+

โครงการวิจัย โควิด-19 กับสังคมไทย: บันทึกวิกฤติและประสบการณ์การรับมือไวรัสโคโรนา

แหล่งทุน สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน)

หัวหน้าโครงการ นายแพทย์ ดร. โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์

คณะผู้วิจัยหลัก ดร.สายพิณ ศุพุทธมงคล, ดร.นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ, ดร.บุษบงก์ วิเศษพลชัย, ชัชชล อัจนากิตติ, พลินี เสริมสินศิริ, สุนีย์ สุขสว่าง

สาระสำคัญของโครงการ

จากปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2563 ซึ่งเกิดขึ้นในตลาดกลางกุ้งและเขตชุมชนแรงงานพม่าในจังหวัดสมุทรสาคร และแพร่กระจายออกไปในจังหวัดอื่นๆ อย่างรวดเร็ว ได้สร้างความวิตกกังวลแก่ประชาชน และส่งผลกระทบทางสุขภาพ สังคมและเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม หน่วยงานของรัฐจึงมีมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างเร่งด่วน ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร(องค์การมหาชน) ตระหนักว่าปัญหาโรครระบาดโควิด-19 มิได้เป็นเรื่องทางการแพทย์และสาธารณสุขเท่านั้น แต่เกี่ยวข้องกับสังคม วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนทุกกลุ่ม ซึ่งจำเป็นต้องบันทึกและเก็บข้อมูลประสบการณ์ของคนกลุ่มต่างๆ เพื่อใช้เป็นบทเรียนสำหรับการศึกษามิติสังคมของโรคระบาดในอนาคต จึงร่วมมือกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เพื่อดำเนินโครงการวิจัยเป็นระยะเวลา 1 ปี (เดือนมีนาคม 2564 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2565) โดยมีประเด็นศึกษา 5 เรื่อง คือ

  1. ศึกษาสถานการณ์ นโยบายและปฏิบัติการเพื่อการควบคุมโรค
  2. ศึกษาวิธีปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข
  3. ศึกษาประสบการณ์การทำงานและความรู้สึกของเจ้าหน้าที่
  4. บันทึกเรื่องราวชีวิตของผู้ที่ได้รับผลกระทบ
  5. วิเคราะห์บทเรียนการทำงานในพื้นที่ระบาด

  • แนวทางและประเด็นที่จะดำเนินการบันทึกและติดตามศึกษาในแต่ละวัตถุประสงค์
    (1) การบันทึกสถานการณ์ นโยบายและปฏิบัติการเพื่อการควบคุมโรค

    สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทำให้ต้องมีการประเมินสถานการณ์ที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจ ท่ามกลางแรงกดดันต่าง ๆ เป็นบทเรียนสำคัญที่ควรมีการจดบันทึกแบบ realtime ระบบจัดการด้านข้อมูลและกลไกการตัดสินใจในระดับต่าง ๆ เป็นอย่างไร มีอคติ ข้อจำกัดและการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไร นโยบายและแนวทางการปฏิบัติที่กำหนดขึ้น เกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้างเมื่อนำไปปฏิบัติ มีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและระบบ feedback ทำงานอย่างไร รวมทั้งระบบการแจ้งเตือนและรับคำร้องเรียนต้องเผชิญกับปัญหาและความท้าทายอะไรบ้าง

    (2) การบันทึกประสบการณ์และวิธีปฏิบัติงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข

    การทำงานของหน่วยงานทางการแพทย์และสาธารณสุขในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 มีหลายสิ่งที่เป็นเรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย เช่น การสร้างโรงพยาบาลสนาม การจัดการเวชภัณฑ์และเครื่องมือทางการแพทย์ การจัดการเรื่องกำลังคน เช่น การระดมทีมแพทย์และพยาบาลมาจากพื้นที่อื่น การทำงานของเจ้าหน้าที่ในห้องแล็บ การสอบสวนและตรวจสอบไทม์ไลน์ของผู้ติดเชื้อ การประชุมผู้บริหารด้านสาธารณสุข เป็นต้น การเก็บข้อมูลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า รวมทั้งติดตามบันทึกความเปลี่ยนแปลงที่เกิดในพื้นที่จะเป็นบทเรียนสำหรับการค้นหาและประเมินการทำงานที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในอนาคต

