลับมาจากผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ การพัฒนาตนเองและและกระบวนการทำงานที่ทำ   3. การสะท้อนย้อนคิดของคนทำพิพิธภัณฑ์ 3.1 จุดเริ่มต้นของการเข้ามามีส่วนร่วมในการทำพิพิธภัณฑ์           การที่พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุง  มีที่มาของความเข้มแข็งอันเกิดจากความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจกันของกลุ่มแกนนำ และชาวชุมชน ซึ่งต่างมีจุดเริ่มต้นของการเข้ามาร่วมทำงานที่มีเหตุผลที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นกลุ่มต่างๆ ได้ดังรายละเอียดต่อไปนี้ ประเด็นที่ 1 เกิดจากการรวมกลุ่มของผู้ทำงานวิจัยชุมชนและหน่วยงานราชการ (ผู้ที่มีจิตสาธารณะ) ที่เห็นปัญหาและคุณค่าของท้องถิ่น เกิดจากพื้นฐานความร่วมมือในการทํางาน “เดิม” ที่มีอยู่ ทั้งของกลุ่มคนที่เคยทำการศึกษา ทำงานวิจัย หรือกลุ่มคนทำงานภาคราชการ-ท้องถิ่นในพื้นที่ ที่เคยมีบทบาท มีหน้าที่มีความรับผิดชอบหรือมีประสบการณ์ในงานด้านวัฒนธรรม หรือมีประสบการณ์เห็นความทุกข์ร้อนความจำเป็นของงานอนุรักษ์ในท้องถิ่น ประเด็นที่ 2 การชักชวนคนในครอบครัว และคนสนิท ถือเป็นการเริ่มต้นจากภายในจริงๆ ก่อนขยายสู่ภายนอก ด้วยเหตุผลที่ตอนริเริ่มทำพิพิธภัณฑ์ฯนั้นยังเป็นไปด้วยการขาดความพร้อม ทั้งของกำลังคนทำงาน และงานเฉพาะด้านที่ต้องทำ การหาคนทำงานเพื่อมาช่วยจึงเป็นการเริ่มต้นเฟ้นหาจากประสบการณ์ของคนใกล้ชิด ญาติพี่น้อง ที่เคยเห็นว่าทำงานนี้ได้ รับผิดชอบได้และไว้ใจได้ และคนกลุ่มนี้ จะมีความเป็นกันเองเข้าใจสถานการณ์ความเป็นไป ว่างานอาจจะมีไม่สม่ำเสมอ ไม่เป็นทางการ ยังไม่มีระบบที่แน่นอน ประเด็นที่ 3 การที่คนทำพิพิธภัณฑ์ค้นหาคนที่มีความสามารถเฉพาะด้าน ทางด้านภูมิปัญญา ภายในชุมชน เป็นไปเพื่อการช่วยพัฒนาเนื้อหาการนำเสนอในพิพิธภัณฑ์ฯ เพื่อสร้างความน่าสนใจ และช่วยสื่อความหมายความเป็นไทยเบิ้งโคกสลุง ผ่านคนที่มีความสามารถเฉพาะด้าน ทางด้านภูมิปัญญา ภายในชุมชน โดยริเริ่มจากประสบการณ์ความสนิทสนมเดิม ที่เคยเห็นว่าทำได้ หรือมีความชำนาญในเรื่องนี้เช่นที่ “ลุงกะ”ครูภูมิปัญญาด้านของเล่นพื้นบ้าน กล่าวถึงตอนที่เริ่มเข้ามาสอนทำของเล่นพื้นบ้าน และนอกจากการสืบหาจากความสัมพันธ์เดิมแล้ว ยังมีการค้นหาต่อแบบขยายผลเพื่อเฟ้นหาผู้รู้ผู้ชำนาญ ประเด็นที่ 4 เกิดจากการตามคนในครอบครัว หรือคนรู้จักมาพิพิธภัณฑ์ เป็นไปในลักษณะเกิดจากการติดตามคนในครอบครัว หรือคนรู้จักมาพิพิธภัณฑ์ แต่ต่อมาเมื่อได้รู้ ได้เห็น ได้ทำกิจกรรมกับทางพิพิธภัณฑ์ฯ จึงเกิดความสนใจ ความผูกพัน และความชอบ จึงติดตามเข้ามาจนกลายเป็นคนทำงานของพิพิธภัณฑ์ฯ ประเด็นที่ 5 เกิดจากการเข้าค่ายที่จัดร่วมกันระหว่างพิพิธภัณฑ์ และหน่วยงานภายในชุมชน  เป็นไปในลักษณะที่เกิดจากการได้มาร่วมกิจกรรมเรียนรู้ที่พิพิธภัณฑ์ โดยทางโรงเรียนพามาจัดทำค่ายร่วมกันกับพิพิธภัณฑ์ จากนั้นคนกลุ่มนี้จึงเกิดความสนใจ และต่อมาจึงได้มาร่วมทำกิจกรรมด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง ประเด็นที่ 6 เกิดจากการเข้ามาร่วมกิจกรรมกับพิพิธภัณฑ์ด้วยตนเอง เกิดจากความสนใจของผู้เข้าร่วมเองที่อยากเข้ามารู้ อยากเข้ามาดู และเมื่อได้เข้ามาก็เกิดความสนใจเข้ามาร่วมกิจกรรม และต่อมาก็พัฒนารวมเป็นคณะทำงานพิพิธภัณฑ์ฯ 3.2 การตัดสินใจเข้ามามีส่วนร่วมในการทำพิพิธภัณฑ์ จากจุดเริ่มต้น ของการตัดสินใจเข้ามาพิพิธภัณฑ์ไทยเบิ้งบ้านโคกสลุง จนพัฒนาและตัดสินใจเปลี่ยนสถานะจากผู้เข้ามา กลายเป็นผู้มีส่วนร่วมในการทำพิพิธภัณฑ์ กลายเป็นกำลังหลักคนทำงานที่เป็นส่วนสำคัญของความเข้มแข็งของพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งบ้านโคกสลุงแห่งนี้ โดยสามารถจำแนกออกเป็นกลุ่มประเด็นต่างๆ ได้ดังนี้ ประเด็นที่ 1 อุดมการณ์มีจิตสาธารณะที่อยากช่วยส่วนรวม เกิดจากการมีอุดมการณ์ และจิตสำนึกของผู้เข้าร่วม เมื่อมามีโอกาสทำงาน มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือได้ทำการศึกษาวิจัยในพื้นที่แล้วเห็นประเด็นสำคัญเห็นคุณค่าของวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ควรอนุรักษ์ ที่ควรรักษาไว้ เมื่อเห็นดังนั้นก็ใส่ใจ นำมาเป็นประเด็นสำคัญและพัฒนาเป็นแนวทางการอนุรักษ์ จนเกิดเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้ง บ้านโคกสลุงในปัจจุบัน  คณะทำงานบางคน ก็เริ่มจากความคิดว่าเป็นความรับผิดชอบ ต่อส่วนรวม หรือต่อครอบครัวบุตรหลาน ที่ต้องดูแลรักษาท้องถิ่นบ้านเกิด รักษาวัฒนธรรมประเพณี ภูมิปัญญาความรู้ของบรรพบุรุษไว้ เพื่ออนาคตของคนรุ่นต่อไปดังเช่นที่ กลุ่มคณะทำงานพิพิธภัณฑ์ได้เล่าถึงความตั้งใจในการเข้ามาทำงานพิพิธภัณฑ์ว่ามาจากอุดมการณ์ และจิตสาธารณะที่อยากช่วยส่วนรวม รวมถึงความห่วงใยในอนาคตของลูกหลาน  และความรับผิดชอบต่องานที่ได้ริเริ่มทำไว้ ประเด็นที่ 2 ความรู้สึกชอบ ผูกพัน แล้วก็ทำแล้วมันมีความสุข เริ่มจากความรู้สึกส่วนตัว จากการที่เข้ามาร่วมทำงานพิพิธภัณฑ์ฯ กับเพื่อนฝูงลูกหลาน ผู้คนที่หลากหลายแล้วมีความสุข ได้มีโอกาสสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดความเห็นมีกิจกรรม ที่แปลกใหม่ ครึกครื้นสนุก ไม่เหงา ต่อมาเมื่อทำไปสักพักก็เกิดกลายเป็นความผูกพัน อยากมาหาอยากมาพบ อยากมาร่วมกิจกรรมที่พิพิธภัณฑ์ ประเด็นที่ 3 ความรู้ เกิดจากประเด็นด้านความรู้ ทั้งความหวงแหน และอยากถ่ายทอดความรู้ในวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่จะสูญหายไป และความสนใจ ที่เมื่อได้มาร่วมกิจกรรมในพิพิธภัณฑ์ฯ แล้วพบว่ามีความรู้ในวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ตนไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น ก็เกิดความสนใจอยากเรียนรู้เพิ่มเติม ต่อมาก็กลายเป็นความผูกพัน และอยากมาร่วมกิจกรรมต่อไปเรื่อยๆ ประเด็นที่ 4 สร้างรายได้เสริม เป็นเรื่องของโอกาสในชีวิตที่มีเพิ่มมากขึ้น ในการสร้างอาชีพเสริม สร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว ที่ไม่ได้รบกวนภาระงานประจำที่ต้องทำอยู่ กลุ่มนี้เมื่อภายหลังได้มาร่วมงานนานวันเข้า ก็เกิดกลายเป็นความผูกพันเพิ่มเติมเข้าไป ดังเช่น ที่คณะทำงานพิพิธภัณฑ์ได้กล่าวถึง การมาร่วมงานกิจกรรมพิพิธภัณฑ์ฯ ที่ได้ทั้งความรู้ และเกิดกลายเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ให้กับครอบครัว 3.3 ณ ปัจจุบัน คนทำพิพิธภัณฑ์ยังดำเนินการอยู่ จากการเข้ามา และการคงอยู่ในการทำงานที่พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งบ้านโคกสลุงนั้น เหตุผลของความยั่งยืนของการทำงานที่นี่ย่อมขึ้นกับความคาดหวังในใจของคณะทำงานที่มีอยู่ ที่ส่งผลทำให้สามารถทำงานร่วมกัน มาได้ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน ร่วมฝ่าฟันทั้งปัญหา และอุปสรรค ร่วมสุข ร่วมทุกข์ ไปด้วยกัน ทำงานร่วมกัน ซึ่งส่วนสำคัญของเหตุผลการที่คนทำพิพิธภัณฑ์ยังทำพิพิธภัณฑ์อยู่จนถึงปัจจุบัน สามารถจำแนกเหตุผลออกเป็นกลุ่มประเด็นต่างๆ ได้ดังนี้ ประเด็นที่ 1 ความรัก  ความเข้าใจ ความสุขความผูกพัน ของการทำงานเป็นทีม ของกลุ่มคนทำพิพิธภัณฑ์ ที่เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกัน จากการร่วมทุกข์ ร่วมสุข ฟันฝ่าอุปสรรคมาด้วยกัน เป็นความรัก ที่เหมือนญาติสนิท เหมือนเพื่อนสนิท สร้างความรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งเมื่อได้เจอ ดังเช่นที่คณะทำงานพิพิธภัณฑ์เล่าไว้ ถึงความรู้สึกผูกพัน ความรัก และห่วงใยซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญของการทำงานทำงานร่วมกัน และส่งผลต่อความยั่งยืนของพิพิธภัณฑ์ ประเด็นที่ 2 การได้เรียนรู้ และเห็นผลการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น และมีความหวัง ที่เมื่อได้เข้ามาร่วมกิจกรรมในขณะทำงานแล้ว ได้รับรู้ ได้เข้าใจ ได้เห็นความคิดแปลกใหม่ ก็เกิดความสนใจอยากเรียนอยากรู้เพิ่ม อยากถ่ายทอด แลกเปลี่ยนสิ่งที่รู้สิ่งที่คิดได้ และเมื่อเห็นผลของงานที่ทำ ว่าผลนั้นสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี ก็มีความหวังมีเป้าหมายต่อ มีความสุขที่ได้เห็นสิ่งที่ตัวเองทำ จึงอยากทำงานพิพิธภัณฑ์ต่อไปเรื่อยๆ ประเด็นที่ 3 ความต้องการให้มีคนสืบทอดต่อ อยากรักษา ความรู้ภูมิปัญญาเหล่านี้ไว้ เกิดจากเหตุผล จากการเห็นคุณค่าในวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เคยมีอยู่ ไม่อยากให้สูญหายไป จึงออกมาร่วมทำงานด้วยความหวังที่จะเก็บรักษาความรู้ภูมิปัญญาเหล่านี้ไว้ เพื่อส่งต่อให้กับคนรุ่นหลัง และ เมื่อได้ร่วมทำงานด้วย กับคณะทำงานพิพิธภัณฑ์ ก็เห็นความตั้งใจในการทำงาน จึงเกิดความเชื่อมั่นมั่นใจว่า จะสามารถรักษาความรู้ภูมิปัญญาเหล่านี้สืบต่อไปได้ ประเด็นที่ 4 ต้องการพัฒนาบ้านเกิดของตน เป็นหน้าที่ของคนในชุมชน และหน้าที่ของความเป็นคนไทย เกิดจากเหตุผล ในความรัก และห่วงแหนในวัฒนธรรม คุณค่าของชุมชนท้องถิ่น