+

ห้วงยามแห่งการยกเว้นและผ่อนปรน การยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในมุมศาสนา

การระบาดของไวรัสโควิด 19 (Covid-19)  รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ได้ออกมาตรการหรือกฎระเบียบภายใต้ช่วงเวลาของสภาวะยกเว้น (State of Exception) หรือสภาวะฉุกเฉิน (State of Emergency) ในลักษณะของ การกักกัน (quarantine)” “การรักษาระยะห่างทางสังคม/ทางกายภาพ (social/physical distancing)” ในพื้นที่และระยะเวลาที่กำหนดไว้เพื่อลดการระบาดของไวรัสชนิดนี้ โดยเป็นมาตรการกึ่งสมัครใจ กึ่งบังคับ ที่เข้ามาปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างมาก(Maitra, 2020; Open Government Partnership, 2020; Pueyo, 2020; United Nations, 2020)

ขณะเดียวกัน ศาสนา” ในฐานะที่มีความเป็นสถาบัน (institutions)1  ซึ่งมีอิทธิพลสำคัญในการกำหนดจริยธรรม บอกว่าสิ่งใดคือความดีหรือไม่ดี ควรหรือไม่ควร ทำได้หรือทำไม่ได้ บอกจุดเริ่มต้นและปลายทางของชีวิต และเป็นสถาบันที่มีอิทธิพลในการกำหนดรูปแบบวิถีชีวิตของศาสนิกชนในทุก ๆ ด้าน รวมทั้งด้านอุปนิสัยเรื่องสุขภาพของศาสนิกชน (Healthy habits) (Anshel & Smith, 2014; Owens & Sami, 2016) ก็ได้มีความพยายามในการส่งสาสน์ไปยังศาสนิกชนของตนเช่นกัน โดยมีทั้งการแจ้งแนวทางในการทำความเข้าใจโรคระบาด การแจ้งแนวทางการปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา รวมทั้งการแจ้งแนวทางการดำเนินชีวิตโดยรวม เพื่อให้ศาสนิกชนได้มีความเข้าใจและการปฏิบัติที่ถูกต้อง เป็นไปตามบทบัญญัติหรือหลักการที่ศาสนาอนุญาตให้พึงกระทำได้ในห้วงยามที่ไม่ปกติ (Exceptional time)

ในส่วนของบทความชิ้นนี้ ผู้เขียนจะแสดงให้เห็นถึงตัวอย่างของการเสนอ แนวทางการปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา” จากผู้นำ ผู้รู้ นักบวช หรือนักวิชาการของศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ และศาสนายูดาห์ (อาจไม่ครอบคลุมทุกนิกายหรือสำนักคิด) ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 เนื่องด้วยศาสนาทั้ง 3 นั้น เป็นศาสนาที่องค์การระหว่างประเทศ อาทิ UNICEF, WEFORUM, WHO, Religions for Peace (RfP)

ได้รณรงค์ให้บรรดาผู้นำของทั้งสามศาสนาแสดงบทบาทในการยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยเชื่อมโยงทั้งสามศาสนาด้วยกับแนวคิด the Abrahamic faith (Roberts, Elsanousi & Visotzky, 2020; UNICEF, 2020) อีกทั้ง ทั้งสามศาสนายังเป็นศาสนาซึ่งมีผู้นับถือรวมกันเกินกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลก (Pew Research Center, 2015)

ในสังคมมุสลิมนั้น ได้มีผู้รู้ (อุลามาอ์ - Ulama) หรือนักวิชาการในดินแดนต่าง ๆ ที่พยายามส่งสาสน์เพื่อรณรงค์และแสดงให้เห็นว่า ในช่วงเวลาที่เข้าสู่สภาวะฉุกเฉินหรือห้วงยามที่ไม่ปกตินั้น มุสลิมจะต้องมีความคิด ความเชื่อ หรือข้อปฏิบัติเช่นใด โดยมีการออกคำวินิจฉัยศาสนา (fatwa) ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 อาทิ การอนุญาตให้มุสลิมสามารถงดเว้นการละหมาดรวมกันที่มัสยิดในทุกๆ วัน (congregational prayers) และงดเว้นการละหมาดรวมกันในวันศุกร์ (Jumu‘ah prayer) ซึ่งเคยเป็น ข้อสั่งใช้’ ในยามปกติ ด้วยการละหมาดในเคหสถานของตนเองเป็นการแทนที่อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ ยังมีการรณรงค์ให้งดการจับมือหรือสวมกอดทักทายกัน โดยให้กล่าวคำทักทายก็เพียงพอ รวมถึงการงดละหมาดร่วมกันที่มัสยิดยามค่ำคืนซึ่งเคยเป็นสิ่งเสริมอย่างยิ่งยวดในเดือนรอมฎอน หรืองดจัดเลี้ยงละศีลอดร่วมกันในเดือนรอมฎอน ซึ่งล้วนเป็นมาตรการรักษาระยะห่างในช่วงที่เกิดโรคระบาด (สภาอุลามาอฺฟาฏอนีย์ ดารุสสลาม2563สำนักจุฬาราชมนตรี2563ก2563ข; Al Azhar Fatwa Global Center, 2020; The Council of Senior Scholars in the Kingdom of Saudi Arabia, 2020)

ทั้งนี้ ในบทบัญญัติของศาสนาอิสลามนั้น หากเกิดเงื่อนไขของความไม่ปกติขึ้น ซึ่งในขณะนี้คือการระบาดของโรค ก็จะมีหลักการหนึ่งที่เป็น ข้อผ่อนปรน/ข้อยกเว้น ซึ่งเรียกว่า รุคเศาะฮ์ (rukhsah - concessionary law)2  ในนิติศาสตร์อิสลาม (Islamic jurisprudence) เพื่อให้ศาสนิกชนสามารถนำมาปฏิบัติใช้อันเป็นการรักษาแก่นสำคัญของศาสนา อีกทั้งยังเป็นการช่วยคลี่คลายให้ภัยพิบัติ ความไม่ปกติเหล่านั้น กลับสู่สภาวะความเป็นปกติได้โดยเร็วยิ่งขึ้น โดยที่การนำหลักการข้อผ่อนปรนดังกล่าวมาใช้ในสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 นั้น ผู้รู้และนักวิชาการได้ระบุว่าสอดคล้องกับโองการในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่าน ที่ว่า    สูเจ้าอย่าได้นำตนเองสู่ความวิบัติ” อีกทั้งสอดคล้องกับวจนะของศาสดามูฮัมหมัดที่สำทับว่า ไม่มีการประทุษร้ายต่อตนเองและผู้อื่น” (สภาอุลามาอฺฟาฏอนีย์ ดารุสสลาม2563สำนักจุฬาราชมนตรี2563กอำนาจ มะหะหมัด2557; Al Azhar Fatwa Global Center, 2020; Che ,Rosazra, Ariff & Mai, 2015; Kamali, 1991)3