    (3) การบันทึกประสบการณ์และความรู้สึกของบุคลากรด้านการควบคุมโรค

    ในการทำงานในพื้นที่ที่มีการระบาด เจ้าหน้าที่ฝ่ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) เจ้าหน้าที่ภาคสนาม และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานของรัฐที่ต้องตั้งด่านและเข้าเวร ล้วนต้องเผชิญกับความเครียด ความวิตกกังวล และความไม่มั่นใจกับเรื่องความปลอดภัย ในบางครั้ง ต้องปฏิบัติงานท่ามกลางความขาดแคลนของเวชภัณฑ์และเครื่องมือต่าง ๆ บุคลากรมีการรับรู้และให้ความหมายต่อสิ่งที่เกิดขึ้นและต่อภารกิจการงานของตนเอง และของวิชาชีพอย่างไร สิ่งนี้จำเป็นจะต้องรีบบันทึกประสบการณ์และความรู้สึกของเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่าง ๆ ข้อมูลเหล่านี้จะสะท้อนถึงจุดแข็งจุดอ่อนของการทำงานในสถานการณ์วิกฤต รวมทั้งยังเป็นวัตถุดิบชั้นดีสำหรับการบอกเล่าเรื่องราวและเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในการทำงาน

    (4) การเก็บเรื่องราวและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับชีวิตของผู้ที่ได้รับผลกระทบ

    กลุ่มประชาชนไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือแรงงานต่างชาติ ล้วนได้รับผลกระทบในรูปแบบที่แตกต่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการถูกกักตัวอยู่ในพื้นที่ควบคุม การถูกตรวจคัดกรองและสอบสวนโรค การถูกให้หยุดงาน ซึ่งทำให้บางคนขาดรายได้ นำไปสู่ความวิตกกังวลและความเครียด สิ่งเหล่านี้มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องบันทึกเรื่องราวชีวิตของผู้ที่ได้รับผลกระทบ เรื่องราวเหล่านี้แม้จะมีการถูกนำเสนอในสื่อมวลชน แต่ก็มักไม่มีการจดบันทึกอย่างเป็นระบบเพื่อให้สามารถนำเรื่องราวของคนกลุ่มต่าง ๆ มาวิเคราะห์ให้เห็นว่าคนแต่ละกลุ่มต้องเผชิญกับปัญหาอะไร มีวิธีการแก้ปัญหาชีวิตของตัวเองอย่างไร มีการรับรู้เรื่องราวผ่านสื่อต่าง ๆ อย่างไร ต้องเผชิญกับอคติอะไรบ้าง อย่างไร ซึ่งการบันทึกเรื่องราวชีวิตของคนเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการเคารพความเป็นมนุษย์

    (5) การถอดบทเรียนการทำงานขององค์กรต่าง ๆ ในพื้นที่ระบาด

    ภายใต้มาตรการควบคุมและป้องกันโรคระบาดโควิด-19 ในพื้นที่ที่มีการระบาดระลอกใหม่ โดยเฉพาะในจังหวัดสมุทรสาคร มีหน่วยงานต่างๆเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมาก อีกทั้งภารกิจหลายอย่างเป็นสิ่งที่ต้องร่วมมือกันข้ามระบบและสายงาน ทั้งภาคสาธารณสุข (health) และนอกภาคสาธารณสุข (non-health) และภาคเอกชน เช่น การสร้างโรงพยาบาลสนามในวัด หรือในโรงงาน บทเรียนในการประสานความร่วมมือให้ การทำงานที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันมีปัญหาและอุปสรรคเฉพาะหน้าอย่างไร มีเรื่องราวความสำเร็จอะไรบ้าง

