+

สุนทรียศาสตร์ของการอยู่ร่วมกันในภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับโรคระบาด

องอาจ หาญชนะวงษ์ ศึกษาภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องการระบาด Outbreak (ค.ศ. 1995) 28 Weeks Later (ค.ศ.2007) และ Contagion (ค.ศ. 2011) ถ่ายทอดบทความวิจัย สุนทรียศาสตร์ของการอยู่ร่วมกันในภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับโรคระบาด” ภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับโรคระบาด ซึ่งมีตัวละครที่เปรียบได้กับประชากรในสังคมที่มีความเป็นสัญญะเชิงอำนาจ ได้แก่ ทหารเป็นตัวแทนความอนุรักษ์นิยม แพทย์เป็นตัวแทนของการปรับตัว และประชาชนเป็นตัวแทนของความหลากหลาย โดยดำเนินเรื่องผ่านเหตุการณ์วิกฤตที่มีเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์และทหารเข้ามาควบคุมสถานการณ์และฟื้นฟูพื้นที่ แต่ด้วยเป้าหมายหลักที่มีความแตกต่างกันจึงทำให้เกิดความขัดแย้งที่นำไปสู่การช่วงชิงอำนาจในการกำหนดมาตรการ ฝ่ายแพทย์มีอุดมการณ์คือสุขภาพต้องมาก่อน ส่วนฝ่ายทหารมีเป้าหมายในการรักษาความมั่นคงของรัฐเป็นอันดับแรก จึงมีการแทรกแซงโดยใช้กำลัง มีแนวคิดการทำศึกแบบสงคราม บางครั้งจึงยอมให้มีการสูญเสียเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมาย ในขณะที่ฝ่ายประชาชนมีความตื่นตระหนกและต้องการอิสรภาพทำให้มีการขัดขืนหลบหนีจากเขตกักกันโรค ภาพยนตร์ได้มีการนำเสนอถึงความน่ากลัวของไวรัสผ่านสัญญะต่างๆ ทั้งในรูปแบบสมจริง และในรูปแบบเหนือจริง รวมถึงมีการสื่อสารถึงแนวความคิดในประเด็นที่ว่า แม้ไวรัสจะมีความรุนแรงน่ากลัว แต่หากใช้อำนาจอย่างไม่มีมนุษยธรรมในท้ายที่สุดสิ่งที่มนุษย์กระทำต่อกันอาจมีความรุนแรงกว่าหลายเท่า

บทคัดย่อ

          ในสถานการณ์ที่มีความไม่ปลอดภัย ที่ผู้คนต้องมีการปรับตัวเพื่อเอาตัวรอดทั้งด้านกายภาพและด้านอารมณ์ ภาวะเหล่านี้มักถูกนำเสนอผ่านตัวละครในสื่อบันเทิงประเภทภาพยนตร์อยู่บ่อยครั้ง ด้วยเป็นเรื่องราวที่น่าติดตามและสามารถสร้างสรรค์เป็นฉากการแสดงที่เร้าความรู้สึกของผู้ชมได้ จึงอาจกล่าวได้ว่า การอยู่ร่วมกันของตัวละครในสภาวะที่มีความขัดแย้งมีความเป็นสุนทรียะอย่างหนึ่ง ซึ่งในอดีตมีภาพยนตร์จำนวนหนึ่งที่ได้รับการยอมรับว่ามีความใกล้เคียงกับสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุขที่มีการสืบหาที่มาของเชื้อเพื่อทดลองหาตัวยารักษา การแนะนำให้ล้างมือบ่อยครั้ง รวมถึง การแยกผู้ติดเชื้อและการรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล เป็นต้น ในด้านฝ่ายปกครองที่มีการควบคุมสถานการณ์ เช่น การกักกั้นเขตแดนโดยใช้ยุทธวิธีทางทหาร นอกจากนี้ ยังมีฝ่ายประชาชนที่มีการเอาตัวรอด เช่น การจับกลุ่ม การช่วยเหลือกัน ความวิตกจริต การกักตุนสินค้า และการฝ่าฝืนคำสั่ง เป็นต้น ผู้วิจัยต้องการศึกษาพฤติกรรมของตัวละครในภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับโรคระบาด โดยใช้แบบสังเกตในการศึกษาเป้าหมายและความขัดแย้งของตัวละคร 3 กลุ่ม ได้แก่ ทหาร แพทย์ และประชาชน ที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์กรณีศึกษาจำนวน 3 เรื่อง ได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง Outbreak (ค.ศ. 1995)28 Weeks Later (ค.ศ. 2007)และ Contagion (ค.ศ.2011) โดยใช้แนวคิดเรื่องระบบสังคมและหน้าที่พื้นฐานของ ทัลคอตต์ พาร์สันส์ (Talcott Parsons) รวมถึงแนวคิดสัญญวิทยาทางสังคมของ ธีโอ ฟาน ลูเวน (Theo Van Leeuwan) ในการวิเคราะห์ข้อมูล