อยากเก็บไว้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ ไม่สูญหายไป และคิดว่าเป็นหน้าที่ ของคน ไทย ที่จะรักษา คุณค่าเหล่านี้ไว้ ให้คนรุ่นหลังได้รู้จักได้ชื่นชมกับสิ่งเหล่านี้ที่ยังรักษาไว้ได้ ดังเช่นที่ แกนนำคณะทำงาน เล่าไว้ว่า ที่มาทำงานพิพิธภัณฑ์ฯ อยู่ก็เพราะความรัก ความชอบเห็นในคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ รวมถึงคิดว่าเป็นหน้าที่ ที่คนรุ่นนี้ต้องทำเพื่อรักษา คุณค่าทั้งหลาย ให้คนรุ่นต่อไป ถือเป็นหน้าที่ของคนไทย ทุกคนที่ต้องทำ 3.4 ผลลัพธ์การเข้าร่วมทำพิพิธภัณฑ์ การทำงานพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุงร่วมกันนั้น ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คณะทำงานอยู่ร่วมทำงานกันมาได้ต่อเนื่องยาวนานนั้นคือสิ่งที่ คณะทำงานได้รับจากการทำงาน ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาตนเอง ครอบครัวและสังคมโดยรอบ เป็นผลที่มีต่อทั้งความรู้ ความคิด ได้มีประสบการณ์ ได้เรียนรู้การทำงานร่วมกัน ได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง สร้างรายได้เสริม และทำให้ได้รับโอกาสใหม่ๆ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้นั้นจึงช่วยดึงดูด ให้คณะทำงานพิพิธภัณฑ์ฯร่วมทำงานต่อเนื่องกันมาได้ยาวนาน โดยได้ระบุแยกไว้เป็นประเด็นๆดังนี้ ประเด็นที่ 1 การได้รับความรู้ และประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับพิพิธภัณฑ์ จนก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ และพฤติกรรม ซึ่งผลที่ได้รับจากการทำงานพิพิธภัณฑ์ ทำให้ได้รับความรู้ใหม่ๆได้รับความคิดใหม่ๆ ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ และได้มีการฝึกฝนทำงานร่วมกัน มีประสบการณ์จากงานจริง ซึ่งสามารถ นำกลับไปพัฒนาตนเองต่อไปได้ “มันมากมาย มันทั้งความรู้ ประสบการณ์ในชีวิต ความสุข มันอธิบายมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว เพราะมันได้แทบทุกอย่าง ทุกๆ ครั้ง บางทีที่มันเป็นปัญหามันก็จะได้รับเหมือนกันนะ รับว่าเราควรแก้ปัญหาอย่างไร ถ้ามันแก้แบบนี้ไม่ได้จะทำอย่างไร ถ้ามันหนักกว่านี้ล่ะ มันจะมีสิ่งให้เราคิดตลอดเวลา พยายามแก้ปัญหาตลอดเวลา ชีวิตมันเปลี่ยนผันได้ตลอดเวลา ความคิด อะไรแบบบางทีเหตุเกิดไม่คาดฝัน มันมีเรื่องให้คิดตลอดเวลาค่ะ” กนกวรรณ ยาบ้านแป้ง  (สัมภาษณ์, 8 พฤษภาคม 2561)    ประเด็นที่ 2 การได้เรียนรู้ถึงการอยู่ร่วมกัน และความเข้าใจซึ่งกันและกัน คือเหตุผลทางจิตใจ จากความสุขที่ได้รับจากการทำงาน ร่วมกัน เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน ที่ร่วมกันฝ่าฟันอุปสรรค และเมื่อประสบความสำเร็จก็มีความสุขร่วมกัน มีความเข้าใจซึ่งกัน และกันเมื่อใครประสบความทุกข์หรืออุปสรรคก็ร่วมช่วยเหลือแบ่งเบา ประเด็นที่ 3 การได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง การเห็นคุณค่าในตัวเอง ความภูมิใจในความเป็นคนบ้านโคกสลุง  ที่คนทำพิพิธภัณฑ์ทำแล้วได้เห็นคุณค่าของตนเองและสร้างความมั่นใจให้กับตนเอง เพราะตัวเองกำลังทำเรื่องที่ดีและทำเพื่อชุมชน เขาเลยมีความมั่นใจที่จะบอกกับคนอื่นๆ ได้ เกิดความภาคภูมิใจในสิ่งที่ทำที่จะบอกเล่าเรื่องราวให้ลูกหลานได้ร่วมภาคภูมิใจ ประเด็นที่ 4 การสร้างอาชีพเสริม ที่ก่อเกิดรายได้ คือการสร้างประสบการณ์การทำงาน เป็นอาชีพเสริม ที่ช่วยสร้างรายได้ในการดูแลตนเองและครอบครัว ซึ่งจะช่วยหล่อเลี้ยงคนทำงาน ให้เกิดความยั่งยืนต่อไป ประเด็นที่ 5 การได้รับโอกาส และการส่งต่อ โอกาสที่ได้รับ จากสังคมภายนอก จากสถาบันการศึกษา ภาครัฐ และจากบุคคลผู้มีเกียรติอื่นๆ การทำงานพิพิธภัณฑ์นั้นทำให้ได้รับการยอมรับ และได้รับโอกาสที่ดีต่างๆ ให้กับคนทำงานที่นี่ไม่ว่าจะเป็นการได้รับการอบรมการถ่ายทอดความรู้ หรือการสนับสนุนด้านอื่นๆ ซึ่งถือเป็นสิทธิพิเศษที่ได้รับ ซึ่งถ้าหากไม่ได้ทำงานที่นี่นั้นก็คงไม่ได้ และการทำให้มีโอกาสที่สามารถส่งต่อความรู้ ความคิดและอุดมการณ์ ให้กับคนรุ่นต่อไป ให้กับเยาวชน เป็นเหมือนวงจรการได้รับ และส่งต่อเพื่อสร้างความยั่งยืนในการทำพิพิธภัณฑ์ 3.5 “แรงบันดาลใจ” ที่ได้รับจากการทำงานพิพิธภัณฑ์ ในการทำงานพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้ง บ้านโคกสลุง นั้น จากการทำงานร่วมกันมายาวนานผ่านทั้งความทุกข์ความสุข โอกาสและอุปสรรคมากมาย กลุ่มคณะทำงาน ต่างก็ได้ประสบการณ์เรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้น และเกิดเป็นแรงบันดาลใจ ที่มีผลต่อการดำรงชีวิต และอนาคตของตนเอง ครอบครัว และส่วนรวม ทั้งจากการเรียนรู้ และการต่อยอดสิ่งที่ได้ทำ ความยึดมั่นในอุดมการณ์จากประสบการณ์จากงานที่ทำมา การเป็นต้นแบบให้กับผู้อื่น แนวความคิดการทำวันนี้ให้ดีที่สุด หรือการยึดมั่นผู้นำที่เป็นแบบอย่างที่จะเจริญรอยตาม รวมถึงความคิดใหม่ๆในการสร้างเสริมอาชีพของตนเองพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นสิ่งเหล่านี้นั้น คือแรงบันดาลใจ ที่เกิดขึ้นหลังจากร่วมทำงานพิพิธภัณฑ์ฯโดยสามารถแยกออกเป็นประเด็นต่างๆได้ดังนี้ ประเด็นที่ 1 การเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ และการนำความรู้ที่เรียนมา มาต่อยอด จากประสบการณ์การทำงานพิพิธภัณฑ์ร่วมกัน ทำให้เกิดโอกาสต่างๆ ที่ทำให้คณะทำงานได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้พบได้เจอกับผู้มีประสบการณ์ความรู้ ได้รู้สิ่งที่ตนเองไม่เคยรู้ สิ่งเหล่านี้นั้น ได้ทำเกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวของคณะทำงานให้กลายเป็นผู้สนใจในการเรียนรู้ อยากเรียนอยากรู้สิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ และยังสามารถปรับเอาความรู้ที่ได้นั้นมาต่อยอดเกิดเป็นประโยชน์ขึ้น ประเด็นที่ 2 สิ่งที่ทำต่อได้ การยึดมั่นในอุดมการณ์ เกิดจากประสบการณ์การทำงานพิพิธภัณฑ์ร่วมกัน เกิดการตกลงพูดคุยกันในกลุ่ม ถึงความร่วมมือในการทำงาน การต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว บุตรหลานและสังคมสิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนพันธสัญญา ซึ่งสร้างอุดมการณ์ให้ให้คณะทำงานยึดถือเป็นแรงบันดาลใจในการดำรงชีวิตและการทำงานต่อไป ประเด็นที่ 3 การเป็นต้นแบบ และการทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลง เกิดจากเป็นต้นแบบการเปลี่ยนแปลง ที่สร้างแรงบันดาลใจ และความท้าทายในการพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง ด้วยแรงบันดาลใจที่ “เราอยากจะหาเส้นทางให้คนรุ่นใหม่กลับบ้าน” สร้างการยอมรับจากสังคม ดังเช่นที่แกนนำชุมชนกล่าวไว้ถึงแรงบันดาลใจที่ได้รับจากการทำงานที่เกิดกับตนเองไว้ว่า “สิ่งที่ท้าทายที่สุดก็คือ คนธรรมดา แต่เราทำให้มันเห็นการเปลี่ยนแปลง แล้วก็เราสามารถที่จะเป็นต้นแบบของอีกหนึ่งต้นแบบ ที่จะเป็นทางเลือกในการทำงานพัฒนา ผมว่านี่ มันเป็นแรงบันดาลใจ และความท้าทายที่มันทำให้เราเดินเข้ามาในจุดนี้ ถึงตอนนี้ จุดนี้ แล้วก็ที่จะเดินต่อ เพราะว่าตรงนี้เราไม่ได้ต้องการแค่เรื่องของการยอมรับ แต่ว่านี่มันหมายถึงโอกาสของชุมชนเราที่มันจะได้รับ อย่างเช่น หลายเรื่องที่เรากำลังบอกอยู่ว่าเราอยากจะหาเส้นทางให้คนรุ่นใหม่กลับบ้าน อย่างถ้าเขากลับบ้าน ถ้าเขามาอยู่บ้าน งานที่เขาทำมันจะต้องมีศักดิ์ศรี มีคุณค่า มีมูลค่าที่จะหล่อเลี้ยงเขาได้ แต่ทั้งหมดนี้เราไม่ได้พูดว่าเราต้องร่ำรวย จะต้องเป็นอะไร แต่ว่าถ้ามาอยู่ตรงนี้ เราไม่ได้ร่ำรวยเงินทอง แต่เราจะร่ำรวยเพื่อน ร่ำรวยเครือข่าย เราจะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อยู่ในคนดีๆ ทั้งนั้นเลย คนไม่ดีก็อาจจะมีมาประปราย แต่พวกนี้อยู่ไม่นานเดี๋ยวก็ไป แต่รังสีของคนดีที่เรามีโอกาสได้พบปะ เจอทุกระดับไม่เคยมีใครเป็นคนรังเกียจเราเลย เราเป็นชาวบ้าน ตั้งแต่ระดับ อธิการบดี ระดับคณบดี อาจารย์นักวิชาการ ที่เทียบเท่ากับปลัด ปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง เขาก็ไม่เคยรังเกียจเรา  เพราะว่านี่มันคือสิ่งที่หล่อหลอมความเป็นตัวเรากับประสบการณ์ที่เราได้ทำ อันนี้ผมว่ามันมากกว่าอุดมการณ์ด้วยซ้ำไป ก็คือ มันเป็นคุณค่า ที่มันอยู่ในตัวเรา แล้วเราก็อยากจะแบ่งปันให้กับลูกหลาน ให้กับเพื่อน ให้กับคนที่เรารักนะ เรื่องพวกนี้ คือว่าถ้าเราเชื่อในเรื่องของการให้ เราจะได้ไม่รู้จบ เรื่องพวกนี้มันสอนเราอยู่ตลอดนะว่า ว่าเรายังไม่รู้อะไรอีกมากมาย มันไม่ใช่แค่อุดมการณ์ แต่มันคือ คุณค่า แต่ทั้งหมดนี่ มันคือ เรื่องเดียวกันนะ”  ประทีป อ่อนสลุง (สัมภาษณ์, 18 พฤษภาคม 2561)            ประเด็นที่ 4 การทำวันนี้ให้ดีที่สุด คือผลจากประสบการณ์ที่ได้รับจากการทำงานพิพิธภัณฑ์ฯ ในการที่ต้องใส่ใจ และตั้งใจ กับการทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายให้ดีที่สุด ให้ได้ผลที่มีคุณประโยชน์สูงสุด แก่ตนเองและส่วนรวม ในทุกครั้งที่ทำ ประเด็นที่ 5 