  • กลุ่มเป้าหมายในการศึกษา

    กลุ่มเป้าหมายในการศึกษาประกอบด้วย 5 กลุ่ม คือ

    (1) กลุ่มผู้บริหารและผู้กำหนดนโยบาย

    (2) กลุ่มผู้ให้การรักษาพยาบาล

    (3) กลุ่มเจ้าหน้าที่ควบคุมโรค

    (4) กลุ่มเปราะบางและผู้ที่ได้รับผลกระทบ

    (5) กลุ่มประชาชนทั่วไป


  • พื้นที่ศึกษาวิจัย และระยะเวลาดำเนินงาน

    พื้นที่ศึกษาคือจังหวัดสมุทรสาครและพื้นที่ที่มีมาตรการควบคุมและป้องกันโรคระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่

    โครงการวิจัยนี้จะมีการดำเนินงานเป็นเวลา 1 ปี ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2564 ถึงกุมภาพันธ์ 2565


  • กรอบแนวคิดการวิจัย (Conceptual framework)

    เพื่อที่จะทำความเข้าใจประสบการณ์และพฤติกรรมทางสังคมของกลุ่มเป้าหมายในการศึกษาในครั้งนี้จะมีการนำแนวคิด 4 เรื่องมาใช้วิเคราะห์และอธิบาย ตามแผนภูมิข้างล่างนี้

    (1) ความทรงจำทางสังคม (Social Memory)

    หมายถึง ความทรงจำของคนจำนวนมากที่มีต่อเรื่องราวและเหตุการณ์ทางสังคมที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและการสร้างความสัมพันธ์กับคนอื่น ซึ่งความทรงจำนี้ บุคคลจะสัมผัสได้จากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มีส่วนรับรู้ รู้สึก พบเห็น และมีส่วนร่วม สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนประกอบที่สร้างความทรงจำให้คนแต่ละคน

    (2) เรื่องเล่า (Narrative)

    หมายถึง คำบอกเล่าหรือคำอธิบายของบุคคลที่มีต่อเรื่องราวและเหตุการณ์ที่ตนเองมีประสบการณ์ตรงหรือเคยพบเห็นสิ่งต่าง ๆ โดยนำมาเรียบเรียงด้วยความคิด ทัศนคติ ความเชื่อ และความทรงจำที่แต่ละคนสามารถให้ความหมายได้ และไม่จำเป็นต้องบอกเล่าเหมือนกับคนอื่น

    (3) ปฏิบัติการในชีวิตประจำวัน (Daily Practices)

    หมายถึง การกระทำและวิธีปฏิบัติของบุคคลภายใต้สถานการณ์และกิจกรรมอย่างหนึ่งอย่างใด ซึ่งบุคคลนั้นแสดงให้เห็นปรากฏในชีวิตประจำวัน วิธีปฏิบัติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจะสัมพันธ์กับความคิด ความเชื่อ และความรู้ที่บุคคลนั้นได้รับการเรียนรู้และถ่ายทอดออกมา ซึ่งบ่งชี้ว่าพฤติกรรมและการกระทำของบุคคลเกี่ยวข้องกับสถาบันทางสังคมที่เขาเติบโตมา

    (4) ความทุกข์ทางสังคม (Social Suffering)

    หมายถึง ความรู้เจ็บปวด วิตกกังวล ทุกข์ทรมานต่อเหตุการณ์ทางสังคมที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของบุคคล เหตุการณ์โรคระบาดก็เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้คนรู้สึกถึงความทุกข์ เพราะทำให้ไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ปกติ ความทุกข์ของแต่ละคนย่อมจะมีการแสดงออกที่ต่างกัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับฐานะ พื้นฐานชีวิต และโลกทัศน์ที่ไม่เหมือนกัน

  • ระเบียบวิธีวิจัย

    การวิจัยนี้เป็นการผสมผสานวิทยาการแบบสหสาขา (Interdisciplinary approach) โดยเน้นการใช้แนวคิด ทฤษฎี และวิธีวิจัยทางมานุษยวิทยา ร่วมกับความรู้ทางสาธารณสุข ระบาดวิทยา สังคมวิทยา จิตวิทยาและสังคมสงเคราะห์ โดยจะทำการศึกษาเชิงคุณภาพเพื่อให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ จากสถานการณ์จริงในพื้นที่ เน้นการสัมภาษณ์เชิงลึกรายบุคคล การถ่ายถอดประสบการณ์ของผู้ประสบปัญหาผ่านการเขียนเรื่องเล่า ร่วมกับการบันทึกภาพ เสียง และวิดีโอ