          จากการศึกษาพบว่า ในวิกฤตที่ประชากรมีการปรับตัวเพื่อเอาตัวรอดจนเกิดความโกลาหล สังคมจะมีระบบให้อำนาจผู้มีหน้าที่เข้ามาควบคุมให้สังคมกลับสู่ความสงบ ในกรณีภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับโรคระบาดซึ่งมีตัวละครที่เปรียบได้กับประชากรในสังคมที่มีความเป็นสัญญะเชิงอำนาจ ได้แก่ ทหารเป็นตัวแทนความอนุรักษ์นิยม แพทย์เป็นตัวแทนของการปรับตัว และประชาชนเป็นตัวแทนของความหลากหลาย โดยดำเนินเรื่องผ่านเหตุการณ์วิกฤตที่มีเจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์และทหารเข้ามาควบคุมสถานการณ์และฟื้นฟูพื้นที่ แต่ด้วยเป้าหมายหลักที่มีความแตกต่างกันจึงทำให้เกิดความขัดแย้งที่นำไปสู่การช่วงชิงอำนาจในการกำหนดมาตรการ กล่าวคือ ฝ่ายแพทย์มีอุดมการณ์คือสุขภาพต้องมาก่อน ส่วนฝ่ายทหารมีเป้าหมายในการรักษาความมั่นคงของรัฐเป็นอันดับแรก จึงมีการแทรกแซงโดยใช้กำลัง ด้วยเหตุที่ฝ่ายทหารมีแนวคิดการทำศึกแบบสงคราม บางครั้งจึงยอมให้มีการสูญเสียเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมาย ในขณะที่ฝ่ายประชาชนมีความตื่นตระหนกและต้องการอิสรภาพทำให้มีการขัดขืนหลบหนีจากเขตกักกันโรค ทั้งนี้ ภาพยนตร์ได้มีการนำเสนอถึงความน่ากลัวของไวรัสผ่านสัญญะต่างๆ ทั้งในรูปแบบสมจริง เช่น แสดงภาพผู้ติดเชื้อที่มีจำนวนมากกว่าเตียงพยาบาล การรายงานข่าวของสื่อมวลชน และในรูปแบบเหนือจริง เช่น การที่ผู้ติดเชื้อกลายสภาพเป็นซอมบี้วิ่งไล่กัดทำร้ายผู้อื่น รวมถึงมีการสื่อสารถึงแนวความคิดในประเด็นที่ว่า แม้ไวรัสจะมีความรุนแรงน่ากลัว แต่หากใช้อำนาจอย่างไม่มีมนุษยธรรมในท้ายที่สุดสิ่งที่มนุษย์กระทำต่อกันอาจมีความรุนแรงกว่าหลายเท่า


บทนำ

          การอยู่ร่วมกัน คือการที่ผู้คนจำนวนหนึ่งมีการพึ่งพาอาศัยทรัพยากรในพื้นที่เดียวกัน ทำให้เกิดกฎที่เป็นระเบียบแบบแผนเพื่อใช้ในการบริหารทรัพยากรในแหล่งนั้นๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็น การแบ่งอาณาเขต การแบ่งความรับผิดชอบ รวมถึงการจัดลำดับสิทธิในการเข้าถึงอย่างเหมาะสม ดังนั้น สุนทรียศาสตร์ของการอยู่ร่วมกันในที่นี้จึงหมายถึง วิถีของการขับเคลื่อนสังคมบนความหลากหลายทางพฤติกรรม โดยอ้างอิงจากสถานการณ์ไวรัสระบาดที่ถูกนำเสนอในภาพยนตร์เพื่อความบันเทิง ซึ่งที่สำคัญนอกเหนือจากสุนทรียะด้านภาพและเสียง อีกประการคือเนื้อหาที่ใช้การเลียนแบบวิกฤตการณ์ในอดีตไปจนถึงทำนายอนาคตผ่านการเล่าเรื่องด้วยภาษาภาพที่มีความสนุกตื่นเต้นและน่าติดตาม นำไปสู่จุดสำคัญของเรื่อง ที่เกิดจากการสร้างกฎให้เป็นระเบียบที่ใช้เฉพาะในการดำเนินเรื่องลำดับเหตุการณ์ของภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ (ธนา วงศ์ญาณณาเวช2563) ด้วยเหตุนี้ ภาพยนตร์จึงเปรียบเสมือนแบบจำลองของสังคมในยามวิกฤต ซึ่งที่ผ่านมาภาพยนตร์ส่วนหนึ่งที่นำเสนอสถานการณ์เชื้อไวรัสระบาดชนิดรุนแรง ได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง Outbreak (ค.ศ. 1995) ที่ผู้สร้างได้แรงบันดาลใจมาจากความรุนแรงของไวรัสอีโบลา (Ebola) โดยมีการเล่าเรื่องที่มีความตื่นเต้นผสมผสานกับการอ้างอิงหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่สมจริง และภาพยนตร์เรื่อง 28 Weeks Later (ค.ศ. 2007) ที่มีการออกแบบให้ผู้ติดเชื้อกลายเป็นซอมบี้วิ่งไล่กัดคนในการแพร่กระจายเชื้อ ในสถานการณ์ที่อ้างอิงถึงกองกำลังทางทหาร NATO ที่มีบทบาทในการเข้ามาควบคุมพื้นที่ รวมถึงภาพยนตร์เรื่อง Contagion (ค.ศ. 2011) ที่มีการแสดงการแพร่กระจายของเชื้อโรคที่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วใกล้เคียงกับสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาด โดยมีความสมจริงด้านข้อมูลทางการแพทย์และอ้างอิงถึงองค์กรที่มีอยู่จริง เช่น องค์การอนามัยโลก

          ภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับโรคระบาดจึงไม่เพียงเป็นการจำลองสถานการณ์เพื่อความบันเทิง หากแต่ยังช่วยทำให้เกิดความเข้าใจถึงที่มาของพฤติกรรมที่มีความหลากหลายผ่านตัวละครกลุ่มต่างๆ โดยใช้หลักการเขียนบทภาพยนตร์ในการวิเคราะห์เชื่อมโยงกับแนวคิดทางสังคมศาสตร์


การเล่าเรื่องในภาพยนตร์กับระบบสังคมและหน้าที่พื้นฐาน และสัญญวิทยาทางสังคม

          ภาพยนตร์มีองค์ประกอบสามส่วนคือ ตัวละคร ฉาก และการดำเนินเรื่อง ในหนังสือ เขียนบทหนังซัดคนดูให้อยู่หมัด (ธิดา ผลิตผลการพิมพ์2562) ระบุว่า การสร้างตัวละครให้เป็นเรื่องที่มีความสนุก ตัวละครต้องมีเป้าหมายและมีความกล้าได้กล้าเสีย จึงจะทำให้เกิดการเรียนรู้เพื่อหาทางออก และเหตุการณ์ที่มีความสำคัญต่อความหมายในชีวิตตัวละครต้องเกิดขึ้นโดยผ่านภาวะของความขัดแย้ง กับปัญหาหรือคู่ต่อสู้ กล่าวคือ ตัวละครต้องมีการพยายามแก้ไขสถานการณ์และพัฒนาไปสู่ความสำเร็จ ซึ่งมีลักษณะที่เทียบเคียงได้กับสังคมวิทยา ในหนังสือ ทฤษฎีสังคมวิทยา (สุภางค์ จันทวานิช2559) โดย ทัลคอตต์ พาร์สันส์ (Talcott Parsons) นักสังคมวิทยาได้วิเคราะห์ไว้ว่า สังคมมีระบบที่มีประชากรทำหน้าที่อยู่ในส่วนต่างๆ โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้า เริ่มจากระบบเศรษฐกิจที่มีการบริโภคจากแหล่งทรัพยากร เกิดเป็นระบบการเมืองที่มีหน้าที่จัดการกำหนดนโยบายหรือเป้าหมาย มีระบบชุมชนในการรวมกลุ่มการผลิตที่เกื้อหนุนกัน ไปจนถึงระบบความไว้วางใจในการรักษาแบบแผน ในกรณีที่เกิดภาวะไม่ปกติสังคมจะมีระบบการให้อำนาจเข้าตรวจสอบและควบคุมเพื่อดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมประเพณีแบบดั้งเดิม เมื่อมีเหตุให้เกิดการความขัดแย้งทำให้ต้องมีการปรับตัวมากกว่าเดิม ก่อให้เกิดความแตกต่างและความไม่เท่าเทียมที่จะเป็นตัวกระตุ้นความต้องการเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปแบบก้าวกระโดด ดังนั้น จะมีระบบอำนาจเข้ามายับยั้งและแก้ไขไม่ให้เกิดการถอนรากถอนโคนหรือเป็นแนวคิดแบบอนุรักษ์นิยม บูรณาการระบบต่างๆ ให้สังคมมีการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปในลักษณะวิวัฒนาการ

          นอกจากนี้ การอยู่ร่วมกันของตัวละครมีสุนทรียศาสตร์ที่เกิดจากการเล่าเรื่องโดยใช้แนวคิดออกแบบตัวละครให้มีการช่วงชิงอำนาจ สร้างความได้เปรียบและความเสียเปรียบเพื่อให้เกิดดำเนินเรื่อง โดยโครงเรื่องของภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับโรคระบาดจะมีลักษณะของการมุ่งเน้นสร้างความระทึกใจ จากในหนังสือศาสตร์และศิลป์แห่งการเล่าเรื่อง (สรณัฐ ไตลังคะ2560) ได้ระบุว่า โครงเรื่องแนวระทึกใจเป็นเรื่องที่เริ่มต้นด้วยปัญหาและนำไปสู่คำตอบหรือแก้ไขปัญหาในตอนจบ เริ่มจากการเกริ่นเข้าเหตุการณ์มีการสลับลำดับเวลา มีการวางกับดักและร่องรอยหรือเงื่อนปม ไปจนถึงการเลื่อนการเฉลยปัญหา และการสร้างความประหลาดใจในตอนจบ ด้วยเหตุนี้ โครงเรื่องจึงเป็นเครื่องมือควบคุมจังหวะที่ใช้กำหนดให้ผู้ชมมีอารมณ์อย่างไรในช่วงเวลานั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น ภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับโรคระบาด ที่มีการเริ่มเรื่องจากเหตุการณ์วิกฤตไวรัสและให้ผู้มีหน้าที่เข้ามาดำเนินการแก้ปัญหา แต่ก็ต้องประสบกับความไม่ลงรอยกันจากความเห็นที่ต่างกัน โดยมีการกำหนดให้มีฝ่ายธรรมะและอธรรมเพื่อความเพื่อความบันเทิงของผู้ชม เป็นต้น ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับ Lane Shefter Bishop โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ฮอลลีวูดผู้เขียนหนังสือ Sell Your Story in A Single Sentence: Advice from the Front Line of Hollywood (2016) โดยให้ความเห็นว่า ผู้เขียนบทต้องออกแบบตัวละครที่สามารถมองเห็นได้ถึงคุณลักษณะ (character) ที่ชัดเจน โดยควรคำนึงถึง 3 ประการได้แก่ ประการแรก พวกเขาเป็นใคร มีภาพรวมของภาพลักษณ์นิสัยภายนอกของตัวละครอย่างไรบ้าง เช่น การพูดจา ท่าทาง รูปร่างหน้าตา การแสดง ออกทางอารมณ์ ระดับสติปัญญา หน้าที่การงาน รวมไปถึง สถานที่อยู่อาศัยและวิถีการใช้ชีวิต รวมไปถึง จิตสำนึกของตัวละคร ซึ่งเป็นสิ่งที่จะถูกเปิดเผยออกมาเมื่อตัวละครตัวนั้นตกอยู่ในภาวะวิกฤติ กล่าวคือ ยิ่งมีความกดดันมากตัวละครจะยิ่งแสดงตัวตนออกมากเท่านั้น ประการต่อมาคือ พวกเขาต้องการอะไร เป้าหมายที่ตัวละครออกแสดงออกถึงความต้องการสูงสุด ที่กระตุ้นให้เกิดการต่อสู้ หรือมีความพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มา เป็นการตอบสนองความอยู่รอดของชีวิต หรือเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงประการสุดท้าย อะไรคือสิ่งที่เป็นเดิมพัน ที่เป็นอุปสรรคที่ต้องมีการแลกเปลี่ยน หรือมีสิ่งใดที่ต้องสูญเสียเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ กล่าวคือ มนุษย์จะไม่เลือกทำสิ่งที่ยาก หากทำในสิ่งที่ง่ายแล้วได้ผลเท่ากัน ดังนั้น ต้องสร้างอุปสรรคที่มีความขัดแย้ง (conflict) หรือข้อแม้ที่มีความท้าทายต่อตัวละคร