การได้รับแรงบันดาลใจ ที่เห็นผู้นำชุมชนเป็นแบบอย่าง และอยากเจริญรอยตาม  จากการเห็น ผู้นำ ในการทำงาน ที่มีการพัฒนาตนเอง มีความตั้งใจ ความเชี่ยวชาญ เป็นผู้นำที่เข้าใจพูดตามทั้งผู้ใหญ่ และเยาวชน ให้คำปรึกษาได้ในทุกเรื่อง เห็น ทุกคนเป็นพี่น้องเป็นลูกหลานมากกว่าคนทำงาน สอนและถ่ายทอดกระบวนการ รวมถึงให้การดูแลทางจิตใจ สิ่งเหล่านี้นั้นเป็นสิ่งที่ สร้างเสริมแรงบันดาลใจให้กับผู้ตามซึ่งเป็นคณะทำงาน ในการที่ทำงานอนุรักษ์พิพิธภัณฑ์ฯ ต่อไปดังเช่นที่คณะทำงานพิพิธภัณฑ์ ได้กล่าวถึงบุคคลตัวอย่างที่เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานไว้ดังนี้ “แรงบันดาลใจหลักๆ ป้ามุ่ย ป้ามุ่ยเป็นแรงบันดาลใจ เขาต้องทำงานมาหนักแค่ไหน ถึงจะต้องมาอยู่ ณ จุดๆนี้ได้ เขาต้องพัฒนาตัวเองหนักแค่ไหนถึงจะมาพัฒนาพวกหนูได้ หนูก็คิดเหมือนกันว่า การที่เขาพัฒนาพวกหนู เขาพัฒนาพวกหนูไปในทางที่ดีขึ้น เพราะอย่างนั้นเขาก็ต้องมีความภูมิใจกับเด็กที่เขาพัฒนามาจุดๆนี้ได้ ฉะนั้น หนูเลยคิดว่า แล้วเราล่ะ ต้องทำ ต้องเป็นอย่างเขาให้ได้ โดยที่ว่าเราจะใช้วิธีการไหนไปถึงที่นั้นแบบเขาบ้าง ก็ชอบ ชอบป้ามุ่ยตรงที่เขาเอาใจใส่พวกหนูมาก มีปัญหาอะไร ปรึกษาได้ทุกเรื่อง” วรรณิศา สำราญสลุง (สัมภาษณ์, 13 พฤษภาคม 2561)    ประเด็นที่ 6 การพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเอง และการต่อยอดด้วยการขายสินค้า เกิดจากประสบการณ์การทำงาน การศึกษาดูงาน และการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญต่างๆที่ได้เข้ามาในชุมชน ทำให้ได้เกิดการพัฒนา เปิดโลกทัศน์ใหม่ๆสร้างมุมมองแนวคิดในการพัฒนาชีวิต และอาชีพของตนเอง ในวิถีทางใหม่ๆ ก่อให้เกิดรายได้เสริมให้กับตนเองรวมถึงเป็นการยกระดับผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น 3.6 การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน จากการที่ คณะทำงานพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุง ได้ร่วมกันทำงานยาวนานตั้งแต่การเริ่มก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ฯ มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ร่วมกัน ทั้งกับภายในคณะทำงาน และภายนอก ได้พบผู้มีประสบการณ์ความรู้ ได้อบรมในสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงสิ่งเหล่านี้นั้นได้เพิ่มพูน ทั้งความรู้ ความคิด และความเข้าใจในการดำรงชีวิต ให้เปลี่ยนแปลงไป เกิดการพัฒนาที่เริ่มต้นจากตนเอง ให้นำเอาทั้งความรู้ และความคิดเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิต ทั้งกับครอบครัว กับการทำงานในอาชีพที่ตนทำประจำ และสำหรับเด็กเยาวชนก็นำมาใช้กับการเรียน ส่งผลให้ทั้งการดำรงชีวิตของตนเองการอยู่ร่วมกับครอบครัวและการเรียน ยกระดับขึ้นเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี มีความกล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออก มีทัศนคติมุมมองที่แตกต่างจากคนอื่นๆ ดังเช่นที่คณะทำงานพิพิธภัณฑ์ฯ ได้เล่าไว้แยกเป็นหัวข้อที่เกี่ยวข้องต่างๆดังนี้ 3.6.1 การนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้กับครอบครัว ประสบการณ์การทำงานร่วมกันของคณะทำงานพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุง ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อคณะทำงานทั้งวิธีคิด และทัศนคติในการดำรงชีวิตในทางที่ดีขึ้น จากการทำงานร่วมกัน กระบวนการกลุ่ม และการได้มีประสบการณ์เรียนรู้จากภายนอก เหล่านี้นั้นส่งผลโดยตรงต่อชีวิตของทุกคนในขณะทำงาน และขยายผลต่อไปยังครอบครัวของคณะทำงาน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มีการรับฟัง มีความกล้าคิดกล้าทำ มีการออกแบบวางแผนชีวิตในอนาคต ดังเช่นที่แบ่งเป็นประเด็นไว้ดังนี้ ประเด็นที่ 1 การปรับเปลี่ยนทัศนคติ ให้มีการหันมาคุยกันมากขึ้น มีการรับฟังซึ่งกันและกัน รู้จักการคิดก่อนพูด รู้จักพูดในสิ่งที่ควรพูด เข้าใจเหตุผลต่อส่วนรวม และส่งผลโดยตรงต่อการใช้ชีวิตครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น มีความเข้าใจ ซึ่งกันและกันมากขึ้น ดังเช่นที่ คณะทำงานได้เล่าถึงประสบการณ์การดำรงชีวิตต่อตนเอง และครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นเมื่อได้มาทำงานพิพิธภัณฑ์ ประเด็นที่ 2 การออกแบบชีวิต และการวางแผนครอบครัว จากบทเรียนการทำงานที่ร่วมกันฝ่าฟันมา ความเข้าใจในข้อดี-ข้อเสียในกระบวนการทำงาน ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับการดำรงชีวิต และครอบครัว ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมีการจัดการ มีการวางแผนในการใช้ชีวิตครอบครัวอย่างมีทิศทาง ร่วมกันคิดร่วมกันทำ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ประเด็นที่ 3 การนำสิ่งที่เรียนรู้มาสอนลูกหลานในเรื่องของการถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน การทำงานร่วมกันเป็นหมู่เหล่า มีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้มีความรู้ และผู้มีประสบการณ์ เกิดการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน เป็นบทเรียนการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้กับครอบครัว กับการดำรงชีวิต และถ่ายทอดให้ลูกหลานได้เข้าใจ 3.6.2 การนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้กับที่ทำงาน ประสบการณ์การทำงานร่วมกันของคณะทำงานพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุง ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อคณะทำงานทั้งวิธีคิด และทัศนคติในการดำรงชีวิต และยังขยายผลต่อไปยังการประกอบอาชีพที่ตนทำเป็นหลักอยู่ ทั้งกระบวนการคิด และวิธีการงานร่วมกัน อีกทั้งยังสามารถนำเอาความรู้ต่างๆที่ได้ มาพัฒนาอาชีพได้อีกด้วย ดังเช่นที่แบ่งเป็นประเด็นไว้ดังนี้ ประเด็นที่ 1 การนำกระบวนการ “สุนทรียสนทนา” ไปปรับใช้กับเด็กนักเรียนในโรงเรียนจากประสบการณ์การทำงานพิพิธภัณฑ์ฯ ทำให้ได้รับการพัฒนา และเรียนรู้ จากผู้มีประสบการณ์ และสถาบันการศึกษา การพัฒนาประสบการณ์การเรียนรู้ เทคนิคการทำงานร่วมกัน เช่นกระบวนการสุนทรียสนทนา ซึ่งเป็นกระบวนการล้อมวง แลกเปลี่ยนพูดคุยซึ่งกันและกัน อย่างมีระบบ ส่งผลก่อให้เกิดการเรียนรู้ การพัฒนาความคิด และยกระดับจิตใจของผู้ทำ กระบวนการเหล่านี้ มีผลอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของผู้คน ประกอบกับคณะทำงานพิพิธภัณฑ์บางท่านซึ่ง มีสถานะเป็นครู จึงมีแนวความคิด อยากนำกระบวนการ เหล่านี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อหวังขยายผลในภาคการศึกษาไปยังเด็ก และเยาวชนอื่นๆ “กระบวนการสุนทรียสนทนา ผมเคยเอาไปใช้ทดลองกับเด็ก ดีมาก ผมสอนเรื่องภาพไทย จิตกรรมไทย ป.5 เด็กได้เยอะและเด็กก็รู้ เพราะว่าเขาเคยอ่านหนังสือ เขาก็เคยดู แล้วเด็กที่เคยซนก็เสนอความคิด คนเก่งๆ อยู่แล้ว ก็ยิ่งเสนออะไรเยอะแยะ และเขาก็จะเคารพกติกาว่า ถ้าคนหนึ่งพูด คนที่สอง ต้องฟังนะ ถ้าใช้เป็นประจำ ผมว่าเด็กน่าจะมีวินัย มีความกล้า”  ครูสุรชัย เสือสูงเนิน (สัมภาษณ์, 10 พฤษภาคม 2561)    ประเด็นที่ 2 การนำกระบวนการเรื่องของ  “การคิดร่วม นำร่วม” ไปปรับใช้ในการทำงาน การทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ มีการร่วมกันคิดร่วมกันทำ แบ่งปันแนวคิด ช่วยเหลือแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ในขณะทำงาน ซึ่งทำให้ฝ่าฟันปัญหาและดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ได้อย่างต่อเนื่องยาวนานจนถึงทุกวันนี้ บทเรียนเหล่านี้ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการทำงานในอนาคตทั้งต่อตนเอง และผู้อื่น สามารถช่วยยกระดับการทำงานเป็นภาพรวมในทุกองค์กร และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาองค์กร ในวิชาชีพของตนเอง ประเด็นที่ 3 การประยุกต์ใช้กับการทำพิพิธภัณฑ์ ในเรื่องการต้อนรับ และครูภูมิปัญญา การผ่านการอบรม การร่วมกิจกรรมมีผู้เข้ามาชมการบรรยายถ่ายทอดที่หลากหลาย ทั้งรับความรู้ไป และยังถ่ายทอดประสบการณ์กลับมายังคณะทำงานฯ บทเรียนเหล่านี้นั้นส่งผลโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดการถ่ายทอดความรู้ และยังรวมถึงการพัฒนารูปแบบภูมิปัญญาต่างๆ ให้ยกระดับขึ้น 3.6.3 การนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้กับการเรียน ประสบการณ์การทำงานพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุง ร่วมกันของกลุ่มเยาวชน ทำให้ได้เรียนรู้ ได้เห็นแบบอย่างการทำงานร่วมกัน และได้พบผู้นำให้เป็นแบบอย่าง ส่งผลให้เปลี่ยนแปลงวิธีคิด และการดำรงชีวิตของกลุ่มเยาวชนเหล่านั้น ให้เกิดความกล้า คิดกล้าแสดงออก มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และยังนำกระบวนการเรียนรู้การทำงานพิพิธภัณฑ์ ไปใช้ในการทำงานร่วมกับเพื่อนในชั้นเรียนพัฒนาทั้งตัวเอง และหมู่เหล่าที่ตนเองเข้าไปอยู่ 3.7 “ความสุข” ของคนทำพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุง การร่วมทำงานพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุงของคณะทำงาน มีเป้าหมายสำคัญคือ “ความสุข” ซึ่งเป็นเป้าหมายทางจิตใจ เป็นอุดมคติร่วม ในการอยู่ร่วมกัน เป็นสิ่งยึดเหนี่ยว ทั้งยังเป็นพลังในการขับดันเพื่อสร้างสรรค์งานพิพิธภัณฑ์ ความสุขที่เกิดขึ้นได้นั้นเป็นความรู้สึกภายใน ทั้งความสุขที่เกิดจากความรู้สึกได้แบ่งปันให้ผู้อื่น การทำงานร่วมกับครอบครัว และเพื่อนฝูงที่ผูกพัน การได้ช่วยเหลือองค์กรหน่วยงานที่ตัวเองยึดถือ การได้ทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม และการได้รับการยอมรับจากผู้อื่น สิ่งเหล่านี้นั้นคือแรงผลักดันของคณะทำงาน ตั้งแต่วันเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน โดยได้แบ่งเป็นประเด็น ไว้ดังนี้ ประเด็นที่ 1 ความสุข “อยู่ที่ใจ” เป็นความสุขเกิดจากความรู้สึกที่มาจากใจ เป็นความสุขที่ถูกกำหนดโดยความคิดของตนเอง ดังเช่นที่คณะทำงานฯ กล่าวถึงประสบการณ์ความสุขที่ได้รับจากการทำงานพิพิธภัณฑ์ เมื่อการทำงานสำเร็จตามเป้าหมาย หรือสิ่งที่วางแผนไว้  หรือการได้ทำสิ่งที่ตนรัก และอยากทำ,  การได้ทำสิ่งที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่น, การสามารถแก้ปัญหาได้ หรือความสุขที่เป็นความสบายใจที่เห็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงของพิพิธภัณฑ์และชุมชนไปในทางที่ดีขึ้น “ความสุขก็คือ “ใจ” ใจเราอยากจะไป ที่เราไปเนี่ยไปด้วยความสุข ความชอบ ถ้าเราไม่ชอบเราไม่พอใจแบบนี้ ที่ไหนเราก็จะไม่อยากไป ถ้าเราไม่ร้อนใจ ถ้าใจเราไม่มีความสุข เราก็ไม่อยากไป ถึงดีกว่าไทยเบิ้งเราก็ไม่ไปเพราะเราไม่ชอบนะ แต่นี่เราก็ชอบในกระบวนการที่เขาสอน เขาอบรม เรารู้อะไรเพิ่มเติมบางทีว่าจะไม่ไปแล้ว ก็เผื่อเขาสอนอะไรเราก็จะได้รู้เพิ่มอีก ก็เลยเอ้าไม่หยุดได้ด๊อกก็ต้องไป แล้วเราก็อยากรู้ทุกเรื่องที่เขาจะมาสอน จะมาอบรม” บำรุง บุญมา (สิริสลุง นามสกุลเดิม) (สัมภาษณ์, 14 พฤษภาคม 2561)    “ความสุขอยู่ที่ใจ พอเราได้เห็นคนมา พอเสร็จงานเรามีความสุขแล้ว คนมาบอกว่าวันนี้เขาได้ประโยชน์อะไร เราก็มีความรู้สึกอิ่มเอมในใจเราแล้ว แสดงว่าใจเราสัมผัสได้กับความรู้สึกของเขา ความสุขของเรามันอยู่ที่ใจ ความสุขเกิดจากการกระทำ ถ้าเรารู้สึกแบบนี้ได้ เราต้องลงมือทำอะไรบางอย่างที่เราคิดว่า มันก็ต้องมีทั้งสิ่งที่เราอยากทำ แล้วก็สิ่งที่เราทำแล้วมันมีประโยชน์มันถึงจะรู้สึกอิ่มเอมได้ คือ ถ้าเราไม่ลงมือทำ มันก็คงรู้สึกแบบนั้นไม่ได้หรอก หรือในสภาวะ ที่เรารู้สึกว่าเราสบาย นั่นเราก็จะมีความสุข กับสภาวะที่เราทำงานแล้วสำเร็จ เราก็จะมีความสุข เกิดจากการที่เราปฏิบัติ ทุกอย่างมันประกอบกัน เราวางแผน เราออกแบบ แล้วเราก็ลงมือทำ พอสุดท้ายแล้ว มันเป็นสิ่งที่เราคาดหวังว่ามันจะต้องเกิดเราถึงจะเกิดความสุข ความสุขมีมากน้อยไม่เท่ากัน” พยอม  อ่อนสลุง (สัมภาษณ์, 9 พฤษภาคม 2561)    “เกิดความสบายใจขึ้น เห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี มันก็ทำให้เราดีใจขึ้นว่า งานที่เราทำนี่มันส่งผลไปในทางที่ดี มันมีความสบายใจขึ้น ก็เหมือนกับมีความสุขขึ้น” จิตติ อนันสลุง (สัมภาษณ์, 8 พฤษภาคม 2561)              ประเด็นที่ 2 ความสุขคือ “การให้” เป็นความสุขที่เกิดจากการให้ และการแบ่งปันซึ่งกันและกัน การได้ถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้อื่น และมีความสุขที่เห็นผู้อื่นสนใจและตั้งใจกับสิ่งที่ตนเองมอบให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวผู้ฟัง รู้มากขึ้นเข้าใจมากขึ้นเมื่อเห็นอย่างนี้ก็เกิดความสุข “ความสุขเนาะ ที่ทำให้อยู่ได้น่ะ ที่ทำงานอยู่ตรงนี้ ถ้าเกิดทุกข์มันน่าจะออกไปแล้วหนอ คือ ทำที่มีความสุขอยู่กันก็พูดคุยกัน ก็สั่งมา ป้าเที่ยวแกผัดบอนมาเด้อ ไม่มีงบประมาณกินข้าวเด้อ เอ้ออ ไปกินด้วยกัน ไปก็ห่อข้าว ผัดกฐิน แกงบอน แล้วก็น้ำพริกตาแดงใส่มะขาม กินคุยกันตอนเย็นน่ะ ความสุขเกิดที่ใจ เหมือนคนอยากให้แล้วมีสุขใจ การให้นี่มีความสุข ถ้าคนเกิดมาไม่รู้จักให้กันนี่ อะไรก็ไม่ให้ใคร ถ้ายายนี่ยายไม่มีความสุข ถ้าเปรียบตัวยายนะ ลูกหลานน่ะถ้าอยู่กันดีก็สบายใจ ความสุขที่ให้มันไม่หมดหรอกที่เราให้น่ะ เราก็จะมีของเราไว้อีก สิ่งที่เราทำไปน่ะ มันจะได้เข้ามาเอง ได้เองโดยเราไม่คิดว่ามันจะได้ มันจะมีมาเอง ไม่ต้องไปคิดมากหรอก คิดน้อยๆ ไว้” ป้าเที่ยว  สลุงอยู่  (สัมภาษณ์, 14 พฤษภาคม 2561)    “ความสุขก็คือ ได้ไปถ่ายทอดให้เขา ถ่ายทอดความรู้ให้เขา และถ้าเขาได้ตั้งใจเรียนก็มีความสุข ว่าเขาสนใจในงานของเรา ถึงเหนื่อยก็มีความสุขและก็อดทนได้” ลุงกะ ลำไยจร (สัมภาษณ์, 12 พฤษภาคม 2561)             ประเด็นที่ 3 ความสุข คือ ความเป็นครอบครัว และการทำทุกอย่างที่ร่วมกัน เป็นความสุขที่เกิดจากการได้ทำงานร่วมกับครอบครัว และผู้คนที่ผูกพันใกล้ชิดกัน ที่คอยทะนุถนอมดูแลน้ำใจซึ่งกันและกัน ร่วมทุกข์ ร่วมสุข เป็นกำลังใจช่วยเหลือ ดูแลเกื้อกูลกัน และในการทำงานก็ทำให้ได้พบปะกัน ได้แบ่งปันประสบการณ์ ได้ฟังเรื่องเล่าเก่าๆ ของชุมชนจากปู่ย่าที่มาทำงานด้วยกัน   ได้นั่งล้องวงกินข้าวร่วมกัน ความรู้สึกความสุขแบบนี้เกิดขึ้นในใจกับคนที่ได้ร่วมทำงานและมีความผูกพันซึ่งกันและกัน “เราได้เห็นครอบครัวที่มันใหญ่เข้ามาอีกหน่อย นั่นคือ กลุ่มคนทำงานด้วยกัน ใกล้ชิดกันแบบนี้ อันนี้มันก็คือ ครอบครัว คือ มันจะทะนุถนอมน้ำใจกันยังไง จะเชื่อมสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างการทำงานร่วมกันตรงนี้อย่างไร ตรงนี้ก็คือ ครอบครัว เพราะว่าเรามองว่ากลุ่มคนที่ทำงานด้วยกันนี่ มันคือ ครอบครัว มันก็เหมือนครอบครัว ครอบครัวหนึ่งที่เป็นครอบครัวใหญ่ ครอบครัวคือการเคารพกัน การยอมรับกัน มันไม่จำเป็นจะต้องมีวุฒิภาวะขนาดไหน  ต้องอายุมาก เรียนจบสูง เป็นหัวหน้าเขา นี่ไม่ใช่ แต่ครอบครัวมันจะเกิดการยอมรับ และเคารพกัน และทำให้เราได้อิ่มใจในหลายๆ เรื่อง เป็นความภาคภูมิใจที่เราได้ร่วมกันสะสมมา” ประทีป อ่อนสลุง (สัมภาษณ์, 18 พฤษภาคม 2561)    “การที่เราได้มาอยู่กับเพื่อนๆ ได้มาทำอะไรด้วยกัน อย่างน้อยเราก็รู้สึกว่า เราไม่ได้อยู่คนเดียว เรายังมีเพื่อน เรายังมีทุกคนที่คอยให้คำปรึกษาเราได้ทุกอย่าง คือ ที่นี่มันจุดประกายให้เราได้รู้ว่า  สิ่งที่เราทำอยู่มันไม่ใช่แค่ตัวเราเอง แต่เราทำเพื่อชุมชน เราทำให้สิ่งที่มีในชุมชนยังอยู่ โดยการใช้ใจของแต่ละคนมาทำให้เกิดความสุขโดยไม่ได้เกิดจากการบังคับ เราไม่ได้ทำงานแบบผู้ใหญ่มาสั่งเด็ก คือผู้ใหญ่จะเปิดโอกาสให้เด็กได้เสนอความคิดเห็น เขาจะให้เราได้เรียนรู้ คือทุกคนเท่าเทียมกันหมด เราก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ได้กดดันที่เราจะมาแลกเปลี่ยนกับอะไรตรงนี้ ความรู้สึกตรงนี้ มันหาจากที่ไหนไม่ได้แล้ว เพราะมันเกิดจากเวลา” ธราเทพ อนันสลุง (สัมภาษณ์, 13 พฤษภาคม 2561)    กลอน “ความสุขในไทยเบิ้ง” “ฉันนุ่งโจงพร้อมสไบ ไคว้พาดบ่า             สองมือคว้าถุงย่าม ด้วยใจหมาย อุปกรณ์พร้อมใส่ย่าม พร้อมสะพาย          นัดกันไว้ที่ไทยเบิ้ง มีกิจกรรม นักท่องเที่ยวมาเยือน เหมือนพี่น้อง          เราเพรียกพร้อมต้อนรับ สนุกสนาน ทั้งรำโทนครูภูมิปัญญา มารอนาน            ความสุขฉันและเธอ เราแบ่งกัน มีสินค้าพร้อมขาย ด้วยใจค่ะ                  ถุงย่ามจ๊ะผ้าขาวม้า ช่วยเกื้อหนุน ข้าวเพื่อสุขภาพก็มีนะ ช่วยเจือจุน           ช่วยอุดหนุนคนไทยเบิ้ง มีงานทำ” เสนาะ โชคมหาชัย (ยอดสลุง) (สัมภาษณ์, 7 พฤษภาคม 2561)                 ประเด็นที่ 4 “ความสุข” เกิดจาก การหาจุดร่วมกันทำงาน ระหว่างคนในชุมชน และเครือข่ายคณะทำงาน เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนท้องถิ่น เป็นความสุขที่เกิดจากความรู้สึกที่ได้ทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น ได้สร้างประโยชน์ให้กับชุมชน โดยในการทำงานพิพิธภัณฑ์ต้องมีกระบวนการทำงานมากมาย ต้องตรียมการต้องสรุปผล แต่เมื่อผลตอบรับที่ออกมาจากการทำงานได้เกิดประโยชน์กับส่วนรวม ก็สร้างความสุขให้กับคณะทำงาน           ประเด็นที่ 5 ความสุขเกิดจากการได้รับการยอมรับ และความชื่นชม เป็นความสุขที่เกิดจากการได้รับการยอมรับ การได้เห็นคนภายนอกเห็นถึงคุณค่าของเรา และวัฒนธรรมของเรา ว่าเราสามารถยืนด้วยตัวของเราเอง มีศักดิ์ศรี มีคุณค่าที่ควรต้องรักษาไว้ “เราสุขทุกครั้งที่คนมาแล้วชื่นชมเรา นั่นคือความสุข ชื่นชมแบบจริงใจ ความสุขด้วยความที่ว่าเราทำด้วยตัวเราเอง เราสามารถยืนด้วยตัวเราเอง คนข้างนอกเห็นคุณค่าเรา เรามีความสุขทุกครั้งที่เขาพูดถึงวัฒนธรรมแล้วก็คุณค่า ส่วนมูลค่ามันตามมาทีหลัง” อุทัย อ่อนสลุง (สัมภาษณ์, 11 พฤษภาคม 2561)    4. บทสรุป การศึกษาการสื่อความหมายของคนทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นผ่านกรณีศึกษา พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุง จังหวัดลพบุรี ทำการศึกษาจากกระบวนการที่ทำให้ได้ทราบถึงความเป็นจริงของการสื่อความหมายผ่าน “คนทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น” จากการที่คนภายในชุมชนได้มีส่วนร่วมในการทำพิพิธภัณฑ์และสื่อความหมาย ความรู้ในความเป็นท้องถิ่นของตนไปยังกลุ่มคนในชุมชน และกลุ่มคนภายนอกชุมชน การสื่อความหมายนั้นยังให้ความสำคัญในการบริหารจัดการ โดยมีวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ เพื่อเป็นจุดมุ่งหมายในการดำเนินงานร่วมกันที่คนทำพิพิธภัณฑ์ทุกคนต้องรับรู้และเข้าใจ และยังให้ความสำคัญกับพื้นที่การเรียนรู้ทั้งพิพิธภัณฑ์ส่วนกลางที่ชุมชนร่วมกันก่อร่างสร้างมา และแหล่งเรียนรู้ภายในชุมชนท้องถิ่น ที่เป็นศักดิ์ศรีความภาคภูมิใจที่เชื่อมร้อยเป็นสายใยทั้งระหว่างคนในชุมชน และคนภายนอกชุมชนเข้าด้วยกัน และการให้ความสำคัญกับ “ของ” ทั้งที่เป็นวัตถุ และเน้นหนักให้คุณค่ากับ “ของ” ที่แทน “ตัวตน” คนทำพิพิธภัณฑ์ที่แตกต่างอันเป็นผลจากกระบวนการเรียนรู้และกระบวนการพัฒนาที่สั่งสมมา ซึ่งเมื่อสังเคราะห์ถอดให้เห็นถึงพัฒนาการที่เป็นรากฐานของความเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจากคนทำพิพิธภัณฑ์ที่มาร่วมแรง ก่อร่างกันจนเป็นพิพิธภัณฑ์ จากจุดเริ่มต้นของการเข้ามามีส่วนร่วมในการทำพิพิธภัณฑ์ ด้วยความสามัคคีที่จะริเริ่มร่วมแรงร่วมใจกันของกลุ่มแกนนำ และชาวชุมชน จนถึงการตัดสินใจเข้ามามีส่วนร่วมในการทำพิพิธภัณฑ์ ร่วมลงแรงฝ่าฟันเพื่อสร้างความเข้มแข็งของท้องถิ่น และเหตุผลอันเป็นที่มาของความรักและผูกพันในกลุ่มคนทำงานร่วมกัน จากการได้เรียนรู้ได้เห็นคุณค่า และความต้องการรักษาสิ่งดีงามที่เกิดขึ้นให้มีสืบต่อไป ซึ่งเป็นที่มาที่ทำให้คนเหล่านี้ยังทำงานพิพิธภัณฑ์อยู่จนถึงปัจจุบันซึ่งผลที่ได้รับจากการทำพิพิธภัณฑ์ ก็ได้สร้างความเปลี่ยนแปลง ให้ความรู้ และทำให้คนทำงานพิพิธภัณฑ์เหล่านี้ได้ค้นพบศักยภาพของตนเอง สร้างอาชีพ สร้างโอกาสของชีวิตในอนาคต และสร้าง “แรงบันดาลใจ” ในการใฝ่เรียนรู้พัฒนาตนเอง และความยึดมั่นในอุดมการณ์ การเป็นต้นแบบในการพัฒนาท้องถิ่นตนเอง ที่จะส่งต่อให้กับคนรุ่นหลังต่อไปและยังสามารถนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์เพื่อพัฒนาชีวิต สร้างทัศนคติที่ดีของตนเอง และครอบครัว ทั้งยังได้สร้างผลต่อจิตใจ ที่เกิดจากความสุขต่อกลุ่มคนที่มาทำงานพิพิธภัณฑ์ร่วมกัน เป็นความสุขที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกได้แบ่งปันให้ผู้อื่น การได้ทำงานร่วมกับครอบครัว และเพื่อนฝูงที่ผูกพัน ได้ช่วยเหลือชุมชนท้องถิ่นบ้านเกิดของตนเองเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และการได้รับการยอมรับจากผู้อื่น สิ่งเหล่านี้นั้นคือแรงผลักดันของคณะทำงานในการทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ซึ่งเมื่อประมวลผลของการสื่อความหมายในพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุง แล้วทำให้ได้พบถึงการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีต่อพิพิธภัณฑ์ ชุมชน และคนทำงานพิพิธภัณฑ์ ที่ส่งผลพัฒนาให้เกิด “การร่วมเป็นพลังในการรักษาคุณค่า”ความเป็นท้องถิ่นผ่านพิพิธภัณฑ์ที่จะมีความต่อเนื่องตลอดไป   เอกสารอ้างอิง   ธีระภัทรา เอกผาชัยสวัสดิ์. (2554). ชุมชนศึกษา (Community Study). กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สุภางค์ จันทวานิช. (2557). วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 22. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). พิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย, สืบค้น 19 เมษายน 2563. จากhttps://db.sac.or.th/museum/ Sirivanichkul, Jirawan; Saengratwatchara, Supornchai & Damrongsakul, Weeranan. (2017).The Emerging Local Museum and Its Meaning through Local People. 13thINTERNATIONAL CONFERENCE ON THAI STUDIES GLOBALIZED THAILAND? CONNECTIVITY, CONFLCT, AND CONUNDRUMS OF THAI STUDIES 15-18 JULY 2017 CHING MAI, THAILAND PROCEEDINGS,1648-1666. Retrieved fromhttps://icts13.chiangmai.cmu.ac.th/documents/FIINAL_R -SRI_NEW_MARCH_2019.pdf Sirivanichkul, Jirawan; Saengratwatchara, Supornchai & Damrongsakul, Weeranan. (2017).The Existence of Local Museum in Thailand: A Case Study of 14 Local Museums in Central Region. 13thINTERNATIONALCONFERENCE ON THAI STUDIES GLOBALIZED THAILAND? CONNECTIVITY, CONFLCT, AND CONUNDRUMS OF THAI STUDIES 15-18 JULY 2017 CHING MAI, THAILAND PROCEEDINGS, 1667 -1690. Retrieved from https://icts13.chiangmai.cmu.ac.th/documents /FIINAL_R-SRI_NEW_MARCH_2019.pdf   สัมภาษณ์ ประทีป อ่อนสลุง. พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุง. (18 พฤษภาคม 2561). พยอม  อ่อนสลุง. พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุง. (9 พฤษภาคม 2561). จิตติ อนันสลุง. พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุง. (8 พฤษภาคม 2561). วิเชียร ยอดสลุง. พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุง. (18 พฤษภาคม 2561). บำรุง บุญมา. พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุง. (14 พฤษภาคม 2561). เที่ยว  สลุงอยู่. พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุง. (14 พฤษภาคม 2561). อุทัย อ่อนสลุง. พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุง. (11 พฤษภาคม 2561). สุรชัย เสือสูงเนิน. พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุง. (10 พฤษภาคม 2561). เสนาะ โชคมหาชัย. พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุง. (7 พฤษภาคม 2561). กนกวรรณ ยาบ้านแป้ง. พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุง. (8 พฤษภาคม 2561). ธราเทพ อนันสลุง. พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุง. (13 พฤษภาคม 2561). กะ ลำไยจร. พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุง. (12 พฤษภาคม 2561). วรรณิศา สำราญสลุง. พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านไทยเบิ้งโคกสลุง. (13 พฤษภาคม 2561). [1]บทความนี้ได้รับการคัดเลือกจากการประชุมวิชาการพิพิธภัณฑ์และมรดกวัฒนธรรม วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ณ พิพิธภัณฑ์ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  โดยการสนับสนุนจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) [2]สาขาสถาปัตยกรรมภายใน คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี E-mail: nanny_5@hotmail.com

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านริมแม่น้ำน่าน จังหวัดพิษณุโลก: จากของเก่า-ของโบราณสู่การบูรณาการองค์ความรู้เพื่อชุมชน

22 มีนาคม 2556

แม่ น้ำน่านเป็นแม่น้ำสาขาสายสำคัญของแม่น้ำเจ้าพระยา มีต้นกำเนิดจากเทือกเขาในเขตจังหวัดน่าน แล้วไหลผ่านจังหวัดน่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร และไหลมาบรรจบกับแม่น้ำยมและแม่น้ำปิงที่จังหวัดนครสวรรค์จนกลายแม่น้ำเจ้า พระยา สองฝั่งแม่น้ำน่านช่วงที่ไหลผ่านจังหวัดพิษณุโลกเต็มไปด้วยเรื่องราวทางด้าน ประวัติศาสตร์ การตั้งถิ่นฐาน เศรษฐกิจ ความเชื่อและวัฒนธรรมที่น่าสนใจซ่อนอยู่มากมายอย่างที่เราไม่เคยทราบมาก่อน สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นข้อมูลเบื้องต้นหรือข้อมูลพื้นฐานที่ชุมชนสามารถนำ มาบูรณาการหรือประยุกต์ใช้ในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์และคุณค่าได้ ตลอด ความยาวกว่า 130 กิโลเมตรที่แม่น้ำน่านในเขตจังหวัดพิษณุโลก พบว่ามีหลายชุมชนที่มีการสร้างสรรค์วัฒนธรรมหรือนำสิ่งที่มีอยู่ในชุมชนมา ประยุกต์ใช้และสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรวบรวมโบราณวัตถุ ข้าวของเครื่องมือเครื่องใช้ในอดีตมาจัดทำพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน การนำเรือเอี่ยมจุ๊นที่เลิกใช้แล้วขึ้นบกมาทำเป็นห้องสมุดหรือแหล่งเรียนรู้ ของชุมชน สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นถึงแนวความคิดทางด้านการอนุรักษ์และ บูรณาการองค์ความรู้ท้องถิ่นของผู้คนริมฝั่งแม่น้ำน่าน จังหวัดพิษณุโลกได้เป็นอย่างดี ผู้เขียนจึงขอนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่มีอยู่ริมฝั่งแม่ น้ำน่านในปัจจุบัน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการบูรณาการวัฒนธรรมริมน้ำเพื่อให้เกิด ประโยชน์สูงสุด นอกเหนือจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระพุทธชินราช ที่ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร พิพิธภัณฑ์เมืองพิษณุโลก ที่ตั้งอยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม (ส่วนวังจันทน์)และพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน จ่าทวี ซึ่ง รวบรวมโบราณวัตถุและข้าวของเครื่องใช้ของชาวพิษณุโลกในอดีตมาจัดแสดงแล้ว ในชุมชนริมฝั่งแม่น้ำน่านยังมีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่ชุมชนท้องถิ่นร่วมกัน สร้างสรรค์ขึ้นอีกหลายแห่ง ล้วนแล้วแต่มีสิ่งของที่น่าสนใจไม่แพ้พิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่เลยทีเดียว 1. พิพิธภัณฑ์วัดท่าตะเคียน ตั้ง อยู่ภายในวิหารหลวงพ่อทองสุข วัดท่าตะเคียน ตำบลจอมทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก วัดท่าตะเคียนเป็นวัดโบราณแต่ไม่ปรากฏร่องรอยโบราณสถานแล้ว เนื่องจากว่ามีการสร้างโบสถ์หลังใหม่ทับ แต่ยังปรากฏใบเสมาหินชนวนศิลปะอยุธยาตอนกลางหลายใบปักอยู่รอบโบสถ์ วัดนี้ยังมีพระพุทธรูปปูนปั้นเก่าแก่อยู่ในวิหารชื่อว่าหลวงพ่อทองสุข ภายในวิหารนี้ยังถูกจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นด้วยภายในวิหารมีการจัดแสดง พระพุทธรูปโบราณศิลปะพื้นบ้าน เครื่องถ้วยลายคราม ตู้พระธรรมลายรดน้ำ คัมภีร์ใบลาน สมุดข่อยและผ้าห่อคัมภีร์ ซึ่งเป็นฝีมือของชาวลาวที่ถูกกวาดต้อนมาตั้งถิ่นฐานในสมัยรัชกาลที่ 3 2. พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดบางทราย ตั้ง อยู่ในวัดบางทราย ตำบลวังน้ำคู้ อำเภอเมืองพิษณุโลก บ้านบางทรายเป็นชุมชนโบราณเก่าแก่ปรากฏชื่อในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีว่า เป็นที่ตั้งทัพริมแม่น้ำน่านแห่งหนึ่งของพระเจ้ากรุงธนบุรีคราวศึกอะแซหวุ่น กี้ พ.ศ.2318 ภายในวัดบางทรายยังมีพระพุทธรูปปูนปั้นเก่าแก่เหลืออยู่เป็นหลัก ฐาน ในอดีตเคยมีใบเสมาเก่าและเครื่องสังคโลกจำนวนมากแต่ถูกโจรกรรมไป ต่อมาจึงได้มีการจัดทำพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดบางทรายขึ้นเพื่อเก็บรักษาข้าว ของเครื่องใช้ที่เหลืออยู่โดยได้รับการสนับสนุนจากเทศบาลตำบลบ้านใหม่เมื่อ ปี พ.ศ.2548 เป็นอาคารเรือนไทยสามหลังติดกัน ภายในจัดแสดงโบราณวัตถุต่างๆ ที่วัดเก็บรักษาไว้ เช่น เครื่องถ้วย พระพุทธรูป ตาลปัตร ถ้วยรางวัลที่ทางวัดได้รับในการแข่งเรือยาวประเพณี 3. พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดสว่างอารมณ์ ตั้ง อยู่ในวัดสว่างอารมณ์ ตำบลท่าทอง อำเภอเมืองพิษณุโลก วัดสว่างอารมณ์เป็นวัดโบราณมีการพบซากโบสถ์ซึ่งเป็นโบราณสถานสมัยอยุธยาตอน ต้น ขณะนี้กำลังได้รับการบูรณะโดยชาวบ้านซึ่งมีการดัดแปลงเพื่อให้ใช้ประโยชน์ ได้ รอบโบสถ์มีใบเสมาหินทรายสมัยอยุธยาปักอยู่หลายใบ ภายในวัดมีการจัดทำพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านตามโครงการศูนย์ส่งเสริมวัฒนธรรมไทย สายใยชุมชนของกระทรวงวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านเป็นอาคารสองชั้น ภายในจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ที่เกี่ยวกับการดำรงชีวิตของชาวบ้านในอดีตและ โบราณวัตถุที่วัดเก็บรักษาไว้ นอกจากนี้ยังมีอาคารจัดแสดงด้านนอกที่จำลองวิธีการทำนาและการเดินทางในอดีต ด้วย 4. พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดกำแพงมณี ตั้ง อยู่บนศาลาการเปรียญหลังเก่า วัดกำแพงมณี (วัดกำแพงดินนอกเดิม)ตำบลโคกสลุด อำเภอบางกระทุ่ม ซึ่งมีการดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์ ภายในจัดแสดงคัมภีร์โบราณ อาวุธ ข้าวของเครื่องใช้และเครื่องมือประกอบอาชีพของชาวบ้านในอดีต ด้านนอกศาลายังมีการจัดแสดงเรือพื้นบ้าน เกวียน และวิธีการทอผ้าด้วย พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านแห่งนี้เกิดขึ้นจากดำริของพระครูผาสุกิจวิจารณ์ เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน ในภายหลังจึงได้รับการส่งเสริมตามโครงการศูนย์ส่งเสริมวัฒนธรรมไทยสายใย ชุมชนของกระทรวงวัฒนธรรม นอกจากนี้ที่ริมแม่น้ำน่านด้านหน้าวัด ยังมีศูนย์การเรียนรู้และห้องสมุดเรือ ซึ่ง เป็นเรือเอี้ยมจุ๊นที่พบจมอยู่ในแม่น้ำยมบริเวณบ้านกำแพงดินห่างจากวัดกำแพง มณีไปทางตะวันตกราว 2 กิโลเมตร ทางวัดจึงได้ให้ช่างไปชักลากขึ้นมาบูรณะแล้วดัดแปลงเป็นห้องสมุด เป็นห้องเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์และเป็นแหล่งเรียนรู้ทางด้านการศึกษา ของชุมชน   พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่กล่าวมานี้ ล้วนแล้วแต่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เกิดจากความร่วมมือกันของชุมชน ทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา วัดและประชาชนที่ร่วมกันสืบค้นข้อมูลในท้องถิ่น เพื่อความสามัคคีและความภาคภูมิใจของท้องถิ่นเอง ไม่ว่าจะเป็นการทำประวัติท้องถิ่น ทำพิพิธภัณฑ์ ฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิม และสร้างแหล่งท่องเที่ยวภายในชุมชนที่พร้อมจะต้อนรับนักท่องเที่ยวและผู้มา เยือนด้วยความภาคภูมิใจ นอกจากพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านทั้งสี่แห่งที่ผู้เขียนได้นำเสมอมาข้างต้นแล้ว ยังมีอีกหลายชุมชนที่กำลังพยายามจัดทำพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านขึ้นมา เพื่อเป็นศูนย์กลางแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชุมชน ตนเอง เช่น การโครงการจัดทำพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดไผ่ขอน้ำ โครงการจัดทำพิพิธภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาวัดตาปะขาวหาย โครงการจัดทำพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์บ้านปากพิงและโครงการจัดทำพิพิธภัณฑ์ พื้นบ้านวัดโพธิญาณ ซึ่งวัดทุกแห่งล้วนแล้วแต่เป็นวัดประจำชุมชนริมแม่น้ำน่านในเขตจังหวัด พิษณุโลกทั้งสิ้น ตลอดสายน้ำน่านที่ไหลผ่านจังหวัดพิษณุโลก จะเห็นได้ว่ามีแหล่งทรัพยากรทางด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี และศิลปวัฒนธรรมต่างๆ มากมายที่สามารถบูรณาการเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชนริมน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโบราณสถาน การจัดทำพิพิธภัณฑ์ การสืบค้นข้อมูลท้องถิ่น ซึ่งสิ่งที่ชุมชนเหล่านี้กำลังจะดำเนินการก็คือ การส่งเสริมให้เยาวชนเข้ามามีบทบาทในการเป็นอาสาสมัครยุวมัคคุเทศก์ประจำ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน โดยความร่วมมือกันระหว่างชุมชนกับกลุ่มประวัติศาสตร์สองข้างทาง ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ซึ่งมีรองศาสตราจารย์ ดร.จิราภรณ์ สถาปนะวรรธนะ แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวรเป็นประธานที่ปรึกษาในการจัดกิจกรรมต่างๆ กับชุมชน เพื่อให้เยาวชนรุ่นหลังเกิดความรักและภาคภูมิใจในท้องถิ่น ทั้งนี้ก็เพราะว่า ชุมชนริมแม่น้ำน่านทั้งหมดต่างก็ตระหนักดีว่าการพัฒนาคนนั้นสำคัญกว่าการ พัฒนาสิ่งใด *นัก ศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และที่ปรึกษากลุ่มประวัติศาสตร์สองข้างทาง ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร.

ความพัวพัน: ประวัติศาสตร์อาณานิคม ศิลปะ และวัตถุชาติพันธุ์ ตัวอย่างจากพิพิธภัณฑ์ในเยอรมนี*

11 เมษายน 2562

*แปลและเรียบเรียงจาก Iris Edenheiser, 2017, ‘Entanglements: colonial history, arts, and “ethnographic object”- examples from German Museums. In Zvjezdana Antos, Annette B. Fromm, Viv Golding (eds), Museum and Innovations. Newcastle-Upon Tyne: Cambridge Scholars Publishing.  โดย ปณิตา สระวาสี นักวิชาการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)--------------------เหมือนกันหรือแตกต่าง? การพัฒนาล่าสุดของพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์ในเยอรมนี                 ในช่วง 10 ปีหลังนี้ พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์หลายแห่งในประเทศที่พูดภาษาเยอรมันมีการออกแบบการจัดแสดงใหม่และเปิดให้บริการอีกครั้ง ที่กำลังจะเปิดตัวในไม่ช้านี้และถูกพูดถึงมากที่สุดคือ Humboldt Forum  โครงการด้านวัฒนธรรมที่ใหญ่ที่สุดและได้รับงบประมาณสนับสนุนมากที่สุดจากรัฐบาลเยอรมนี  พิพิธภัณฑ์แห่งนี้วางไว้ว่าจะเปิดตัวในปี ค.ศ. 2019 เป็นการนำคอลเล็กชั่นของ Ethnologisches Museum หนึ่งพิพิธภัณฑ์ที่มีคอลเล็กชั่นทางชาติพันธุ์จากทั่วโลกมากที่สุด มาจัดแสดงกลางเมืองเบอร์ลิน โดยแผนงานของโครงการ จะมีซีรี่ย์ของกลุ่มนิทรรศการชั่วคราวเชิงทดลอง  หลายอันจัดแสดงในเชิงศิลปะที่ได้รับการสร้างสรรรค์ขึ้นเพื่อจะทดลองรูปแบบใหม่ของการนำเสนอวัตถุชาติพันธุ์  อย่างไรก็ดีในส่วนนิทรรศการถาวรจะยังคงนำเสนอวัฒนธรรมที่แบ่งตามภูมิภาคของคอลเล็กชั่นที่มี หลักการคล้ายๆ กันนี้ถูกใช้ต่อมาโดยพิพิธภัณฑ์ Grassi Museum fur Volkerkunde zu Leipzig ที่เพิ่งเปิดบริการส่วนห้องจัดแสดงวัฒนธรรมในภูมิภาคต่างๆ ใหม่อีกครั้ง ระหว่างปี ค.