    ระเบียบวิธีวิจัยในสถานการณ์เร่งด่วน

    โครงการวิจัยนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ที่มีการแพร่กระจายไปในพื้นที่ต่าง ๆ การศึกษาวิจัยจึงแบ่งออกเป็น 4 วิธี ดังนี้

    1. การสร้าง Guideline สำหรับการสัมภาษณ์

    เพื่อให้นักวิจัยและผู้เก็บข้อมูลสามารถสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ โครงการนี้จะสร้างคำแนะนำและแนวคำถามสำหรับการสัมภาษณ์ (Interview guideline) เพื่อให้นักวิจัยในพื้นที่นำไปเป็นแนวทางสำหรับเก็บข้อมูลตามประเด็นที่โครงการได้ตั้งเอาไว้

    2. การเก็บข้อมูลในพื้นที่ที่มีมาตรการเร่งด่วน

    โครงการนี้จะเลือกพื้นที่เป้าหมายที่มีการควบคุมและป้องการโรคระบาดที่เร่งด่วน โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครที่มีการสร้างโรงพยาบาลสนามขนาดใหญ่ โดยการศึกษาที่ใช้พื้นที่เป็นฐาน (Area-based) ด้วยวิธีการแบบชาติพันธุ์วรรณนา (Ethnography) โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตการณ์อย่างมีส่วนรวมและไม่มีส่วนร่วมในพื้นที่ต่าง ๆ ได้แก่ สถานบริการทางสุขภาพ โรงพยาบาลสนาม สถานกักตัวของรัฐ (State quarantine) โรงงานอุตสาหกรรมซึ่งเป็นแหล่งชุมนุมของแรงงานข้ามชาติ สถานประกอบการ รวมทั้งพื้นที่ที่มีการปฏิบัติการด้านการควบคุมโรค เช่น จุดตรวจคัดกรองต่าง ๆ โดยจะดำเนินการในพื้นที่ที่มีการระบาดของโควิด-19

    3. การจดบันทึกอัตชาติพันธุ์วรรณนา (Autoethnography)

    โดยการให้ผู้เข้าร่วมการวิจัยที่ทำงานในพื้นที่จดบันทึก เรื่องราวเกี่ยวกับตนเอง พร้อมไปกับการตีความในบริบทของความเชื่อมโยงสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ ในสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมนั้น ๆ กระบวนการเขียนเรื่องราวของตัวเองจะเกิดควบคู่ไปกับการแลกเปลี่ยนเรื่องราวกับคนอื่น และการทบทวนสะท้อนคิด (Self-reflection) เพื่อตรวจสอบความรู้สึกนึกคิด อคติ หรือวิธีคิดของตนเอง

    4. การศึกษาแบบติดตามการเคลื่อนที่ (Following approach) เพื่อให้ทันเหตุการณ์

    โดยแนวทางหลักในการเก็บข้อมูล คือ การติดตามไปตามสถานการณ์และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น การติดตามกระบวนการเชิงนโยบาย การถ่ายทอดหรือไหลเวียนของความรู้ ข่าวสาร ข่าวลือ ตลอดจนการเดินทางของผู้คน บุคลากร หรือผู้ได้รับผลกระทบที่อาจมีการเคลื่อนย้ายไปหรือกลับภูมิลำเนา ซึ่งในการติดตามแต่ละประเด็นนั้น จะใช้วิธีการเก็บข้อมูลทั้งการสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้อง การสังเกตการณ์อย่างไม่มีส่วนร่วมต่อกิจกรรมที่สัมพันธ์กับประเด็นต่าง ๆ และการสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วมหรือการเข้าไปมีส่วนร่วมทางใดทางหนึ่งในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องในแต่ละเรื่อง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และความเหมาะสม