          อย่างไรก็ดี ภาพยนตร์คือการผลิตสร้างความหมายโดยมีผู้ส่งสารเป็นตัวแปร ฉะนั้น ภาษาจึงไม่ได้มีความหมายแน่นอนตายตัว แต่มีการปรับเปลี่ยนไปตามบริบทของผู้พูดหรือผู้สร้างตามแนวคิดสัญญวิทยาทางสังคม ในกรณีนี้ภาพยนตร์จึงถือเป็นเป็นทรัพยากรทางสัญญะ และด้วยเหตุที่สัญญวิทยาทางสังคมให้ความสำคัญกับการวิพากษ์วิจารณ์จากทรัพยากรทางสัญญะที่หลากหลายเพื่อให้สามารถทำความเข้าใจสัญญวิทยาทางสังคมได้มากขึ้น จากหนังสือ ว่าด้วยการวิเคราะห์วาทกรรมแนววิพากษ์ (สามชาย ศรีสันต์2561) ได้ระบุว่า ความหมายที่ทรัพยากรทางสัญญะวิทยาผลิตสร้างขึ้นมาสามารถแยกได้สามลักษณะ ได้แก่ ความหมายในเชิงตัวแทน ความหมายในเชิงการกระทำ และความหมายในเชิงการสร้างเรื่องราว ซึ่งความหมายในการสร้างเรื่องราวเกิดจากการจัดวางองค์ประกอบ ที่เกิดจากการสร้างคุณค่าให้กับข้อมูลข่าวสาร การกำหนดกรอบและความเด่นชัดให้มีความน่าสนใจ สะดุดตา จากสีรูปร่างลักษณะ รวมถึงการสร้างให้เกิดสภาวะสมจริงของการทำหน้าที่เป็นตัวแทนทางสัญญะที่ไม่ได้เป็นความจริงสัมบูรณ์ แต่เป็นความจริงที่เกิดขึ้นในขณะที่ปรากฏขึ้นของภาพและเสียง โดยการศึกษาสัญญวิทยาทางสังคมตามแนวทางของ ธีโอ ฟาน ลูเวน (Theo Van Leeuwan) มีภารกิจหลัก 3 ประการ ดังนี้

                    1) เก็บรวบรวมทรัพยากรทางสัญญะเพื่อทำการจัดกลุ่มแบ่งประเภท

                    2) ตรวจสอบเพื่อทำความเข้าใจว่าทรัพยากรทางสัญญะเหล่านี้ถูกใช้อย่างไร

                    3) ค้นหาและพัฒนาทรัพยากรทางสัญญะสู่การใช้งานในรูปแบบใหม่

          จากแนวคิดและวีธีวิทยาที่กล่าวมานี้ สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการถอดสัญญะการเป็นตัวแทนของตัวละครว่ามีความหมายนำไปสู่อำนาจแบบใดในกระบวนการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม รวมถึงเป้าหมายในการแข่งขันเพื่อช่วงชิงอำนาจในภาวะวิกฤต เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับวิกฤติโรคระบาด

 

เป้าหมายและความขัดแย้งของตัวละครในภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับโรคระบาด

          ในจำนวนนับไม่ถ้วนของภาพยนตร์ทั่วโลก มีภาพยนตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของโรคระบาดอยู่จำนวนไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของเชื้อไวรัสที่เป็นภัยคุกคามและทำให้เกิดภาวะระบาดเป็นภัยพิบัติที่มีความเกินจริง รวมถึงเรื่องของกลุ่มคนหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวิกฤตโรคระบาดที่มีการอ้างอิงเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ได้ กล่าวคือ สถานการณ์โรคระบาดเป็นเหตุการณ์ที่มีความไม่ปกติ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ใกล้ตัวที่ทำให้เกิดความหวาดกลัว ความวิตกกังวล ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือในการเร่งเร้าอารมณ์ต่อกลุ่มผู้ชมภาพยนตร์ได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้ เรื่องโรคระบาดจึงมักถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์อยู่บ่อยครั้ง ในบทความนี้ผู้วิจัยใช้วิธีคัดเลือกภาพยนตร์กรณีศึกษาแบบเจาะจงจำนวน 3 เรื่อง ได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง Outbreak (ค.ศ. 1995)28 Weeks Later (ค.ศ. 2007)และ Contagion (ค.ศ. 2011) โดยแบ่งตัวละครออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ทหาร แพทย์และประชาชน ในการสังเกตถึงเป้าหมาย (goal) ​และความขัดแย้ง (conflict) ของตัวละคร ดังต่อไปนี้

          1. ภาพยนตร์เรื่อง Outbreak วิกฤตไวรัสสูบนรก

          มีเรื่องย่อโดยสรุปว่า ในปี ค.ศ. 1967 ที่ค่ายทหารรับจ้างบริเวณป่าแห่งหนึ่งในประเทศซาอีร์ (Zaire) ได้เกิดการแพร่ของเชื้อโรคที่ทำให้มีแผลพุพองตามร่างกาย และทำให้ผู้ติดเชื้อเสียชีวิตภายในเวลาเพียง 3 วัน หลังจากที่ส่งทีมแพทย์ไปทำการเก็บเชื้อแล้วพบว่า เป็นเชื้อโรคที่มีความร้ายแรงและมีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ผู้บัญชาการกองทัพอเมริกันจึงได้มีคำสั่งให้นำเชื้อมาทดลองสร้างเป็นอาวุธชีวภาพโดยปกปิดไว้เป็นความลับ และส่งเครื่องบินมาทิ้งระเบิดเพื่อเป็นการทำลายล้างเชื้อโรค ซึ่งเป็นเหตุให้ทหารรับจ้างและชาวบ้านผู้อาศัยอยู่ที่บริเวณนั้นเสียชีวิตทั้งหมด จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1976 หรืออีก 27 ปีต่อมา เชื้อไวรัสได้กลับมาระบาดอีกครั้ง เมื่อมีการลักลอบจับลิงป่าจากแอฟริกาตัวหนึ่งซึ่งเป็นพาหะนำโรคมาขายในประเทศอเมริกา ทำให้เชื้อไวรัสเริ่มแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว โดยทีมแพทย์พบว่าเชื้อไวรัสตัวนี้ได้กลายพันธุ์ไปจากเดิมทำให้มีความรุนแรงมากขึ้น เมื่อติดเชื้อไวรัสดังกล่าวจะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตภายใน 48 ชั่วโมง ที่สำคัญอีกประการคือ มีการแพร่ระบาดจากผู้ติดเชื้อคนแรกไปสู่ประชากรในชุมชนจำนวนหลายร้อยคนในระยะเวลาอันสั้น ทำให้เกิดสถานการณ์เข้าสู่ภาวะวิกฤติ เป็นเหตุให้ฝ่ายปกครองส่งกำลังทหารเข้าควบคุมพื้นที่ (lockdown) และทำให้มีประชาชนส่วนหนึ่งต้องการอพยพออกจากเขตพื้นที่เสี่ยงติดเชื้อ จนเกิดการกระทบ กระทั่งและยิงต่อสู้ ทหารจึงใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดคือการปราบปรามผู้ขัดขืนและประกาศไม่ให้ประชาชนออกจากบ้าน (curfew) สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนมากขึ้น ในขณะที่ฝ่ายแพทย์พยายามหาต้นตอของเชื้อเพื่อผลิตตัวยารักษา แต่ฝ่ายทหารกลับมีความต้องการควบคุมโรคขั้นเด็ดขาดด้วยวิธีการที่มีความรุนแรงคือการทิ้งระเบิดทำลายเพื่อกำจัดเชื้อโรคในเมืองที่มีประชากรผู้บริสุทธิ์อาศัยอยู่อีกจำนวนมาก ซึ่งในท้ายที่สุดฝ่ายแพทย์ต้องทำงานแข่งกับเวลา มีการต่อรองกับประธานาธิบดีและเข้าขัดขวางการควบคุมโรคโดยวิธีการที่ไร้มนุษยธรรมนี้ได้สำเร็จ จากการสังเกตภาพยนตร์เรื่องนี้พบว่า