ศ. 2006-2009             แนวโน้มในภาพรวมของการจัดแสดง ที่มีลักษณะการเชิญศิลปินและนักออกแบบมาทำงานกับคอลเล็กชั่นชาติพันธุ์ เป็นหลักการที่นำโดย Clementine Deliss ผู้อำนวยการคนก่อนของพิพิธภัณฑ์ Frankfurter Weltkulturen ผู้ซึ่งเสนอมุมมองที่ท้าทายของ “พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์” (ethnographic museum) ที่เป็นการวางกรอบใหม่ในฐานะ “พิพิธภัณฑ์หลังชาติพันธุ์” (post-ethnographic museum)  นอกจากนี้ยังมีพิพิธภัณฑ์ Rautenstrauch-Joest-Musuem-Kulturen der Welt ในเมืองโคโลญจน์ ที่เปิดตัวนิทรรศการถาวรใหม่ ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นในปี ค.ศ. 2010 และได้ชื่อว่าว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ยุโรปแห่งปีใน ปี ค.ศ. 2012  สำหรับการจัดแสดงในนิทรรศการถาวร พิพิธภัณฑ์ได้ดำเนินตามแนวทางการทำนิทรรศการของตนเองตั้งแต่ทศวรรษ 1980   โดยมุ่งเน้นการจัดแสดงแบบธีมมากกว่าการแบ่งตามภูมิภาค เช่น “พิธีกรรม” “พื้นที่อยู่อาศัย” “ศาสนา” “ความตายและชีวิตหลังความตาย” ซึ่งนำเสนอด้วยการเน้นวัตถุจัดแสดงที่ดึงดูดสายตาผู้ชมอย่างทรงพลัง  การจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ Rautenstrauch-Joest-Museum-Kulturen der Welt ที่มาภาพ: www.museenkoeln.de/rautenstrauch-joest-museum             ในสวิตเซอร์แลนด์  พิพิธภัณฑ์ Museum der Kulturen Basel  ทำให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างเมื่อพิพิธภัณฑ์เปิดตัวอีกครั้งในปี ค.ศ. 2011  โดยใช้แนวคิดมานุษยวิทยาร่วมสมัยเช่น เรื่อง “ผู้กระทำการ” (agency)  “ความรู้” (knowledge) และ “การสร้างความหมาย” (enactment) เป็นตัวร้อยเรียงนิทรรศการ และทำให้วัตถุแลดูพิเศษภายใต้การจัดแสดงในกล่องสี่เหลี่ยมสีขาว  เป็นการสร้างสรรค์ที่คล้ายคลึงกันอย่างมากในแบบที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะนิยมกระทำกัน ส่วนการจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์ Volkerkundemuseum der Universitat  Zurich ที่ทำการบูรณะใหม่ในปี ค.ศ. 2004 ได้หันกลับไปสู่รากเดิม คือการวิเคราะห์ชาติพันธุ์จากวัฒนธรรมวัตถุ และเน้นไปที่ทักษะการผลิตและการใช้งานวัตถุ             การพัฒนาล่าสุดดังกล่าวนำไปสู่ความสนใจใหม่ต่อคอลเล็กชั่นวัตถุชาติพันธุ์ในความรับรู้เชิงสาธารณะของคนเยอรมัน ขอบเขตของบทความนี้จะไม่ได้สำรวจสถานภาพของแนวทางพัฒนาที่หลากหลายทั้งหมดเกี่ยวกับนิทรรศการที่ว่าด้วยเรื่องวัตถุชาติพันธุ์ แต่จะเน้นไปที่สองนิทรรศการที่เป็นโครงการโดยตรงของผู้เขียน นิทรรศการแรกจัดแสดงไปแล้ว ส่วนอีกนิทรรศการกำลังจะมีขึ้นในอนาคต ซึ่งจะแสดงให้เห็นสองธีมหลักของข้อถกเถียงในปัจจุบัน และยังแสดงถึงเป้าหมายสำคัญของการประชุม International Committee for Museums of Ethnography ปี ค.ศ. 2014  โดยในส่วนแรกจะแสดงตัวอย่าง World Cultures Collections ของพิพิธภัณฑ์ Reiss-Engelhorn-Museen ที่เมือง Mannheim ผู้เขียนมีข้อโต้เถียงเรื่องความเป็นประวัติศาสตร์ของคอลเล็กชั่นวัตถุชาติพันธุ์ โดยเฉพาะเรื่องประวัติศาสตร์อาณานิคม ปัจจุบันไม่มีพิพิธภัณฑ์ใดที่อธิบายข้างต้นที่หันความสนใจในประวัติศาสตร์ที่มีปัญหาของคอลเล็กชั่นวัตถุชาติพันธุ์ในการจัดแสดงนิทรรศการถาวรของตนเองยกเว้นพิพิธภัณฑ์ Weltkulturen Museum ที่แฟรงค์เฟิร์ต  คือส่วนใหญ่นิทรรศการพิเศษเหล่านั้นมักที่ให้สุ้มเสียงศิลปินมากกว่าการตีความคอลเล็กชั่นในทางประวัติศาสตร์ที่อยู่บนพื้นฐานเชิงวิชาการ  ในส่วนที่สองผู้เขียนจะพลิกกลับแนวโน้มที่มักเชิญชวนศิลปะและศิลปินเข้ามาสู่พิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์ โดยจะทำให้เห็นมานุษยวิทยาและการอภิปรายทางการเมืองในผลงานศิลปะและนิทรรศการศิลปะ ความเป็นประวัติศาสตร์ของคอลเล็กชั่นวัตถุชาติพันธุ์             คอลเล็กชั่นวัตถุชาติพันธุ์ที่เกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์อาณานิคม กลายมาเป็นประเด็นที่ถูกเน้นย้ำกันมากเมื่อไม่นานมานี้ในแวดวงวิชาการและการรับรู้สาธารณะของประวัติศาสตร์อาณานิคมเยอรมนี ในเชิงวิชาการและสังคมโดยรวมให้ความสำคัญกับระบอบนาซีและสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งสองเรื่องครอบงำวาทกรรมประวัติศาสตร์เยอรมันเป็นอย่างมาก เยอรมนีเรียกได้ว่าเป็นมหาอำนาจอาณานิคมในยุคหลังๆแล้ว และปัจจุบันได้หยิบยกประวัติศาสตร์อาณานิคมขึ้นมาพิจารณากันใหม่  มีการดีเบตสาธารณะเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์ โดยเฉพาะตั้งแต่การวางแผนโครงการHumboldt-Forum โดยมีจุดยืนสำคัญที่เป็นแนวโพสต์โคโลเนียล/ถอดรื้อโคโลเนียลในเชิงวิพากษ์ ตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของการได้มาและการเมืองในการสร้างภาพตัวแทนในบริบทอาณานิคมระหว่างช่วงเวลาการก่อรูปพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์และหลังจากนั้น การวิพากษ์เหล่านี้ถูกพูดในวงกว้างโดยคนวงการต่างๆ แต่เกือบจะยังไม่มีมาจากคนในวงการพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์  ยกเว้นพิพิธภัณฑ์ Weltkulturen Museum ในแฟรงเฟิร์ต             การโต้เถียงในประเด็นนี้ได้เริ่มขึ้นแล้วกับ World Cultures Collection ที่พิพิธภัณฑ์ Reiss-Engelhorn-Museen (REM) เมือง Mannheim ที่กำลังอยู่ในช่วงวางแผนนำคอลเล็กชั่นชาติพันธุ์กลับมาสู่การรับรู้สาธารณะผ่านการจัดแสดงชุดใหม่หลังจากที่ปิดตัวไปเกือบสิบปี ในกระบวนการดังกล่าว เป้าประสงค์หลักเป็นการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์คอลเล็กชั่นอย่างถี่ถ้วน โดยการเน้นเรื่องเล่าที่เกี่ยวพันกับอาณานิคมในตัววัตถุและจดหมายหมายเหตุที่เกี่ยวข้อง กรอบคิดใหม่นี้วางบนพื้นฐานการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์มากกว่าการวิจัยหรือปฏิบัติการเชิงศิลปะ ที่นิยมประยุกต์ใช้ในพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ก่อนหน้านี้  ที่ในบางกรณีคนที่บุกเบิกแนวคิดนั้นมาใช้ มองราวกับว่าศิลปะในตัวมันเองไม่มีอคติ เข้าใจ “วัตถุทางชาติพันธุ์” ว่าเป็นสิทธิพิเศษมากกว่าเรื่องเความชอบธรรม             วัตถุและภาพถ่าย รวมถึงจดหมายเหตุของ World Cultures Collection ที่พิพิธภัณฑ์ Reiss-Engelhorn-Museen (REM) พัวพันกับอาณานิคมในหลากหลายระดับ คอลเล็กชั่นพูดถึงผู้กระทำการระดับเมือง Mannheim และเมืองรอบๆ ซึ่งเกี่ยวพันในทางการเมืองและการค้าอาณานิคมระดับโลก เช่น Theodor Bumiller ผู้แทนของกองกำลัง Kaiserliche Schutztruppe อาณานิคมเยอรมัน-แอฟริกาตะวันออก และยังเป็นผู้มีชื่อเสียงระดับท้องถิ่นใน Mannheim เขาเขียนบันทึกราชการประจำวันเกี่ยวกับกองทัพในอาณานิคมเยอรมัน-แอฟริกาตะวันออก ปัจจุบันอยู่ในจดหมายเหตุของ World Cultures Collection ที่ REM พร้อมกับภาพถ่ายจำนวนหนึ่งของ Bumiller ในช่วงที่เขาบังคับการในอาณานิคม นอกจากนี้เขายังนำวัตถุจำนวนมหาศาลจากแอฟริกาตะวันออกกลับมา ซึ่งต่อมาเขาและภรรยาได้บริจาคให้กับพิพิธภัณฑ์ วัตถุชิ้นหนึ่งคืองาช้างสีขาวใหญ่ยักษ์ที่ยังไม่ได้แกะสลัก ที่สามารถอธิบายอีกแง่มุมของระบอบอาณานิคมนั่นคือ เรื่องของผู้กระทำการที่เป็นชนพื้นเมืองในอาณานิคมและกลยุทธ์ต่างๆ ของพวกเขาที่จะดีลกับอำนาจยุโรปและบรรดาตัวแทน  งาช้างดังกล่าวเป็นของขวัญที่ Bumiller ได้รับจากมือของ Tippu Tip พ่อค้าซื้อขายทาสและงาช้างที่สร้างตัวเองจากการค้าผูกขาดทั่วแอฟริกาตะวันออก เมื่อเกิดสงครามอาณานิคมและเกิดความระส่ำระสายในสถาบันทางสังคมและอำนาจของแอฟริกาตะวันออก เขาก้าวขึ้นสู่อำนาจทางการเมืองในช่วงสุญญากาศ และกลายเป็นผู้มีอิทธิพลสูงที่สุดและร่ำรวยที่สุดในสังคมอาณานิคมแอฟริกาตะวันอก ของขวัญชิ้นล้ำค่า เช่นงาช้าง สื่อถึงความมั่งคั่งและอำนาจ ในเวลาเดียวกันทำให้เข้าใจถึงการกระชับมิตรของผลประโยชน์ของผู้ให้ในความสัมพันธ์ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมืองในอนาคตของเขา Tippu Tip พ่อค้าทาสและงาช้างผู้ร่ำรวยและทรงอิทธิพลในอาณานิคมเยอรมัน-แอฟริกาตะวันออก ที่มาภาพ: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Tippu_Tip_1889.jpg             คอลเล็กชั่นยังประกอบด้วยวัตถุที่หลากหลายจากคณะผู้เดินทางของ Franz และ Pauline Thorbecke ที่เมือง Bamender Grassfields ในแคเมรูน ซึ่งเป็นอาณานิคมเยอรมัน-แอฟริกาตะวันตก ในปี ค.