  • วิธีการดำเนินงาน
    1) การประชุมกับเจ้าหน้าที่และผู้ช่วยวิจัยในพื้นที่

    โครงการวิจัยนี้ได้มีการเตรียมเจ้าหน้าที่และผู้ช่วยเก็บข้อมูลในพื้นที่ในระดับต่าง ๆ ไว้แล้วมากกว่า 20 คน และประสานงานในเบื้องต้นถึงแนวทางการดำเนินงานที่จะเกิดขึ้น โดยจะเร่งให้มีการประชุมผ่านระบบออนไลน์กับเจ้าหน้าที่และผู้ช่วยวิจัยในพื้นที่เพื่อชี้แจง ทำความเข้าใจขั้นตอนและวิธีการเก็บข้อมูลอย่างเร่งด่วนในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครและพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19

    2) การติดต่อประสานงานกับหน่วยงานในพื้นที่

    เพื่อให้การเก็บข้อมูลดำเนินไปอย่างรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรได้ดำเนินการประสานงานกับพื้นที่และได้ส่งหนังสือและเอกสารเพื่อขอความร่วมมือและขออนุญาตเข้าพื้นที่ไปยังหน่วยงานในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครและพื้นที่ที่มีการระบาดของโควิด-19 เป็นเบื้องต้นแล้ว เพื่อให้นักวิจัย ผู้เก็บข้อมูลและช่างภาพสามารถเข้าไปเก็บข้อมูลในพื้นที่เหล่านั้น

    3) การร่วมมือกับผู้บริหารด้านการแพทย์และสาธารณสุข

    เนื่องจากการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานในพื้นที่ที่มีการระบาดของโควิด-19 เป็นการเก็บข้อมูลที่มีความเสี่ยงและต้องมีการระมัดระวังป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยครอบคลุมทั้งการระมัดระวังมิให้ติดเชื้อและระมัดระวังมิให้เกิดการแพร่เชื้อด้วย ดังนั้น โครงการนี้จำเป็นต้องร่วมมือกับผู้บริหารและผู้มีส่วนกำหนดนโยบายและมาตรการเกี่ยวกับการป้องกันและควบคุมโรคในพื้นที่อย่างเร่งด่วน เพื่อที่จะรับทราบกฎระเบียบและขั้นตอนการปฏิบัติที่ถูกต้องและได้มาตรฐานทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข

  • กิจกรรมหลัก

    กิจกรรมของโครงการ ประกอบด้วย 6 กิจกรรม คือ

    1) Covid Stories การเขียนเรื่องเล่าสะท้อนความรู้สึกของผู้คนเกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19

    2) การบันทึกภาพเหตุการณ์และสถานที่ภายใต้การระบาดของโรคโควิด-19

    3) การเก็บข้อมูลโดยนักศึกษาคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    4) การเขียนบทความวิชาการ

    5) การเขียนบันทึกประสบการณ์ส่วนบุคคล (Autoethnography)

    6) การสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย 5 กลุ่ม ได้แก่ ผู้กำหนดนโยบาย, แพทย์-พยาบาล, ผู้ทำงานภาคสนาม, กลุ่มเปราะบางและได้รับผลกระทบ และประชาชนทั่วไป


  • ประโยชน์จากโครงการวิจัย

    1. หน่วยงานของรัฐสามารถนำประสบการณ์ของผู้คนในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ไปกำหนดนโยบาย มาตรการ และแนงทางป้องกันแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมในอนาคต

    2. ข้อมูลประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมการวิจัยจะเป็นบทเรียนสำหรับการเรียนรู้วิถีชีวิตและผลกระทบที่แตกต่างหลากหลายในสถานการณ์โรคระบาด

    3. ชุมชนที่ศึกษาจะได้บทเรียนและชุดข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์สังคมของคนกลุ่มต่าง ๆ เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการบริหารจัดการและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคในอนาคต รวมทั้งนำไปต่อยอดเป็นกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ของคนในชุมชนเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพ

    4. ข้อมูลจากการวิจัยจะเป็นประโยชน์ต่อนักวิชาการ โดยนำข้อมูลไปสร้างความรู้เกี่ยวกับโรคระบาดและสุขภาพในมิติทางสังคมและวัฒนธรรม

  • ผลผลิต (output) ที่ได้จากงานวิจัย
+