 

 

                                                               ภาพที่ 1. ใบปิดภาพยนตร์เรื่อง Outbreak วิกฤตไวรัสสูบนรก (1995)

 

                    1.1 ฝ่ายทหาร

                              1.1.1 มีเป้าหมาย (goal) ได้แก่ การกำจัดภัยคุกคามที่เกิดจากเชื้อโรค และการสร้างอาวุธชีวภาพเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการทหารโดยปกปิดข้อมูลเป็นความลับ รวมถึงการรักษาอำนาจของนายทหารชั้นสูงโดยอ้างความมั่นคงของรัฐ

                              1.1.2 มีความขัดแย้ง (conflict) ได้แก่ การระงับการแพร่ระบาดของเชื้อโรคด้วยปฏิบัติการทิ้งระเบิดกวาดล้างทำลายบริเวณจุดกำเนิดของเชื้อและทำให้ผู้ที่ไม่ติดเชื้อต้องเสียชีวิตไปด้วย และกรณีที่แม้จะเป็นความหวังดีแต่ก็มีประชาชนที่ฝ่าฝืนคำสั่งปิดเมือง (lockdown) จนเกิดการยิงปืนต่อสู้ขัดขืนและทำให้มีประชาชนเสียชีวิต นอกจากนี้ ฝ่ายทหารมีการขัดแย้งกันเองภายในระหว่างนายทหารชั้นสูงกับทหารฝ่ายปฏิบัติการทำให้เกิดการกลั่นแกล้งที่ลดทอนประสิทธิภาพของการสาธารณสุขและเป็นผลเกิดความล่าช้าในการรักษาพยาบาล รวมไปถึง มาตรการขั้นเด็ดขาดในการควบคุมโรคในภาวะวิกฤตของเรื่องโดยฝ่ายปกครองลงมติให้ใช้อาวุธสงครามเข้าทำลายล้างเมืองที่มีผู้ติดเชื้อเพื่อไม่ให้ระบาดไปสู่เมืองอื่นๆ ซึ่งจะทำให้มีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตจำนวนมาก

                    1.2 ฝ่ายแพทย์

                              1.2.1 มีเป้าหมาย (goal) ได้แก่ การสืบหาต้นเหตุของเชื้อไวรัสเพื่อนำทดลองสร้างตัวยาในการรักษา และการแยกผู้ติดเชื้อออกจากสังคม (isolate) เพื่อควบคุมโรค รวมถึงการสร้างแนวทางการรักษาเพื่อรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉินที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

                              1.2.2 มีความขัดแย้ง (conflict) ได้แก่ บุคลากรในองค์กรหรือในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสาธารณสุขมีความชะล่าใจทำเชื้อไวรัสแพร่กระจายตัวเร็วเกินกว่าจะควบคุมได้ทัน และการเป็นผู้ที่มีหน้าที่ในการรักษาผู้อื่นแต่กลับเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเสียเอง รวมถึง การถูกขัดขวางจากทหารที่ไม่ต้องการให้เปิดเผยข้อมูลของการค้นพบตัวยาที่ใช้รักษาเพราะเป็นความลับทางการทหาร

                    1.3 ฝ่ายประชาชน

                              1.3.1 มีเป้าหมาย (goal) ได้แก่ การพาตนเองและครอบครัวออกจากพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และผู้ที่ติดเชื้อมีความต้องการเข้าถึงการรักษาอย่างทันท่วงที

                              1.3.2 มีความขัดแย้ง (conflict) ได้แก่ มีความหวาดกลัวต่อเชื้อไวรัสแต่ไม่ต้องการถูกควบคุมตัวเพื่อกักกันโรค และมีความต้องการให้เปิดเผยข้อมูลแต่กลับมีความแตกตื่นเมื่อได้รับทราบข่าวสาร รวมถึง สื่อมวลชนที่ต้องการรายงานสภาพความจริงแต่ถูกทหารปิดกั้นพื้นที่และการเข้าถึง

          2. ภาพยนตร์เรื่อง 28 Weeks Later มหาภัยเชื้อนรกถล่มเมือง

          มีเรื่องย่อว่า หลังจากเกิดเหตุไวรัสระบาด ผู้ที่ติดเชื้อกลายเป็นซอมบี้วิ่งไล่กัดแพร่เชื้อเป็นวงกว้างทั่วประเทศอังกฤษ และ 5 สัปดาห์ต่อมาผู้ติดเชื้อหรือซอมบี้ทั้งหมดก็เสียชีวิตลงจากการอดอาหาร กองกำลังนาโต้ซึ่งนำโดยทหารอเมริกันจึงได้เข้ามาควบคุมสถานการณ์ และเริ่มต้นการฟื้นฟูประเทศ โดยการลำเลียงคนที่อพยพไปก่อนหน้านี้กลับมาแบ่งเขตจัดพื้นที่ให้อยู่อาศัยใหม่ แบ่งเขตควบคุมอย่างเป็นระเบียบ มีทหารคอยเฝ้าพร้อมอาวุธหนักไว้สังหารผู้ติดเชื้อ (zombie) จนกระทั่งวันหนึ่งพบว่ามีผู้ติดเชื้อที่รอดชีวิตเพราะมีภูมิคุ้มกันพิเศษ (anti-body) จึงถูกนำตัวมากักตัวในห้องควบคุมโรค แต่จากความบกพร่องบุคคลที่ไม่มีการสวมชุดป้องกันเป็นเหตุให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโรคอีกครั้ง และด้วยเหตุที่เป็นการแพร่เชื้อในสถานที่ปิดที่มีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้เชื้อแพร่กระจายตัวไปสู่ประชากรอย่างรวดเร็ว เมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะฉุกเฉินทหารจึงจำเป็นต้องสั่งปิดพื้นที่เสี่ยงทุกจุด และออกคำสั่งให้ทำการกวาดล้างผู้ติดเชื้อด้วยการสังหาร ในขณะที่ฝ่ายแพทย์ได้ตรวจพบว่ามีเด็กชายคนหนึ่งที่มีภูมิต้านทานสามารถนำเลือดของเขามาผลิตเป็นตัวยาได้ จึงต้องเสี่ยงชีวิตออกติดตามหาตัวเด็กชายคนนั้นที่ปะปนอยู่ในฝูงชนที่กำลังเกิดความโกลาหลในวงล้อมปราบของทหาร ทำให้ต้องมีการสูญเสียบุคลากรหลายฝ่ายเพื่อแลกกับหนึ่งชีวิตที่มีภูมิคุ้มกันพิเศษ ให้รอดออกมาได้จากการทิ้งระเบิดล้างเมืองในท้ายที่สุด จากการสังเกตภาพยนตร์เรื่องนี้พบว่า