ศ. 1912-13 รวมถึงคอลเล็กชั่นภาพสีน้ำของ Pauline Thorbecke ที่เป็นภาพกษัตริย์ Njoya แห่งอาณาจักร Bamum และพระมารดา Niapundunke ท่ามกลางสมาชิกสภาขุนนาง และยังมีวัตถุอีกราว 1,300 ขิ้น เช่น หน้ากากหมวกเหล็กจากคลังสมบัติของกษัตริย์  กษัตริย์ Njoya ใช้นโยบายที่เอาอกเอาใจเจ้าอาณานิคมเยอรมัน โดยการยอมรับอำนาจของเจ้าอาณานิคมและยอมรับกฎทางการค้าใหม่ เขาหวังว่าจะสร้างความสัมพันธ์อย่างสันติ ที่จะไม่ทำให้โลกศาสนา การเมือง และสังคมของอาณาจักร Bamum ถูกรบกวน จากการบุกรุกของเจ้าอาณานิคม             เหตุการณ์ต่อต้านเจ้าอาณานิคมในนามิเบีย อดีตอาณานิคมเยอรมัน-แอฟริกาตะวันตกเฉียงใต้ ที่รู้จักกันในนาม Herero and Nama uprising นำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สองกลุ่มชาติพันธุ์ มีผู้ล้มตายเป็นพันคน  คอลเล็กชั่นของ REM เก็บรักษาลายมือของ Samuel Maharero และจดหมายของ Jacob Morenga ผู้นำของเผ่า Herero และ Nama ระหว่างการลุกฮือต่อต้านเจ้าอาณานิคม และวัตถุทางวัฒนธรรมของชาว Herero ซึ่งได้มาจากทหารเยอรมันที่ตั้งกองทัพระหว่างการทำสงครามในปี ค.ศ. 1904 และ 1908             นอกจากนี้การบอกเล่าเรื่องราวของอาณานิคมเยอรมัน คอลเล็กชั่นและนิทรรศการเผยให้เห็นการพัวพันของเจ้าอาณานิคมเยอรมันและเครือข่ายต่างๆ ที่นอกเหนือจากเขตแดนของประเทศตนเองเช่น การเกี่ยวข้องในการปราบปรามกบฎนักมวยในเมืองจีนระหว่างปี ค.ศ. 1899 และ 1901 ซึ่งเหตุการณ์นี้ถูกบอกเล่าด้วยวัตถุที่มาจากพระราชวังต้องห้ามในปักกิ่งและที่อื่นๆ             ท้ายสุด  กระบวนวิธีในการสะท้อนย้อนตนเองของคอลเล็กชั่นและนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์ REM เมือง Mannheim ก็สามารถเริ่มขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น การค้นคว้าบันทึกข้อมูลของนิทรรศการเกี่ยวกับอาณานิคมในปี ค.ศ. 1937 เพื่ออธิบายให้เห็นวิธีการที่นิทรรศการสนับสนุนเป้าหมายของการล่าอาณานิคมอย่างไร โดยวิธี “การขุดค้นคอลเล็กชั่น” และการย้อนหาเรื่องราวของสถานการณ์ในอาณานิคมซึ่งผูกติดกับวัตถุต่างๆ ชีวประวัติ และความเป็นประวัติศาสตร์ของคอลเล็กชั่นวัตถุชาติพันธุ์ที่สำคัญ  วัตถุจึงมิได้ใช้เป็นเพียงภาพแทนของชาวยุโรปที่เหนือกว่า หรือมีความเป็นวัฒนธรรมที่มีขอบเขตชัดเจนตายตัวและแช่แข็งอยู่ในกาลเวลาอีกต่อไป ความเป็นมานุษยวิทยาของนิทรรศการศิลปะ                 ในปี ค.ศ. 2010 คอลเล็กชั่น Staatliche Ethnographische Sammlungen Sachsena (SES, คอลเล็กชั่นชาติพันธุ์ของเมืองแซกโซนี) กลายเป็นส่วนหนึ่งของ Staatliche Kunstsammlungen Dresden (SKD) ด้วยวัตถุประสงค์ที่ต้องการสร้างการทำงานกัอย่างในกล้ชิดระหว่างศิลปะและคอลเล็กชั่นวัตถุชาติพันธุ์ สิ่งหลักที่เป็นผลมาจากการรวมตัวกันดังกล่าวคือ โครงการความร่วมมือกับพิพิธภัณฑ์วาติกันในการทำ “พิพิธภัณฑ์อินเดียน” ของ Ferdinand Pettrich(1798-1872) ศิลปินประติมากรที่กำเนิดในเมืองเดรสเดน ผลงานประติมากรรมของเขาได้รับอิทธิพลนีโอคลาสสิก  ช่วงทศวรรษ 1830  Pettrich อาศัยและทำงานในวอชิงตันดีซีและฟิลาเดลเฟีย เขาผลิตงานปูนปั้นชนพื้นเมืองอเมริกันผู้ซึ่งเป็นตัวแทนเพื่อไปต่อรองสนธิสัญญาเรื่องที่ดินและสันติภาพ พิพิธภัณฑ์วาติกันเป็นเจ้าของผลงานเหล่านี้ โดยจัดแสดงที่ Albertinum ในเมืองเดรสเดน ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เก็บรักษาผลงานศิลปะโมเดิร์นและร่วมสมัยและคอลเล็กชั่นรูปปั้นที่มีชื่อเสียง    โดยทำนิทรรศการชื่อ “Tecumseh, Keokuk, Black Hawk: Portrayals of Native American in Times of Treaties and Removal”  จะเห็นได้ว่าการตั้งชื่อลักษณะนี้ ไม่ใคร่จะเกี่ยวกับศิลปะหรือตัวศิลปินแต่อย่างใด             ประติมากรรมชนพื้นเมืองอเมริกันของ Pettrich ถูกตีความว่าได้รับอิทธิพลจากศิลปะสกุลนีโอคลาสสิก เป็นกลาง และแปลกตาในฉบับศิลปะยุคอาณาจักรโรมัน ภัณฑารักษ์ต้องการแสดงถึงบริบททางการเมืองระหว่างที่ Pettrich สร้างผลงานและนำเอาเสียงชนพื้นเมืองอเมริกันในตอนนั้นออกมาให้เห็น  โดยในปี ค.ศ. 1830 กฎหมายการโยกย้ายชนพื้นถิ่นอเมริกันเพิ่งผ่านสภาคองเกรส ตัดสินว่าชนพื้นเมืองที่อาศัยในฝั่งตะวันออกของแม่น้ำมิสซิสซิปปี้ไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของชาติสหรัฐอเมริกา ทำให้พวกเขาต้องย้ายถิ่นไปอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำ นิทรรศการ Cherokee Trail of Tears เป็นผลพวงมาจากการบังคับย้ายถิ่นครั้งนั้นซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตของชนพื้นเมือง ผลงานศิลปะในตัวมันเองไม่ได้ส่งผ่านหรือแสดงถึงบริบททางการเมือง ดังนั้นวิธีการที่เราเอามาใช้จัดแสดงคือการให้ผู้ชมเข้าใจบริบทในการสร้างงาน             ทางเข้านิทรรศการนำเสนอตัวบทกฎหมายการโยกย้ายชนพื้นถิ่นอเมริกัน จัดแสดงติดกันต่อจากภาพวาดลายเส้นของ Pettrich ที่วาดชนพื้นเมืองกำลังต่อสู้กับปิศาจแห่งท้องทะเล ทั้งนี้มีมุมมองสองอย่างที่นำเสนอไปพร้อมกันในผลงานศิลปะนี้  คือมองศิลปะในแง่ความเก่าแก่และแปลกตา และความเป็นจริงทางการเมืองไปพร้อมกัน   ส่วนต่อมาเป็นผลงานประติมากรรมที่นำเสนอในโถงนิทรรศการหลัก เน้นรูปแบบความงาม  ผู้ชมสามารถรับรู้ได้ถึงความงดงาม ความแปลกตาต่อชิ้นงาน ขณะที่ฝาผนังโดยรอบจะโค้ดคำพูดของชนพื้นเมืองที่ปรากฏในงานของ Pettrich รวมถึงคำพูดนักการเมืองอเมริกัน-ยุโรปและบรรดาศิลปินด้วย คล้ายกับเป็นแนวนำเรื่องเพื่อให้เห็นบริบทการเมือง ทำให้เห็นวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงและสถานการณ์ที่ถูกคุกคามของชนพื้นเมืองในตอนนั้นอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ป้ายคำอธิบายผลงานรายชิ้นจะสนทนากับข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่เป็นแบบปั้น โดยแทบจะไม่ได้พูดเรื่องประวัติศาสตร์ศิลปะเลย             การจัดแสดงในส่วนการดำเนินชีวิตของ Pettrich เป็นรูปปั้นครึ่งตัวเขา หนึ่งในวัตถุส่วนบุคคลที่มีชื่อเสียง บ่งบอกความเป็นชนชั้นกลางไปจนถึงระดับบน แสดงถึงสถานภาพในสังคมและความสำเร็จในชีวิตของเขา คู่ขนานไปความหมายดังกล่าวเป็นการจัดแสดงวัฒนธรรมและศิลปะของชนพื้นเมือง เราเลือกวัตถุจากช่วงเวลาเดียวกันจากชนพื้นเมืองเฉพาะกลุ่มที่สื่อความหมายไปในทางเดียวกัน คือเรื่องของการประสบความสำเร็จในชีวิต เช่น สถานภาพทางสังคม, อำนาจ, และชื่อเสียงในสังคมของชนพื้นเมือง  นำเสนอวัตถุที่ตกทอดในครอบครัวจากรุ่นสู่รุ่น เช่นเดียวกันกับรูปปั้นครึ่งตัวในบริบทสังคมยุโรปที่มักเป็นมรดกในครอบครัว วัตถุพื้นเมืองในนิทรรศการดังกล่าวยังรวมถึงเสื้อคลุมที่ทำจากหนังควายที่บ่งบอกถึงความสำเร็จของเจ้าของและสร้อยคอที่ทำจากอุ้งตีนหมี             ผลงานชิ้นเอกของนิทรรศการนี้คือ งานประติมากรรมที่ชื่อ “Dying Tecumseh”  Shawnee Tecumseh เป็นทั้งผู้นำทางการเมือง นักรบ นักคิด ผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชนพื้นเมืองอเมริกัน-ยุโรป เขาพยายามจะรวมกลุ่มพันธมิตรชนพื้นเมืองเพื่อต่อต้านรัฐบาลสหรัฐอเมริกาด้วยวิธีการสู้รบ เขาตายในสงครามบริติช-อเมริกันเมื่อปี ค.ศ. 1813  Pettrich ปั้นเขาในฐานะวีรบุรุษที่ต่อสู้อย่างกล้าหาญแต่ประสบความพ่ายแพ้ในที่สุด  ทั้งนี้การหลอมรวมความเป็นชนพื้นเมืองร่วมสมัยและการให้มุมมองที่ไม่สิ้นหวังของเขาถูกนำเสนอไปพร้อมๆ กันผ่านการนำเสนอหนังเรื่อง “Tecumseh’s Vision”  ซึ่งฉายในห้องแยกต่างหากออกไป ในหนังเล่าถึง Shawnee และนักคิดชนพื้นเมืองอเมริกันคนอื่นๆ ที่กล่าวถึงความหมายของ Tecumseh ที่มีต่ออัตลักษณ์ชนพื้นเมืองอเมริกันในปัจจุบัน             Black Hawk เป็นหัวหน้าอีกชนเผ่าหนึ่งที่ Pettrich ปั้นขึ้น ความทรงจำในชีวิตของเขาถูกเล่าและให้ล่ามบันทึกตามคำพูดของเขา ซึ่งทุกวันนี้บันทึกดังกล่าวถือเป็นอัตชีวประวัติชิ้นแรกของชนพื้นเมืองอเมริกัน คล้ายกับการจัดแสดงของ Tecumseh คือมีการติดตั้งห้องสี่เหลี่ยมดำที่เปิดเสียงของผู้ที่อ่านบันทึกของ Black Hawk ขณะที่เขาเดินทางจากฝั่งตะวันออกไปยังวอชิงตัน ซึ่งเป็นบริบทสำคัญของชิ้นงานนี้ของ Pettrich ผลงาน Dying Tecumseh ที่มาของภาพ: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Ferdinand_Pettrich_-_The_Dying_Tecumseh_-_Smithsonian.jpg             ท้ายสุดคือการนำเสนอผลงานร่วมสมัยชื่อ “Ghost in the machine” เป็นรูปปั้นเทพีอาเธนาของไมรอนที่ถูกผูกติดอยู่กับตู้เย็น โดยศิลปินชื่อ Jimmie Durham ซึ่งตั้งแสดงอยู่บริเวณทางออกนิทรรศการ หากภาพตัวแทนของชนพื้นเมืองโดยผลงานของ Pettrich ได้รับอิทธิพลนีโอคลาสสิกที่หยังรากลึกในประวัติศาสตร์ศิลปะยุโรป ผลงานของ Durham ก็ได้นำเอาพื้นฐานรากศิลปะของยุโรปดังกล่าวมาบิดอย่างเย้ยหยัน             ตลอดข้อเขียนข้างต้น ผู้เขียนมองความพัวพันในสองลักษณะ คือ ทั้ง “วัตถุชาติพันธุ์” และผลงานศิลปะ พัวพันอย่างลึกซึ้งในประวัติศาสตร์อาณานิคมกระแสหลักและประวัติส่วนบุคคล ซึ่งสามารถนำเสนอความเป็นประวัติศาสตร์ของคอลเล็กชั่นชาติพันธุ์และมานุษยวิทยาในศิลปะในการจัดแสดงนั้น แต่สิ่งที่เป็นความพัวพันระหว่างกระบวนการวิจัยและการจัดแสดงวัตถุเหล่านี้เป็นมุมมองเชิงหลักวิชาต่างๆ ที่ต้องมองวัตถุด้วยการตั้งคำถาม  ทั้งนี้ด้วยการทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานจากหลายสาขาวิชา เราสามารถแสดงให้เห็นความต่าง ทั้งจากมุมผู้สร้างสรรค์ผลงานและจากผู้ใช้งาน.