 

 

 

  

                                  ภาพที่ 2. ใบปิดภาพยนตร์เรื่อง 28 Weeks Later มหาภัยเชื้อนรกถล่มเมือง (2007)

 

  

                    2.1 ฝ่ายทหาร

                              2.1.1 มีเป้าหมาย (goal) ได้แก่ การกำจัดเชื้อโรคในพื้นที่ที่ได้รับมอบหมายให้มีความสะอาดปลอดภัย และฟื้นฟูสภาพเมืองจัดระเบียบให้มีความเรียบร้อย

                              2.1.2 มีความขัดแย้ง (conflict) ได้แก่ ในขณะที่ต้องปฏิบัติการลงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นตามคำสั่งแต่นายทหารชั้นผู้น้อยมีความรู้สึกคิดถึงครอบครัวของตนเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป และมีนายทหารบางคนที่มีการต่อต้านการปราบปรามขั้นรุนแรง จึงฝ่าฝืนคำสั่งเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่กำลังไม่ได้รับความเป็นธรรม รวมถึง แเม้ทหารจะเป็นผู้ที่มีหน้าที่คอยปกป้องประชาชนแต่ผู้ติดเชื้อ (zombie) ที่มีความอันตรายมากจึงจำเป็นต้องใช้วิธีปราบปรามแบบสังหารทิ้งและการกวาดล้างเหมารวมซึ่งทำให้ต้องมีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตจำนวนมาก

                    2.2 ฝ่ายแพทย์

                              2.2.1 มีเป้าหมาย (goal) ได้แก่ การเฝ้าระวังเชื้อไม่ให้แพร่เข้าสู่พื้นที่กักกันโดยการตรวจเชื้อผู้เดินทางอย่างละเอียด และคิดค้นทดลองหาตัวยารักษาโรค รวมถึงตามหาผู้ที่มีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ (anti-body) เพื่อนำเลือดมาสร้างภูมิคุ้มกันให้คนหมู่มากต่อไป

                              2.2.2 มีความขัดแย้ง (conflict) ได้แก่ ผู้ที่ติดเชื้อมีความดุร้ายมากไม่สามารถเข้าใกล้ได้และรักษาให้หายได้ และจากการตรวจหาเชื้อเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นทำให้แพทย์ต้องเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อมากที่สุด รวมถึง หน่วยแพทย์ในภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นของทหารต้องทำงานภายใต้กรอบของทหารในสภาวะกึ่งสงครามที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงมากกว่า

                    2.3 ฝ่ายประชาชน

                              2.3.1 มีเป้าหมาย (goal) ได้แก่ มีความต้องการเอาชีวิตรอดจากเหล่าผู้ที่ติดเชื้อ (zombie) และต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหลังจากพ้นภาวะโรคระบาด รวมถึง ต้องการอยู่ร่วมกับคนที่ตนรักและให้ความไว้ใจ เช่น ลูก สามี ภรรยา ญาติพี่น้องและคนในครอบครัว หรือคนที่มีความสนิท เป็นต้น

                              2.3.2 มีความขัดแย้ง (conflict) ได้แก่ มีความต้องการความปลอดภัยแต่ในขณะเดียวกันก็มีความอยากรู้อยากเห็น เมื่อได้พบกับสภาพความเป็นจริงทำให้เกิดความตระหนกเกินหว่าเหตุ และในกลุ่มผู้ติดเชื้อ (zombie) มีความพยายามแพร่เชื้อต่อผู้อื่นโดยการกัด จึงเปรียบเสมือนประชาชนแบ่งฝ่ายมาทำร้ายกันเอง รวมถึงชนชั้นล่างที่ไม่ติดเชื้อแต่กลับถูกปฏิบัติไม่ต่างจากผู้ติดเชื้อ นอกจากนี้ แม้การได้พบหน้ากันของคนในครอบครัวจะทำให้มีกำลังใจแต่ในทางกลับกันกลับเป็นต้นเหตุให้มีการติดเชื้อ เช่น จากแม่สู่พ่อ จากพ่อสู่ลูก และจากเพื่อนหรือจากคนที่ให้ความไว้ใจ เป็นต้น

          3. ภาพยนตร์เรื่อง Contagion สัมผัสล้างโลก

          มีเรื่องย่อว่า การระบาดของไวรัสที่พัฒนาสายพันธุ์มาจากค้างคาวและหมู โดยเริ่มเรื่องจากนักธุรกิจหญิงอเมริกันคนหนึ่งที่เดินทางกลับมาจากการประชุมงานที่ฮ่องกงแล้วล้มป่วยเสียชีวิต เพียงอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมาก็มีผู้ป่วยลักษณะเดียวกันปรากฏอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก กล่าวคือ มีการแพร่กระจายเชื้ออย่างรวดเร็วโดยการสัมผัสสิ่งของและการหายใจ ทำให้โลกเข้าสู่สภาวะวิกฤตในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน โดยมีการคาดการว่าจะมีประชากร 1 ใน 12 บนโลกที่จะติดเชื้อและมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 70 ล้านคน ด้วยเหตุนี้ ประชาชนจึงมีความตื่นตระหนก เกิดความรุนแรงและการกักตุนสินค้า องค์กรอนามัยโลก (WHO-World Health Organization) ได้ส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญออกติดตามหาที่มาของเชื้อเพื่อคิดค้นตัวยาและหาหนทางในการรักษา ซึ่งต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งปีในการผลิตวัคซีนเพื่อแจกจ่ายแก่ประชากรที่ติดเชื้อทั่วโลก ในระหว่างนี้มีผู้เชี่ยวชาญได้ให้คำแนะนำว่าควรหมั่นล้างมือและหลีกเลี่ยงการสัมผัสต่างๆ เพราะร่างกายของผู้ติดเชื้อคือเป็นพาหะนำโรคที่สามารถแพร่เชื้อได้รอบตัวผ่านทุกการกระทำ ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสสิ่งของและการหายใจ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตในหลายประเทศทั่วโลก เช่น ฮ่องกง จีน ญี่ปุ่น เยอรมัน และสหรัฐอเมริกา ในขณะเดียวกันที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC-Centers for Disease Control and Prevention) ก็ได้ส่งเจ้าหน้าที่จำนวนมากเข้าควบคุมสถานการณ์อย่างสุดความสามารถจนต้องสูญบุคลากรทางการแพทย์ที่ติดเชื้อไวรัสจากการปฏิบัติหน้าที่ สถานการณ์เช่นนี้ได้สร้างความสะเทือนขวัญและความตื่นตระหนกแก่ประชาชนทำให้มีสื่อมวลชนคนหนึ่งฉวยโอกาสหาผลประโยชน์ ด้วยการสร้างข่าวลือในอินเตอร์เน็ตเพื่อขายยาที่สกัดจากพืชชนิดหนึ่งโดยอ้างว่าสามารถใช้รักษาแล้วได้ผลจริง หน่วยความมั่นคงของสหรัฐอเมริกาจึงสั่งปิดเมือง (lockdown) ที่พบผู้ป่วยรายแรก แต่ทว่าเชื้อได้แพร่กระจายออกไปเกินกว่าจะควบคุมได้ เมื่อพบว่าผู้ป่วยกลับเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน บ้านเมืองเกิดความโกลาหลจากการชิงปล้น จนสถานการณ์เข้าสู่ขั้นวิกฤต ตลาดหุ้น สถานศึกษา ห้างร้านต่างๆ จึงถูกสั่งปิด และใช้การแจกจ่ายอาหารสำเร็จรูปแก่ประชาชน แต่ก็ไม่เพียงพอทำให้ประชาชนเกิดการทะเลาะวิวาท จนกระทั่ง หน่วยงานที่รับผิดชอบสามารถผลิตยารักษาได้สำเร็จและเข้าสู่กระบวนการแจกจ่ายวัคซีนซึ่งต้องใช้เวลานานประมาณหนึ่งปี ประชากรจึงจะได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึง ทำให้มีการจัดบริการยารักษาแก่ผู้มีอำนาจในประเทศก่อนตามลำดับชนชั้นในการเข้าถึงตัวยารักษา และทำให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคมในท้ายที่สุด จากการสังเกตภาพยนตร์เรื่องนี้พบว่า

 

 

 

  

                                              ภาพที่ 3. ใบปิดภาพยนตร์เรื่อง Contagion สัมผัสล้างโลก (2011)

 

 

                    3.1 ฝ่ายทหาร

                              3.1.1 มีเป้าหมาย (goal) ได้แก่ สร้างความเชื่อมั่นในอำนาจของรัฐ และควบคุม ดูแล บรรเทาสาธารณภัยที่เกิดขึ้นในประเทศของตน ควบคุมสถานการณ์ความไม่สงบ รวมถึงเฝ้าระวังภัยคุกคามจากภายนอกโดยอ้างถึงความมั่นคงระดับสูง

                              3.1.2 มีความขัดแย้ง (conflict) ได้แก่ มีการเฝ้าระวังความเสียหายจากการติดเชื้อและการเสียชีวิตของประชาชนแต่เปรียบเทียบการสูญเสียเป็นตัวเลขที่ใช้ในการประเมิน ในขณะที่ประชาชนกำลังได้รับความเดือดร้อนจำนวนกลับให้การดูแลอำนวยความสะดวกแก่ข้าราชการระดับสูงเป็นพิเศษเพียงบางคน รวมไปถึง การปิดเมืองกักกั้นเขตห้ามประชาชนออกนอกพื้นที่ทำให้ผู้คนไม่สามารถประกอบอาชีพและใช้ชีวิตตามปกติแต่ฝ่ายปกครองก็ไม่สามารถแจกจ่ายสาธาณูปโภคแก่ประชาชนได้อย่างทั่วถึงทำให้เกิดความอดอยาก กลายเป็นต้นเหตุของอาชญากรรม ทำให้ประชาชนต้องหาอาวุธมาไว้ป้องกันตัวเพื่อรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง

                    3.2 ฝ่ายแพทย์

                              3.2.1 มีเป้าหมาย (goal) ได้แก่ หาที่มาของเชื้อไวรัสเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค ทำการดูแลผู้ติดเชื้อ และกักกันผู้ติดเชื้อออกจากผู้ที่ไม่ติดเชื้อ รวมถึง การทดลองเพื่อหาตัวยาในการยับยั้งเชื้อไวรัส

                              3.2.2 มีความขัดแย้ง (conflict) ได้แก่ แม้จะมีทรัพยากรทางการแพทย์ที่ทันสมัยแต่เชื้อไวรัสมีการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะควบคุมหรือกักกันได้ทั้งหมด และประชาชนบางส่วนอยู่ในดินแดนที่ห่างไกลความเจริญเกินกว่าความช่วยเหลือจะไปถึง และบุคลากรทางการแพทย์ต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อทำให้กลายเป็นผู้ติดเชื้อเสียเอง รวมถึง มีความขัดแย้งภายในระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำให้การทำงานไม่ราบลื่น ไม่ว่าจะเป็น หน่วยงานทางการแพทย์ที่มีความเห็นต่างกัน ฝ่ายปกครองที่ต้องการความดีความชอบจากผลงาน นอกจากนี้ มีสื่อมวลชนที่ใช้การสร้างข่าวลือเพื่อหาผลประโยชน์ทำให้ประชาชนเกิดความไขว่เขวจากข้อมูลที่บิดเบือน

                    3.3 ฝ่ายประชาชน

                              3.3.1 มีเป้าหมาย (goal) ได้แก่ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนในครอบครัวของตน และต้องการอพยพออกจากพื้นที่นั้นเมื่อรู้สึกว่ามีความเสี่ยง รวมถึงต้องการยารักษาโรคเพื่อตนเองและคนในครอบครัว

                              3.3.2 มีความขัดแย้ง (conflict) ได้แก่ ในสถานการณ์วิกฤตทุกคนมีความต้องการความปลอดภัยในทรัพย์สินของตนแต่กลับเป็นผู้แย่งชิงหรือลักขโมยเสียเองเมื่อตนมีโอกาส และเมื่อฝ่ายปกครองไม่เปิดเผยข้อมูลที่ประชาชนมีความสงสัย ผู้คนจึงใช้ช่องทางอินเตอร์เน็ตที่มีความรวดเร็วและเข้าถึงได้ง่ายกว่าในการเข้าถึงข่าวสารทำให้ได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนก รวมถึง ประชากรมีจำนวนมากเกินกว่าจะได้รับสิทธิ์ขั้นพื้นฐานทั่วถึง

          จากเนื้อหาในภาพยนตร์ทั้งสามเรื่องพบว่า ภาพยนตร์เป็นสื่อบันเทิงที่มีองค์ประกอบสำคัญที่ใช้ในการดำเนินเรื่องคือตัวละคร ดังนั้น การออกแบบตัวละครให้มีความสมเหตุสมผลชวนให้ติดตามจึงเป็นสิ่งที่ผู้สร้างต้องออกแบบให้มีความน่าเชื่อถือและสอดคล้องกับความเป็นจริง ด้วยเหตุนี้ ตัวละครในภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับโรคระบาดจึงต้องมีการอ้างอิงที่มาจากบุคลากรที่เกี่ยวข้องผู้มีหน้าที่จัดการกับสถานการณ์ภาวะโรคระบาด ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายความมั่นคงของรัฐ และกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบคือประชาชน กล่าวคือ ในศาสตร์การสร้างภาพยนตร์ ตัวละครทั้ง 3 ฝ่ายนี้ต้องมีปฏิสัมพันธ์การช่วงชิงอำนาจกันในเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง โดยเฉพาะในกรณีนี้คือวิกฤตเชื้อไวรัสระบาด ซึ่งกล่าวได้ว่าศาสตร์ของการนำเสนอในรูปแบบภาพยนตร์เพื่อความบันเทิงมักจะมีการนำเสนอเนื้อหาที่แสดงผลกระทบมากกว่าปกติ แต่ทว่าสามารถนำมาอธิบายเชิงเปรียบเทียบกับปัจจุบันให้เกิดความเข้าใจในเหตุผลของพฤติกรรมการอยู่ร่วมกันของบุคคลในภาวะระบาดของเชื้อไวรัสได้


สัญญวิทยาทางสังคมในภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับโรคระบาด

          ตัวละครในภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับโรคระบาดมีพฤติกรรมสะท้อนถึงสัญญะการเป็นตัวแทนที่แตกต่างกัน ตามแนวคิดสัญญวิทยาทางสังคมที่ว่าการวิเคราะห์ทรัพยากรทางสัญญะที่ก่อให้เกิดความคิดเชื่อมโยงถึงสิ่งที่สัญญะนั้นทำหน้าที่เป็นตัวแทน ซึ่งความหมายในเชิงเป็นตัวแทน (Representational Meaning) ในกรณีนี้คือตัวละครในภาพยนตร์ ได้แก่ ทหารเป็นตัวแทนของความอนุรักษ์นิยม แพทย์เป็นตัวแทนของการปรับตัว และประชาชนเป็นตัวแทนของความหลากหลาย โดยสามารถสะท้อนถึงระบบสังคมและหน้าที่พื้นฐาน พร้อมทั้งยกตัวอย่างได้ดังต่อไปนี้

          1. ทหาร: อนุรักษ์นิยมความมั่นคงต้องมาก่อน

          ในรัฐที่มีการปกครองประชาชนหมู่มาก ความมั่นคงของรัฐเป็นเป้าหมายหลักประการแรกตามหน้าที่ปฏิบัติของทหารในทุกสถานการณ์ กล่าวคือ มีลักษณะของความเป็นเผด็จการ ดังนั้น ในภาวะระบาดของเชื้อไวรัสความมั่นคงของรัฐเป็นสิ่งที่ฝ่ายปกครองต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก นอกจากนี้ ยังมีลักษณะของการจัดการที่มุ่งเน้นในการใช้กำลังและรุนแรง โดยอ้างว่าเพื่อความเด็ดขาด ยกตัวอย่างเช่น ในภาพยนตร์เรื่อง Out Break (ค.ศ. 1995) มีการสั่งการจากกองทัพบกให้ทิ้งระเบิดทำลายบริเวณที่ติดเชื้อถึงสองครั้ง เมื่อพบว่ามีเชื้อไวรัสร้ายแรงระบาด โดยครั้งแรกปฏิบัติการสำเร็จเป็นเหตุให้มีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต และในครั้งที่สองมีการขัดขวางไว้ได้ และในเหตุการณ์ที่ประชาชนละเมิดคำสั่งห้ามออกจากพื้นที่ (lockdown) มีการยิงต่อสู้ระหว่างทหารกับประชาชนที่พยายามจะขับรถฝ่าด่านกักกันโรค ทหารจึงใช้การปราบปรามด้วยอาวุธสงครามจนถึงแก่ชีวิต รวมไปถึง ในภาพยนตร์เรื่อง 28 Weeks later (2007) มีการกราดยิงผู้ที่ติดเชื้อ (zonbie) ที่ปะปนอยู่ในฝูงชนผู้บริสุทธิ์ และมีการทิ้งระเบิดในสถานที่แออัดเมื่อมีแนวโน้มว่าไม่สามารถควบคุมเชื้อโรคได้ เป็นต้น

 

 

 

 

                               ภาพที่ 4. ฉากการทิ้งระเบิดทำลายหมู่บ้านที่มีผู้ติดเชื้อในภาพยนตร์เรื่อง Out Break (ค.ศ. 1995)